ขนาดตัวอักษร

109.อาละวาด 2

 89 Views

                ชาวบ้านที่ยืนมุงดูอยู่นั้น อดสุมหัววิจารณ์กันอย่างเผ็ดร้อนไม่ได้

                  “อา  นี่มันกลางวันแสกๆ  ไม่ใช่ว่าไม่มีใครอยู่ที่บ้านเสียหน่อย! เรื่องนี้นับเป็นอะไรได้!”

             “เขาลือกันว่าชายหนุ่มแซ่หยางผู้นี้  เป็นคนหัวอ่อน เชื่อฟังบิดามารดา  แต่พอเป็นเรื่องแต่งงาน   กลับไปตกลงกับหญิงอื่น  มันไม่สายไปหน่อยหรือ! “

             “ผิดทั้งเพ  ข้าได้ยินมาว่า คนสกุลฮวาไปช่วยคนสกุลหยาง  บังคับเด็กสาวสกุลเหลียนให้ถอนหมั้นต่างหาก!  ไม่นึกเลยว่า  ยังไม่หนำใจ  วันนี้ยังตามมาด่าทอถึงหน้าบ้านอีก ไอ้หยา..นี่มันเท่ากับรังแกคนกำพร้าบิดามารดาเชียวนะ!”

 

                  “เจ้าคนแซ่หยางทำเช่นนี้มันก็ไม่ถูกต้องนา  ในเมื่อฟางโจว…นางก็ถอนหมั้นไปแล้ว  แล้วยังจะวิ่งแจ้นมาหานางถึงบ้าน  ทำไมละเนี่ย  ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี…”

             “อ้าว พวกเจ้าไม่รู้หรอกรึ?  ข้าได้ยินมาว่าการแต่งงานนี้เกิดขึ้น  เพราะแม่เฒ่าสกุลหยางมาเจรจาตกลงกับสกุลฮวา  สกุลฮวาชอบอกชอบใจเขยใหม่ผู้นี้มาก!  มีคนเห็นเขามาที่บ้านสกุลฮวาก่อน  แล้วก็หวนมาบ้านสกุลเหลียน  อยู่ได้ไม่นาน ก็กลับออกมา  ไม่ต้องสงสัยเลยว่า คงถูกไล่ตะเพิดออกมาเป็นแน่!”

                  ใบหน้าสะใภ้สกุลฮวา  รวมทั้งแม่และลูกสาว พลันเขียวแล้วสลับเป็นซีดเผือด  ส่วนเหลียนฟางโจวและน้องๆยืนหน้านิ่งอยู่ตรงธรณีประตูเช่นเดิม  จ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตาดุดัน

        ตั้งแต่ต้นจนจบ  เหลียนฟางโจวไม่มองหยางหวายชานแม้สักนิด   แม้แต่หางตาก็ไม่เหลือบแล  นึกรังเกียจที่เขาก่อเรื่องน่ารำคาญ  คนประเภทนี้น่าดูแคลนยิ่งนัก  ตัวเองไม่กล้าฝ่าฝืนคำสั่งบิดามารดา ที่ให้ไปแต่งงานกับหญิงอื่น  แต่ขณะเดียวกันก็ยังทำอะไรสิ้นคิด   ยังมาเทียวไล้เทียวขื่อกับหญิงที่ตนเคยชอบอยู่แต่เดิม  ทั้งๆที่ไม่มีทางหวนกลับคืนได้อีกแล้ว  หนำซ้ำยังเอาแต่คร่ำครวญว่าชีวิตตนเองช่างมีแต่ความเจ็บปวด ทุกข์ยากลำบากใจ  อะไรก็ไม่รู้!

             แท้จริงแล้วเขากำลังทำตัวเองประหนึ่งเป็นหมั่นโถวนึ่งหอมกรุ่น[1]อยู่ใช่ไหม!

             ผู้ชายแบบนี้ ในสายตาของเหลียนฟางโจว  บอกได้คำเดียวว่า ‘ห่วย’!

             “พวกท่าน  พวกท่าน! ฮือ..ฮือ”  ฮวาเสี่ยวฮวาทนกับถ้อยคำวิพากษวิจารณ์ของบรรดาชาวบ้านไม่ไหว  พลันร้องไห้โฮออกมาดังลั่น  ปราดเข้าไปหยิก ข่วน  ทุบตี หยางหวายชานอย่างบ้าคลั่ง  พลางร่ำไห้ด่าทอ  “ท่าน…ท่านมันไม่รู้ดีรู้ชั่ว  ท่านพาข้ามาเยี่ยมบ้านฝ่ายภรรยาวันแรก  แต่กลับวิ่งแล่นไปทำอะไรที่บ้านคนอื่น ห้ะ!  ท่านดอดมาทำอะไรที่บ้านคนอื่น!  ท่านจะทำให้ข้าเสียหน้าไปถึงไหน  ท่านจะทำให้สกุลฮวาอับอายไปถึงไหนกัน!  ข้าจะเอาเรื่องท่านให้ถึงที่สุด!  วันนี้ท่านไม่รอดแน่!  ท่านมันสารเลวนัก!”

        ฮวาเสี่ยวฮวาระเบิดโทสะคล้ายดังคนบ้าไปแล้ว  หยางหวายชานย่อมไม่อาจต้านทานได้  ชายหนุ่มไม่มีทางเลือก ได้แต่เอามือปัดป้องใบหน้า และศีรษะเป็นพัลวัน  พอโดนเช่นนี้มากเข้า  ผมเผ้าที่หวีเกล้าจัดทรงมาอย่างเรียบกริบ  ก็โดนฮวาเสี่ยวฮวาจิกกระชากจนกระจาย  ซ้ำบนใบหน้าปรากฏรอยแผลข่วนเลือดซิบเป็นทางยาวหลายรอยอีกด้วย

             หยางหวายชานพยายามเอามือปัดป้องใบหน้าด้วยความเจ็บปวด  โดยไม่โต้กลับ  ทั้งไม่แก้ตัวไดๆทั้งสิ้น

                  ชายหนุ่มไม่ทำร้ายฮวาเสี่ยวฮวากลับ  ยิ่งทำให้หญิงสาวสะใจนัก  เขาไม่ทะเลาะตอบ  ซ้ำยังยอมโดนทำร้ายแต่โดยดี  ฮวาเสี่ยวฮวาทั้งโกรธทั้งปวดใจ  ร้องเอ็ดตะโรคลุ้มคลั่ง  ยิ่งทุบตี ยิ่งเสียงดังเอะอะโวยวายหนักขึ้น

             แม่เฒ่าสกุลฮวาและหลิวซื่อ พลันหน้าเปลี่ยนสี  ลูกเขยซึ่งกลับไปเยี่ยมบ้านฝ่ายหญิงวันแรก  พาใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยแผลกลับบ้าน  หากแม่ฝ่ายชาย  บิดาประมุขของตระกูล  รวมทั้งพี่ชายน้องชาย  พี่สะใภ้ น้องสะใภ้เห็นเข้าจะเป็นอย่างไร?

             ผู้อาวุโสทั้งหลายจะมิพอใจเข้าไปใหญ่รึ?  ส่วนพวกคนรุ่นราวคราวเดียวกันย่อมเอาไปนินทา  หัวเราะเป็นเรื่องขบขัน!

         ฝ่ายบิดามารดานั้นย่อมไม่ตำหนิบุตรชาย  ทว่าคงเอาคำด่าทอไปลงที่ลูกสะใภ้เป็นแน่

                  ในภายภาคหน้าลูกสาวสกุลพวกเขา  ยังต้องฝากชีวิตไว้ในอุ้งมือของคนสกุลหยางอีก  แล้วมากระทำการเยี่ยงนี้นับเป็นอะไรได้?  มิหนำซ้ำลูกสาวนางยังมิได้จับผู้ชายของตัวเองมาถามไถ่ให้รู้ความก่อนเลย  เพราะฝ่ายตรงข้าม เขาก็ออกโรงปฏิเสธเสียงแข็งตั้งแต่ทีแรกแล้ว!

             “ฮวาเอ๋อร์  ใจเย็นๆ!  อย่าไปตะโกนโหวกเหวก  ทำตัวดังคนไร้สติเช่นนี้! “  แม่เฒ่าหัวและหลิวซื่อปรี่เข้าไปลากตัวฮวาเสี่ยวฮวาออกมา  ทั้งพร่ำพูดปลอบโยนหลายต่อหลายครา  ฮวาเสี่ยวฮวาหาได้รู้สึกตัวไม่  พยายามใช้โอกาสนี้  ทำให้สามีอับอายขายหน้า  ต่อไปภายหน้า  สามีนางจะได้ไม่กล้ายื่นหน้าที่มีแต่รอยแผลออกมาให้ใครเห็น!

             นางทั้งอับอายและโกรธแค้น  ได้แต่เอามือปิดหน้า ร่ำไห้โฮดังขึ้นเรื่อยๆ

           ในที่สุดก็หยางหวายชานก็พาตัวหลุดพ้นจากน้ำมือปีศาจที่ขยุ้มผมเผ้าและเสื้อผ้าเขาออกมาได้  ชายหนุ่มยกมือขึ้นแตะเลือดที่อยู่บนใบหน้า  ให้ปวดแสบปวดร้อนยิ่งนัก  อดรู้สึกขุ่นเคืองใจไม่ได้

             ทว่าสิ่งที่ทำให้ใจชายหนุ่มรู้สึกเศร้าสะเทือนใจที่สุดก็คือ  ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ เหลียนฟางโจวไม่เคยเหลือบแลเขาเลยแม้แต่หางตา  นางหาได้รู้สึกรู้สายามที่เขาถูกประทุษร้าย   เขามิคิดเลยว่านางจะไม่มีปฏิกิรยาตอบโต้อันใดเลย  แม้แต่ความหวั่นไหวหรือเสียใจ  ก็ไม่ปรากฏในดวงตาของนางแม้สักกระผีกริ้น  ใจของหยางหวายชานหดหู่สิ้นหวังอย่างที่สุด  นางยังคงแค้นเคืองเขาไม่เลิกสินะ…

             ยามนี้ต่อให้เขารื้อฟื้นความสัมพันธ์ให้กลับคืนมาจริงๆ   ในวันนี้  เขาย่อมเป็นผู้นำปัญหา และเรื่องยุ่งยากมาสู่นางอย่างหนีไม่พ้น!

             ไม่ต้องสงสัยเลยว่า นางยังคงโกรธเคืองเขาไม่เลิก….

             ส่วนชาวบ้านเห็นคนสกุลฮวากระทำการเช่นนี้แล้ว  คงจะเอาไปนินทากันอย่างสนุกปากไปอีกนาน

             สตรีสกุลฮวาสามนางนี้ล้วนชมชอบการใช้กำลังนัก  เทียบกันแล้ว  สี่พี่น้องสกุลเหลียนยังประพฤติตัว ตรงไปตรงมาไร้การเสแสร้ง  เมื่อเห็นสตรีสกุลฮวาเสียศูนย์จนกลายเป็นเช่นนี้  ก็มิได้แสดงสีหน้าดีอกดีใจในความโชคร้ายของผู้อื่นเลย  เห็นชัดว่าหญิงสกุลฮวาที่เอาแต่คุกคามใช้กำลัง  ไม่อาจเทียบเทียมคนสกุลเหลียนได้เลย

                  “เพราะแกแท้ๆ!”  ดวงตาหลิวซื่อสาดประกายดุดัน  ก้าวเข้าไปในฝูงชน เข้าไปลากตัวเด็กชายอายุราว 11-12 ปีให้ก้าวออกมาข้างหน้า  พลางเอ่ยว่า  “เจ้าเด็กสือโถวคนนี้  มันวิ่งมาบอกที่บ้านพวกข้า   สือโถว  เจ้าเห็นอะไรบ้าง  ต่อหน้าทุกคนในที่นี้  จงบอกมาเสียดีๆ!”

             เด็กชายที่ชื่อว่าสือโถวผู้นี้ ยังเป็นแค่เด็กคนหนึ่ง ย่อมจะชอบคุยโว ต่อเติมเสริมต่อเรื่องราวให้ใหญ่โตเป็นธรรมดา  คงมิได้ตั้งใจมุ่งร้ายต่อใครจริงๆแน่

             หลังจากที่คนสกุลฮวาได้รับข่าว  แล้วเกิดโวยวายขึ้น  เด็กชายผู้นี้จึงหลบหน้าคนสกุลฮวา  ไปซ่อนตัวอยู่ตรงประตูบ้านเพื่อสังเกตุการณ์  พอเห็นแม่เฒ่า ลูกสาว และลูกสะใภ้สกุลฮวาซึ่งมีสีหน้าอาฆาตมาดร้ายพากันตรงไปบ้านเหลียนฟางโจวเพื่อจัดการคิดบัญชี  เขาเกิดความรู้สึกว่าตนเองเก่งไม่เบา  จึงหัวเราะดีอกดีใจ  แอบย่องตามไปดูฉากวุ่นวายด้วยความครื้นเครง

             ทว่าเด็กน้อยไม่คาดคิดเลยว่า  เรื่องราวจะลุกลามใหญ่โต  จนรุนแรงเช่นนี้  ยิ่งเห็นฉากตบตี ร่ำไห้ ตะโกนด่าทอกันอุตลุด  ใจของสือโถวเริ่มกลัวความผิดขึ้นมาแล้ว  ยามนี้ถูกหลิวซื่อจับตัวออกมาด้านหน้า  พอเขาถูกลากออกมา  จนตกอยู่ท่ามกลางสายตาของทุกคน  เห็นทุกคนต่างจ้องเขาเป็นตาเดียว   พาให้สือโถวตื่นตระหนก  เปิดปากร้องไห้โฮออกมาเสียงดังลั่น

                  “เจ้าจะร้องไห้หาอะไร ห้ะ!”  หลิวซื่อเห็นแล้ว คล้ายว่าพวกนางกำลัง ‘รังแก’ สือโถว  ใจจึงบีบรัดและกรุ่นโกรธ  จ้องหน้าเขาพลางเอ่ยว่า “ก่อนหน้านี้เจ้าเป็นคนมาเล่าให้พวกข้าที่บ้านฟัง  เจ้าจงรีบพูดออกมา อย่างที่พูดกับข้าอีกสักครั้งสิ!  พูดออกมาเร็วเข้า!”

             มารดาของสือโถวอยู่ในหมู่ฝูงชนที่ยืนเฝ้าดูเหตุการณ์อย่างครึกครื้น  พลันก้าวออกมาเพื่อปกป้องลูกชายตน  ตวัดสายตามองหลิวซื่อด้วยความไม่พอใจ  พลางเอ่ยขึ้น “เจ้านี่ ไยกล้ามารังแกลูกชายข้า!  สือโถวยังเด็ก  เจ้าจะสอบถามเขาดีๆไม่ได้หรือ?  เจ้าช่างทำหน้าตาน่ากลัวนัก  คิดจะกินเลือดกินเนื้อเขาหรือไร?”

      “อะไรน่ะ!”

       “พวกคนสกุลฮวาช่างอันธพาลยิ่งนัก!”

             พอได้ยินผู้คนพูดกันเช่นนั้น  หลิวซื่อพลันหน้าแดงก่ำ  ไม่กล้ามีเรื่องกับแม่ของสือโถว  จริงๆแล้วนางหาได้เกรงกลัวไม่  เพียงแต่ไม่อยากแสดงความดิบเถื่อนออกมา  จึงรีบหัวเราะกลบเกลื่อน  “แม่สามีและน้องสามีข้าเข้าใจผิดไป  ข้าเองก็เสียใจไม่น้อย!  อย่าได้ตำหนิติเตียนพวกข้าเลย!   สือโถวเล่าให้คนบ้านข้าฟังเช่นนั้นจริงๆ  เจ้าลองให้เขาพูดออกมาอีกครั้งสิ   ชาวบ้านในที่นี้จะได้ตาสว่างกันเสียที!”  หลิวซื่อจงใจพูดเสียงดังขึ้นในสองประโยคสุดท้าย  ทั้งยังมองเหลียนฟางโจวอย่างคนที่ถือไพ่เหนือกว่า  พลางคิดกระหยิ่มในใจ  อีกสักครู่เดี๋ยวได้เห็นดีกัน!  เหลียนฟางโจวยังคงยืนมองด้วยสีหน้าเฉยชาอยู่ที่เดิม  ไม่มีอาการล่อกแล่กให้เห็นแม้แต่น้อย  หลิวซื่อเห็นแล้วอดไม่ได้  แค่นเสียงร้องเฮอะออกมา  ในใจคิดแต่เพียงว่า อีกสักเดี๋ยว มารดาเจ้าต้องร้องไห้ไม่ออกเป็นแน่!   มารดาสือโถวจ้องหน้าหลิวซื่อกลับ  แล้วเข้าปลอบโยนสือโถวสองสามคำ  ขอร้องให้สือโถวพูด

                  สือโถวเอามือขยี้ตาที่เต็มด้วยน้ำตาทั้งสองข้าง  พลางพูดเสียงเบาคล้ายเสียงยุงว่า “ข้า  ข้าเห็นลูกเขยใหม่บ้านสกุลฮวาเข้าไปในลานบ้านของ….”

             “ได้ยินไหม!  พวกเจ้าทั้งหมดได้ยินหรือไม่!” หลิวซื่อหันไปร้องบอกบรรดาชาวบ้านด้วยความลิงโลด  “สือโถวเป็นเด็กเล็กๆ ย่อมไม่พูดปดแน่!  เขาบอกแล้วว่าเขาเห็นกับตา ก็ต้องเห็นจริงๆ!  เมื่อพวกข้ามาถึง  ก็เห็นเขยใหม่ยืนอยู่ตรงประตูบ้านนางแล้ว! “

      *******

[1] หมั่นโถวนึ่งหอมกรุ่น  หมายถึง ผู้ชายที่เนื้อหอม มีผู้หญิงมารุมชอบมากมาย

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top