ขนาดตัวอักษร

108.อาละวาด 1

 89 Views

                 เหลียงฟางโจวคิ้วขมวดมุ่น  เปิดประตูผลัวะออกไป พลางเอ่ยอย่างเกียจคร้าน “เอ..มีผู้ใดมาเอะอะอาละวาดที่หน้าประตูบ้านข้าเนี่ย?  มีเรื่องอันใดรึ!

                  “ยังจะมีหน้ามาถามอีก!  เพ้ย!”  หลิวซื่อถ่มน้ำลายลงพื้นด้วยความโมโห  ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน  พลางก่นด่า  ”เจ้า..มันนางแพศยาไร้ยางอาย  มุดหัวอยู่เป็นนานเชียวนะ!   ไยเจ้าไม่หลบต่อไปเล่า?

 

                  เหลียนฟางโจวส่งสายตาเย็นเยียบ เอ่ยขึ้น “หลบอะไร  ไยต้องหลบ?  เดิมทีข้าก็อยู่ในบ้านของข้าดีๆอยู่แล้ว   เจ้ามาส่งเสียงเอะอะโวยวายไม่หยุด  ข้าก็ต้องออกไปดูนะสิ!  ต่อหน้าเพื่อนบ้านมากมายเนี่ย  เจ้ากับข้ามาพูดกันให้กระจ่างไปเลย!”

             “เจ้านั่นแหละ   หากไม่รู้จักละอายใจ  ก็บอกชาวบ้านเขาให้แจ่มแจ้งไปเลยสิ!” หลิวซื่อขึงตาใส่อย่างดุร้าย  ร้องตวาดเสียงดัง

             “ข้ามีเรื่องอันใดที่ต้องพูดให้กระจ่างหรือ?  ข้าอยู่ที่บ้านข้าดีๆ  เจ้านั่นแหละ มีความอึดอัดคับข้องใจอันใด  ถึงได้วิ่งแจ้นมาหน้าบ้านข้า  ซ้ำยังมาเอะอะโวยวาย ด่าทออีกด้วย  ไฉนถึงกลับตาลปัตร  มาเป็นข้าที่พูดไม่แจ่มแจ้งเล่า?  สะใภ้หลิว  บ้านข้าก็คนเยอะ พวกเยอะ  คงไม่ต้องใช้เหตุผลอันใดมากกระมัง?”  เหลียนฟางโจวสีหน้าเรียบเฉย  ทว่าภายในอัดแน่นด้วยโทสะ

             เธอจะไม่ทะเลาะเบาะแว้งกับพวกนาง  อีกทั้งจะไม่ลดตัวลงไปด่าทอด้วย  เพราะเรื่องแบบนี้   ขืนด่ากันไปเถียงกันมา  ก็ยิ่งพูดกันไม่เข้าใจ  คนที่จะเป็นฝ่ายเสียเปรียบก็คือเธอเป็นแน่!

        มิสู้พูดกันต่อหน้าทุกคนให้แจ่มแจ้งแดงแจ๋ดีกว่าหรือ  พูดกันให้หมดเปลือก  ใช้เหตุผลเข้าสู้   จะได้ไม่เข้าทำนองตกปลาในน้ำขุ่น [1]

                  สะใภ้สกุลเฮวายามมาถึงบ้านเหลียนฟางโจว  ก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงตะโกนด่าไฟแลบ  ด่ากราดอยู่ฝ่ายเดียวโดยไม่มีการยั้งคิด  การณ์กลับกลายเป็นว่า  เป็นฝ่ายตัวเองที่กำลังข่มเหงผู้อื่นอยู่  นี่หาใช่ผลลัพธ์ที่ฝ่ายตนต้องการไม่

         แม่ยายและสะใภ้สกุลฮวาอึ้งไปเล็กน้อย  ไม่คิดเลยว่าการมาส่งเสียงโหวกเวกโวยวาย  ไม่อาจยุอีกฝ่ายให้ตกหลุมพรางได้

                  วันนี้ ลูกสาวที่เพิ่งแต่งงานกลับมาเยี่ยมบ้านเดิม   เดิมทีคนทั้งบ้านต่างอยู่ในบรรยากาศชื่นมื่น  แต่เจ้าลูกเขยหมาดๆ หยางหวายชาน  ดันฉวยโอกาสตอนคนเยอะ  พอคนสกุลฮวาเผลอ   ก็ลอบดอดหนีไปบ้านหญิงอื่น  ภายหลังพวกเด็กๆในหมู่บ้านมันเอามาพูดกันใหญ่  แม่ยายและลูกสะใภ้สกุลฮวาได้ยินเพียงเท่านั้น ก็บันดาลโทสะ  ลูกสาวของนาง  ฮวาเสี่ยวฮวาหน้าซับสีเลือดขึ้นทันใด  น้ำตาคลอหน่วย  ดวงตาสั่นสะท้านด้วยความเสียใจ!

          นี่มันหยามหน้ากันเกินไปแล้ว!

                  คนสกุลฮวาต่างเห็นพ้องต้องกันว่า  เรื่องราวอันน่าพิศวงงงงวยนี้  เป็นฝีมือของเหลียนฟางโจวแน่   เชื่อว่านางคงสวมบทบาทหญิงน่าสงสาร  เพื่อยั่วยวนเขยใหม่สกุลฮวา!  เมื่อโดนยั่วยวน  เขาย่อมใจอ่อนเป็นแน่  พลันพวกนางสุดจะทานทนไหว  ย่อมไปดูที่บ้านคู่กรณี!

             แม่ยายและลูกสะใภ้สกุลฮวาพาลูกสาวที่มีสายตาประหนึ่งวิญญาณอาฆาต  บึ่งไปบ้านเหลียนฟางโจวทันที

             ส่วนหยางหวายชานเพิ่งถูกตะเพิดพ้นประตูบ้านของเหลียนฟางโจว  พลันอึ้งงันเมื่อสายตาเหลือบเห็นสตรีสกุลฮวาน สามนางมาถึง

          ฮวาเสี่ยวฮวาพอเห็นเขาแสดงสีหน้าตกใจกลัวความผิดขนาดหนัก  พลันไหน้ำส้มตกใส่ (หึงหวง)  บันดาลโทสะโดยพลัน  ไม่ฟังอีร้าค่าอีรมกระชากตัวชายหนุ่ม  มาถามคาดคั้นเสียงลั่น

                  แม่เฒ่าสกุลฮวา ครั้นเห็นลูกสาวตนเองเสียอกเสียใจปานนั้น  พลันโกรธขึ้ง  จึงบัญชาการให้ลูกสะใภ้นามหลิวซื่อให้ไปตบประตูเรียกคู่กรณีทันที  โดยที่คนทั้งสองปักหลักตะโกนแช่งด่าอยู่ด้านนอกไม่หยุด

                  ยามนี้เรื่องกลับกลายเป็นว่าเหลียนฟางโจว เป็นหญิงไร้ยางอาย กล้ายั่วยวนลูกเขยของพวกนาง  พวกนางไม่กลัวเกรงอะไรอีกแล้ว  หยิบเรื่องนี้มาอาละวาดโวยวายยกใหญ่  พยายามทำเรื่องให้ใหญ่โต  หวังจะดึงดูดชาวบ้านทั้งหมู่บ้านเข้ามาชมดูฉากอาละวาดกันอย่างครึกครื้น  สะใภ้หลิวซื่อตบประตูหลายครา ประตูก็ยังไม่เปิด   ได้แต่ก่นด่าสาบแช่ง  ปานฟ้าถล่มดินทลาย  สารพัดสารเพจะขุดคุ้ยขึ้นมาว่า!

             คนทั้งสองต่างเชื่อจับจิตจับใจว่า  หากเหลียนฟางโจวได้ยินถ้อยคำเหล่านี้เข้าล่ะก็  ย่อมทนไม่ได้เป็นแน่  หากนางเปิดประตูออกมาเมื่อไร  ย่อมจะรีบปรี่เข้ามาตอบโต้  ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม  หากอีกฝ่ายรีบปรี่ออกมา  พวกนางจะลงมือเล่นงานเหลียนฟางโจวให้แหลกเป็นชิ้นๆ  จับนางกรีดใบหน้าให้เสียโฉม  คงจะดียิ่งนัก ภายหน้าจะได้ไม่กล้ายั่วยวนลูกเขยบ้านพวกนางอีก

             ใครจะคิดเล่าว่า  พอเหลียนฟางโจวกระแทกประตูประตูเปิดออก  ตัวนางก็ยังยืนอยู่หลังธรณีประตู  ไม่ก้าวย่างออกมาเลย  ยืนอยู่ภายในรั้วบ้านพร้อมกับน้องๆและอาหญิงสาม  แม้ว่าสีหน้าหญิงสาวจะบึ้งตึง   ทว่าหลายๆอย่างไม่เป็นไปตามที่พวกสตรีสกุลฮวาคิดไว้

                  พอเห็นสตรีสกุลฮวา  ทำตัวปากร้ายปากจัดเยี่ยงคนชั้นต่ำ  มาก่นด่าคนบ้านสกุลเหลียน  อาหญิงสามเห็นแล้วถึงกับอ้าปากหวอด้วยความตะลึง  ไม่กล้าเอื้อนเอ่ยออกมาสักคำ

                  อาละวาดโวยวายมาเป็นนานสองนาน  ก็ยั่วยุไม่ขึ้นเสียที  เช่นนี้พวกนางจะทำอย่างไรต่อดี?  ทันใดนั้นแม่เฒ่าสกุลฮวาก็ยิ้มเย็น  ขยิบตาให้หลิวซื่อ ลูกสะใภ้

        หลิวซื่อรับลูกต่อ  ร้องตวาดทันที “เจ้า..มันนางแพศยาไร้ยางอาย  มีสิ่งใดก็พูดออกมาสิ!  เขยใหม่บ้านข้ามาหาเจ้าถึงบ้าน   เจ้าจงอธิบายมาเดี๋ยวนี้!  เจ้ามันรังแกผู้อื่น!  ข้าขอสู้ตายกับเจ้า! “

         พอหลิวซื่อตวาดจบ  ก็กระโจนเข้าใส่เหลียนฟางโจวทันที

                  “อย่ารังแกพี่สาวข้านะ!”  ชาวบ้านที่ยืนมุงดูอยู่  พากันกลั้นหายใจ  ร้องเสียงหลง  ไม่คาดคิดว่า เหลียนเช่อที่ติดตามเหลียนฟางโจวอยู่ทางด้านหลัง  พุ่งตัวออกมากระโจนเข้าขวางหลิวซื่อ  ยังผลให้ล้มกลิ้งลงไปพร้อมกับหลิวซื่อ  “โอ๊ย” เด็กน้อยร้องครางออกมาด้วยความเจ็บปวด  ยกมือขึ้นดู   ฝ่ามือของเหลียนเจ๋อมีบาดแผล เต็มไปด้วยเลือดสีแดงฉาน

                  ทุกคนในที่เกิดเหตุร้องลั่นด้วยความตื่นตระหนก

             เหลียนฟางโจว น้องๆ และอาหญิงสามต่างโมโหและตกใจ  ร้องอุทาน “เช่อเอ๋อร!”

 พากันสาวเท้าเข้าไปช่วยพยุงเขาขึ้นมา

             เหลียนเช่อเงยหน้าขึงตาใส่หลิวซื่อ “ข้าไม่ยอมให้เจ้ารังแกพี่สาวข้าแน่!”

                  เรื่องนี้ทำให้ชาวบ้านที่ยืนมุงดูพากันนิ่งอึ้งกันไปตามๆกัน  กระทั่งสะใภ้หลิวซื่อยังยืนนิ่ง  เป็นไบ้ตามไปด้วย

                  หลิวซื่อได้แต่ยืนนิ่งงัน  สายตาตำหนิติเตียนที่พุ่งตรงมานาง  พาให้ร่างของนางรู้สึกประหนึ่งเข็มนับร้อยทิ่มแทงจนพรุนไปทั้งร่าง!

             เรื่องของเรื่องก็เพราะ  เหลียนเช่อเป็นแค่เด็กคนหนึ่ง  หลิวซื่อยามนี้ไม่ว่าจะแก้ตัวอย่างไร  ก็ล้วนฟังไม่ขึ้น

             “ข้า  เรื่องนี้ จริงๆแล้วไม่เกี่ยวกับข้านะ  เป็นตัวเขาแหละ  ที่กระโจนเข้ามาเอง!”หลิวซื่อเอ่ยตะกุกตะกัก  ด้วยความร้อนตัว

          เหลียนฟางโจวส่งตัวเหลียนเช่อให้อาหญิงสามไปดูแล  แล้วยืนขึ้นเอ่ยกับหลิวซื่อด้วยสายตาเยียบเย็น  “ข้าเพิ่งพูดอย่างชัดเจนไปหยกๆ  ว่ามีเรื่องอะไรให้พูดกันต่อหน้าทุกๆคน  จะผิดหรือถูก ดำหรือขาว  จะมากมายแค่ไหน   พวกเราล้วนเป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน  ทุกคนย่อมมีสิทธิ์ได้รับความเป็นธรรม!  เจ้ามาร้องตะโกนด่าทอ หน้าบ้านข้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า  ซ้ำยังพาให้น้องชายข้าต้องมาพลอยโดนตีไปด้วย  เรื่องนี้เช่นไร  ก็สมควรรอ   ให้ข้าและเจ้าเจรจากันด้วยเหตุและผลเสียก่อน!”

             หญิงสาวเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง  พลางเอ่ยเย้ยหยัน “ไฉนถึงไม่กล้าคุยกันด้วยเหตุและผลเล่า  หรือว่าเอาเข้าจริง  เป็นเพราะมันไร้เหตุผล  เลยพูดออกมาไม่ได้  แท้จริงแล้ว  พวกท่านแค่อยากมาอาละวาดเท่านั้นใช่หรือไม่?  พวกเราสี่พี่น้อง  ถึงจะกำพร้าบิดามารดา  ก็ไม่ใช่ว่าจะยอมให้ใครๆคิดจะเหยียบย่ำ  ก็เอาเท้ามาเหยียบย่ำได้นะ!”

                  “เจ้าอย่ามาหน้าด้าน พูดจาเออเองฝ่ายเดียวนะ  พวกข้าเป็นฝ่ายต้องอดทน  กับการกระทำอันน่าไม่อายของเจ้า!” แม่เฒ่าหัวแค่นเสียงเฮอะ  ยังไม่หายคั่งแค้นอย่างเห็นได้ชัด

             เพื่อนบ้านทั้งหลายอดซุบซิบถึงความไร้เหตุผลของอีกฝ่ายไม่ได้  ที่เอาแต่โจมตีเกรี้ยวกราดกับอีกฝ่าย  เมื่อครู่ก็เพิ่งผลักเด็กล้มจนมือได้รับบาดเจ็บเลือดออก  ดูก็รู้ว่าฝ่ายไหนที่ชอบด้วยเหตุผลมากกว่า

                  ฮวาเสี่ยวฮวา เห็นแม่และพี่สะใภ้ตนเองเป็นฝ่ายเพี่ยงพล้ำ  ก็ยิ่งระบายโทสะใส่หยางหวายชาน  นางถลึงตาใส่เหลียนฟางโจว  ร่ำไห้เอ่ยออกมาด้วยความเคียดแค้นชิงชัง  “เจ้ามายั่วยวนผู้ชายของข้า  ยังมีหน้ามาให้พวกข้าเจรจาด้วยเหตุผลอีก  สวรรค์ยังจะมีตาอยู่อีกหรือ!”

                  เหลียนฟางโจว พอได้ยินถ้อยคำนี้  พลันแค่นเสียง “ดวงตาข้างไหนของเจ้ากันที่เห็นว่าข้ายั่วยวนผู้ชายบ้านเจ้า?  ที่เจ้าได้แต่งงาน  ก็เพราะข้าเหลียนฟางโจวเป็นฝ่ายเอ่ยปากขอถอนหมั้นเอง  แล้วไยข้าจึงอยากไปยั่วยวนเขาอีกเล่า?  หากข้าอยากยั่วยวนเขาจริง  แล้วไฉนข้าถึงได้ยกเลิกสัญญาหมั้นหมายกับเขาเล่า  ฮึ่ม.. ต่อให้ข้าไม่เต็มใจจะยกเลิกการหมั้นหมาย  ใครเล่าจะมาบังคับข้าได้  และนี่มันยามกลางวันแสกๆ  ซ้ำบ้านข้ายังมีน้องๆอีกสามคน และอาหญิงสามอยู่ด้วย  ที่เจ้าประกาศออกมานี่  ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี   จริงๆแล้วจิตใจเจ้ามีปัญหาอะไรกันแน่?  ข้าเห็นคนบ้านเจ้าเอาแต่ระแวงว่าข้าจะไปสั่งให้เขามาหา  ดังนั้นพวกเจ้าก็เลยคิดว่าข้าทำเช่นนั้นจริง  จึงคิดว่าต้องขุดคุ้ยหาเรื่องให้ได้!  เรื่องนี้ข้าบอกได้เลยว่าไม่มีทางเป็นไปได้!  เจ้าเต็มใจแต่งกับคนผู้นี้เอง  นั่นเป็นสิ่งที่เจ้าเลือกเอง!  เจ้าไม่พอใจยามเห็นหน้าข้า  นั่นมันก็เป็นเรื่องของเจ้า! ”

        พอเหลียนฟางโจวร่ายยาวรวดเดียวอย่างแจ่มแจ้งจนจบ   ก็ทำให้ฮวาเสี่ยวฮวาสะอึกพูดไม่ออกไปทันที

         ****

  [1] ตกปลาในน้ำขุ่น  เป็นสำนวนหมายถึง  มีมือที่สามฉวยโอกาสในขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังห้ำหั่นกัน

      หรือ ยามน้ำขุ่น ปลาจะชะงักไป ย่อมเป็นโอกาสให้จับปลาได้ง่าย

      หรือ ถ้าในเรื่องกลยุทธ์ทางทหาร  หมายถึงศัตรู ยามที่กองทัพระส่ำระสายเพราะขาดแม่ทัพ  ก็ถือโอกาสเอาชนะได้โดยง่าย

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top