ขนาดตัวอักษร

105.บุกเบิกที่ดิน 1

 118 Views

                จ้าวลิ่วรู้ว่าพวกเหลียนฟางโจวจะมาหาวันนี้  จึงรั้งรออยู่ที่บ้าน  พอเห็นพวกเขามาถึงก็แย้มยิ้มรีบเชื้อเชิญ เข้ามาในเรือน ด้วยความกระตือรือร้น

             เมื่อคืนเหลียนฟางโจวได้ตรึกตรอง เรื่องกำลังคนอย่างละเอียดถี่ถ้วน  ทั้งยังได้หารือกับเหลียนเจ๋อ และอาเจี่ยน ระหว่างขามาด้วย  ทำให้เธอได้ข้อมูลครบถ้วน  จนไม่มีรายละเอียดอื่นใดหลุดรอดได้อีก    จ้าวลิ่วก็ให้คำแนะนำเรื่องหาคนตามข้อมูลที่คนทั้งสามให้มา ได้อย่างคล่องแคล่ว   สมกับที่เป็นผู้คร่ำหวอดในวงการ

 

                  เหลียนฟางโจววางแผนจ้างแรงงานที่อยู่ในวัยหนุ่มสาว และหน่วยก้านดี จำนวน 30 คน  พร้อมกับเช่าวัวจำนวน 12 ตัว   เอาไว้ให้พวกเขาใช้ไปคุมคนทำงานด้วยตนเอง  รวมทั้งส่งอาหารกลางวันด้วย   สำหรับค่าจ้างนั้น  จะเป็นไปตามที่ได้คุยกันไว้ก่อนหน้าแล้ว  ส่วนการเช่าวัว 12 ตัวนั้น   จะรวมไปถึงการไถพรวนหน้าดินจนเสร็จสิ้นด้วย   โดยการนี้มีการจ้างเจ้าของวัวมาบังคับวัว   โดยค่าแรงหนึ่งคน ต่อหนึ่งวันเป็นเงิน 2 เฉียน  ซึ่งเท่ากับค่าจ้างคนงานกะดึกที่ทำงานเป็นเวลา 2 วัน   จ้าวลิ่วได้เงินค่าแนะนำคนเป็นจำนวน 4 ตำลึง  และหากคนงานเหล่านั้นตกลงทำงาน  เขาจะได้ค่านายหน้าเพิ่มอีก คิดเป็นรายหัวด้วย

        เธอเน้นกับจ้าวลิ่วว่าให้หาคนประเภทหนักเอาเบาสู้เท่านั้น

                  การเป็นนายหน้าหาคนงานรอบนี้    โดยทั่วไปจ้าวลิ่วจะได้ค่าตอบแทนในฐานะคนกลางติดต่อประสานงานให้เหลียนฟางโจว  2  ตำลึง  ทว่าเหลียนฟางโจวใจปล้ำให้เงินเขาเป็น 2 เท่า  ทำให้เขาดีใจมาก ปากก็พร่ำสัญญาไม่หยุดว่า  เขาจะหาคนดีๆมีคุณสมบัติครบถ้วนตามจำนวนที่เธอต้องการอย่างแน่นอน  ให้เธอสบายใจได้เลย!

             ทั้งสองฝ่ายคุยกันว่าวันมะรืนนี้   จ้าวลิ่วจะเป็นผู้พาคนงานและวัวไปตามที่นัดหมาย   เมื่อตกลงกันเสร็จสิ้นฟางโจวกับพวกจึงลากลับ

             หลังจากแยกจากจ้าวลิ่วแล้ว  เหลียนฟางโจวจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ไปดูลากันดีไหม! หากวันนี้เจอตัวเหมาะๆ  พวกเราก็ซื้อเลย  เวลาไปซื้อแป้งสาลี กับเสียนไช่ (ผักดองเค็ม) จะได้สะดวกด้วย   และข้าว่าจะซื้อเนื้อหมูและ ต้าเจี้ย(ถั่วเหลืองหมัก)เพิ่มอีกด้วย   เพราะวันมะรืนนี้จะต้องทำอาหารกลางวันเลี้ยงคนงานแล้ว!   อืม…ต้องหาซื้อกาต้มน้ำโลหะใบใหญ่สัก 2 ใบ  สำหรับใส่น้ำร้อนให้พวกเขากินที่นั่นด้วย”

        อาหารกลางวันที่จะทำเลี้ยงคนงาน  โดยทั่วไปควรเป็นหมั่นโถวนึ่ง  หรือไม่ก็ขนมเปี๊ยะ ซึ่งเป็นอาหารที่เตรียมได้โดยสะดวก  ส่วนการหุงข้าวและทำกับข้าวนั้น  เป็นวิธีที่ยุ่งยากเกินไป

อาเจี่ยนและเหลียนเจ๋อไม่มีข้อคิดเห็นอะไรกับเรื่องอาหารอยู่แล้ว   ครั้นแล้วคนทั้งสามจึงสอบถามทางไปยังตลาดค้าสัตว์  ที่อยู่ในเส้นทางผ่านตอนขากลับ

       สำหรับการเลือกซื้อสัตว์เหลียนฟางโจวไม่มีความรู้แม้แต่น้อย    มิคาดว่าอาเจี่ยน กลับมีความชำนาญในเรื่องนี้อย่างดี

                  พ่อค้าสัตว์เห็นคนทั้งสามมาถึง  ก็รีบเข้ามานำเสนอสินค้า   พอคนทั้งสามบอกว่าอยากหาซื้อลาตัวผู้ตัวใหญ่สักตัวหนึ่ง   พ่อค้าลาก็สืบเท้าเข้ามาแนะนำทันที

        พ่อค้าลามีวาทศิลป์เป็นเลิศนัก   ลีลาการพูดแพรวพราว   อวดสรรพคุณลาของเขาเสียเลิศลอย    จนไม่หน้าเชื่อว่าจะมีอยู่ในโลกมนุษย์นี้

                  อาเจี่ยนไม่นำพากับเสียงคุยโม้โอ้อวดของคนขายเท่าไดนัก   เขาพิจารณาดูที่ตัวลาเป็นหลัก

                  พ่อค้าลาชำเลืองมองอาเจี่ยน   ที่กำลังดูรูปร่างลักษณะของลาอย่างละเอียดละออ  ใบหน้าพลันเปลี่ยนสี   รู้ทันทีว่าไม่สามารถหลอกลวงชายหนุ่มผู้นี้ได้!

             คนทั้งสามวนเวียนอยู่ในตลาดค้าสัตว์เป็นนาน  ในที่สุดก็จ่ายเงิน 12 ตำลึงซื้อลาที่แข็งแรงบึกบึนที่สุดมาตัวหนึ่ง

             “พี่ใหญ่   ในที่สุดพวกเราก็มีลาเป็นของตัวเองแล้ว!”  เหลียนเจ๋อรู้สึกเหมือนไม่ใช่เรื่องจริง  เด็กหนุ่มลูบคลำลาที่มีขนสีดำส่องประกาย  ดึงหูยาวๆของมันเล่น  พลางหัวเราะชอบใจ

             เหลียนฟางโจวพลอยหัวเราะตามไปด้วย “จากนี้ไป ก็ขอมอบให้เจ้าและเช่อเอ๋อร์เป็นคนดูแลนะ  ฤดูหนาวมีฟางแห้งมาก  อย่าปล่อยให้ลาของเราหิวเล่า  อืม…หลังจากนี้อีกไม่นาน เราจะซื้อวัวตัวใหญ่สัก 2 ตัวเพิ่มอีกด้วย!”

             เหลียนเจ๋อดีใจมาก พยักหน้าแรงๆ  ยืนยันเป็นมั่นเหมาะว่าจะไม่ปล่อยให้เจ้าลาหิวโหยอย่างแน่นอน

             คนทั้งสามเดินพูดคุยกันอย่างชื่นมื่น  จนบรรลุถึงร้านขายรถ  เพื่อมองหารถดีๆ

                  ที่ร้านจำหน่ายตัวรถ   มีรถให้เลือกหลากหลายรูปแบบ  สามารถซื้อตัวรถสำเร็จรูป  หรือสั่งทำตามแบบที่ต้องการก็ได้

                  เหลียนฟางโจวเป็นคนไม่เรื่องมาก   ทั้งยังคิดว่าไม่จำเป็นต้องสั่งทำรถคันใหม่  ลงท้ายเธอจ่ายเงิน 8 ตำลึง  ซื้อตัวรถที่ทำจากไม้สนคันหนึ่งซึ่งวางขายอยู่ในร้าน  นับว่าเป็นแบบรถที่ตอบโจทย์การใช้งานตามที่ต้องการมากที่สุด

        รถคันนี้ไม่เหมือนของหลิวเจี่ย  ตัวรถของหลิวเจี่ยนั้น เป็นรูปทรงแบบห้องโดยสาร     ส่วนเหลียนฟางโจวและพวกซื้อรถด้วยจุดประสงค์หลักคือ  เพื่อใช้ช่วยงานเพาะปลูกในภายภาคหน้า  ดังนั้นจึงเป็นรถไม้ที่มีพื้นเรียบแบบเปิดโล่ง  ลักษณะคล้ายรถลากที่ใช้คนแข็งแรงลากตามที่เห็นทั่วไปในแถบชนบท  แต่แข็งแรงทนทานกว่ามากนัก

        จากนั้นทั้งสามคนไปร้านช่างตีเหล็ก ซื้อจอบ  พลั่ว ขวาน มีด  เคียวที่สั่งทำตามแบบอย่างละ 2-3 ชิ้น โดยเลือกใช้วัสดุที่มีคุณภาพดีที่สุด

             หลังจากเสร็จธุระเหล่านี้แล้ว  คนทั้งสามจึงเข้าเมืองไปกินมื้อกลางวัน   รวมทั้งกลับไปซื้อต้าเจี้ยง  และข้าวของอื่นๆตามที่คิดไว้  ก่อนกลับบ้าน                  อย่างที่เขาว่ากัน  หากอยากให้เนื้องานออกมาดี  ก่อนอื่นก็ต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือที่ดีก่อน   สำหรับเรื่องนี้ไม่ควรขี้เหนียวไม่เข้าเรื่อง

             อาเจี่ยนบังคับรถเกวียนได้สบายๆ  มือข้างหนึ่งยกแซ่ขึ้นสูง และตวัดลงบนตัวลาไม่แรงนัก   อีกมือหนึ่งดึงบังเหียนบังคับให้ลาเดินไปตามทิศที่ต้องการ

             เหลียนเจ๋อนั่งข้างชายหนุ่ม  มองมาด้วยความอิจฉา

             อาเจี่ยนคลี่ยิ้ม  พลางพูดกับเด็กหนุ่ม  “วันนี้ ไม่มีเวลา  พอถึงบ้านข้าจะสอนวิธีบังคับลาให้เจ้าภายหลัง?”

                  “จริงๆหรือ?  ขอบคุณมากพี่เจี่ยน!”  เหลียนเจ๋อเอ่ยละล่ำละลัก  ค้อมหัวขอบคุณด้วยความตื่นเต้นดีใจ

             เมื่อกลับถึงบ้าน เหลียนเช่อและเหลียนฟางฉิง  พอรู้ว่านี้คือลาและรถของครอบครัว น้องเล็กทั้งสองตื่นเต้นดีใจยิ่งกว่าเหลียนเจ๋อเสียอีก  เด็กทั้งสองต่างปีนป่ายขึ้นไปนั่งบนตัวรถอยู่พักหนึ่ง จากนั้นจึงกระโดดลงมา   ไปยืนสำรวจเพ่งพิศลาตัวใหม่  ดวงตาสาดประกายแห่งความยินดี

                  หลังจากขนของลงจากรถหมดแล้ว  เหลียนฟางโจวร้องเรียก เหลียนเจ๋อให้จูงลาไปผูกไว้หลังบ้าน  เหลียนฟางฉิงและเหลียนเช่อ ต่างเดินตามหลังพี่ชายไป  คุยจ้อกันอย่างสนุกสนาน

                  หลายปีมาแล้วที่บ้านหลังนี้ไม่เคยเลี้ยงสัตว์ไว้ใช้งาน  จึงไม่มีคอกสัตว์ให้มันอยู่  เหลียนเจ๋อ รู้สึกเป็นห่วงลาตัวนี้นัก  กลัวว่ามันจะทนหนาวตอนกลางคืนไม่ไหว  จึงไปผูกมันไว้ ณ มุมหนึ่งข้างกำแพงใต้ร่มไม้  พลางปรารถกับเหลียนฟางโจวว่า น่าจะสร้างคอกให้ลาอยู่  “มิเช่นนั้น  มันจะผ่านหน้าหนาวนี้ไปได้อย่างไรกัน?”

             เหลียนฟางโจวย่อมไม่บอกว่าไม่ดีอยู่แล้ว  หญิงสาวหัวเราะบอกว่า รออีกสักสองสามวัน  ยามว่าง  จะให้คนมาสร้างคอกสัตว์อย่างดี   เพราะนอกจากจะมีพื้นที่ให้สัตว์เลี้ยงอยู่อาศัยแล้ว   ยังต้องมีพื้นที่วางกองฟาง  และเก็บตัวรถด้วย

                  รถเกวียนนั้นไม่ควรจอดในที่โล่งแจ้งอยู่แล้ว  เพราะจะตากแดดตากฝน   ทำให้ทรุดโทรมเร็วได้

         หากเป็นไปได้ เธอก็อยากสร้างโรงเก็บของจิปาถะ  เพื่อเก็บฟืน เมล็ดพืช  เครื่องมือเกษตร และเครื่องใช้ไม้สอยเบ็ดตเล็ดอื่นๆ

                  เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น  เหลียนเจ๋อและน้องทั้งสองพากันจูงลาเข้าไปหากินหญ้าริมแม่น้ำในหมู่บ้าน  เหลียนฟางโจวเห็นพวกเขาไฟแรงอย่างนี้ก็ยิ้มชอบใจ ไม่ขัดขวางใดๆ  เพียงกำชับพวกเขาให้สวมเสื้อผ้าให้หนาเพิ่มสักหน่อย

             เมื่อเสร็จสิ้นจากมื้อเช้า  เหลียนฟางโจวเดินเข้าไปในหมู่บ้านเพียงลำพัง

                  ด้านหนึ่งของหมู่บ้าน  มีแม่น้ำสายเล็กๆไหลผ่าน  ส่วนที่แคบที่สุดมีความกว้างกว่า 1 หมี่ (1หมี่ =1 เมตร)  เป็นแม่น้ำสายตื้นๆ ตรงกลางมีแผ่นหินเล็กๆพอให้เดินข้ามไปอีกฝั่งหนึ่งได้  ส่วนที่กว้างที่สุดของแม่น้ำมีความกว้างกว่า 3 หมี่  จากปากทางหมู่บ้าน แม่น้ำสายนี้ไหลเป็นแนวโค้งโอบไปทางทิศตะวันออก

             อีกฟากหนึ่งของคุ้งน้ำ  ห่างจากฝั่งไป 10 หมี่  คือเนินทุ่งหญ้ารกร้างที่ยกตัวสูงราวๆ 3-4 หมี่

หากเดินทางจากข้างนอกเข้ามาในหมู่บ้านต้าฟาง  โดยผ่านเนินทุ่งหญ้านี้  จะสามารถเห็นทิวทัศน์หมู่บ้านต้าฟางได้ทั้งหมด  แน่นอนสามารถพูดได้ว่า  เนินเขานี้คือเขตกั้นหมู่บ้านต้าฟางนั่นเอง             เหลียนฟางโจวเดินไปที่เนินนั่น  แล้วกวาดตามองไปรอบๆ  ทุ่งหญ้าผืนนี้มีเนื้อที่ราวๆ 20 หมู่ (8.3ไร่)  ด้านหลังติดภูเขาที่เต็มไปด้วยต้นการบูรและนกกางเขนป่า

             เหลียนฟางโจวเคยสอบถามมาจนรู้ว่า  ผืนดินแห่งนี้เป็นที่ดินรกร้าง  ยังไม่มีเจ้าของ

             เธอมีความคิดจะซื้อที่ดินผืนนี้เก็บไว้

              เนื่องจากฝ้ายจะเก็บเกี่ยวได้ในปีหน้า  แน่นอนต้องหาสถานที่เก็บผลผลิต  ไหนเลยบ้านหลังเล็กจะมีพื้นที่มากมายพอเล่า?  ดังนั้นจำเป็นต้องสร้างโรงเก็บวัตถุดิบขนาดใหญ่ขึ้นที่นี่

        ยิ่งไปกว่านั้น โรงเก็บวัตถุดิบ นอกจากจะเอาไว้เก็บดอกฝ้ายแล้ว  จะต้องมีพื้นที่สำหรับ ปั่นใยฝ้ายให้เป็นเส้นด้ายด้วย   รวมทั้งเป็นที่เก็บม้วนเส้นด้ายที่ได้จากการผลิต  ไปจนถึงเป็นที่พักอาศัยของบรรดาคนงานด้วย

                 ในภายภาคหน้า หากเป็นไปได้  เธออยากสร้างโรงทอผ้าเพิ่ม

       ผ้าที่ทอจากฝ้ายนี้จะนำออกขายภายหลังที่ขั้นตอนก่อนหน้าสำเร็จลงแล้ว  ซึ่งการขายผ้าฝ้ายย่อมมีมูลค่าสูงกว่ากว่าการขายเส้นด้ายเดี่ยวๆมากนัก  อย่างไรก็ตาม หลายสิ่งที่คิดไว้ต้องค่อยเป็นค่อยไป  เพราะเธอคนเดียวคงไม่มีปัญญาทำหลายๆสิ่งได้ในคราวเดียวกันเป็นแน่  ในหัวของเด็กสาวบังเกิดความคิดบรรเจิดมากมาย   ซึ่งต้องใช้เวลาวางแผนกันอีกหลายยก

             เหลียนฟางโจวตื่นจากภังค์   เมื่อได้ยินเสียงเรียกทางด้านหลัง  “ฟางโจว!” หญิงสาวคลี่ยิ้ม  ไม่ต้องหันกลับไป ก็รู้ว่าจะเป็นใครไม่ได้นอกจากอาเจี่ยน

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top