ขนาดตัวอักษร

103.ซักถาม 2

 87 Views

                 “ลุงใหญ่..หากท่านมีข้อข้องใจอันใด  ก็เชิญถามมาเถิด”  เหลียนฟางโจวเอ่ยออกมาอย่างมีมรรยาท  คล้ายว่ากำลังสนทนาอยู่กับคนแปลกหน้าไม่มีผิด

                  เหลียนลี่ยามได้รับการปฏิบัติจากหลานสาว  ที่คล้ายไม่ยินดียินร้าย  ก็ไม่พอใจอย่างยิ่ง  ยามนี้เขาทำได้แต่เพียงกล้ำกลืนฝืนทน  เพื่อเป้าหมายที่ใหญ่กว่า  พลางเอ่ยขึ้น “ข้าได้ยินมาว่า  เจ้าให้คนบ้านสกุลลี่เจิ้งช่วยซื้อเมล็ดฝ้ายจำนวนมหาศาลให้รึ?  เจ้าทำเช่นนี้เพื่อการอันใด?”

 

                  เฉียวซื่ออดสอดขึ้นมาไม่ได้  “เจ้าไปเอาเงินทองมากมายขนาดนี้ มาจากไหน?”

                  เหลียนฟางโจวคลี่ยิ้ม  เธอคาดไว้ไม่มีผิด  ว่าต้องมีสักวันที่ป้ากับลุง  อยากรู้เรื่องซื้อเมล็ดฝ้ายแน่  เพียงแต่ไม่คิดว่า  ทั้งสองจะกล้ามาถามตรงๆถึงบ้าน

                  ซ้ำยังไม่สำเหนียกตัวเองเลย  ว่ากลายเป็นคนนอกไปแล้ว

                  “ลุงใหญ่  ป้าใหญ่ พวกท่านคงไม่ลืมนะว่าเมื่อสองวันก่อน พวกเราได้เขียนหนังสือรับรองต่อหน้า  คนสกุลลี่เจิ้ง และเหล่าผู้อาวุโสของหมู่บ้านเอาไว้?”  เหลียนฟางโจวเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย

                  เหลียนลี่แค่นเสียง “หนังสือรับรอง มันก็แค่ตัวอักษร  จะให้พวกเรานิ่งดูดาย  ปล่อยให้พวกเจ้าไปทำเรื่องเลอะเลือนได้อย่างไร!  หากไม่จัดการอะไร  พวกข้าคงอกแตกตายแน่!”

                  เหลียนเจ๋ออดพูดลอยๆขึ้นมาไม่ได้ “ทีเมื่อก่อน ไม่ว่าพวกเรามีเรื่องอันใด  ใจพวกท่านก็ช่างถึกทนมาได้ตลอด   ตอนที่จับพี่สาวข้าไปขาย  ยามนั้นจิตใจพวกท่านเป็นเยี่ยงไรบ้างน๊า?”

                  เหลียนลี่ตวัดสายตาไปทางเหลียนเจ๋อ  เจ้าเด็กคนนี้มันชักจะร้ายกาจขึ้นทุกวัน  ซ้ำยังกล้าเอาเรื่องเน่าเหม็นของเขามาประจานอีก   ฝ่ายเหลียนเจ๋อไม่สะทกสะท้านเลยสักนิด   ยามที่ถูกลุงใหญ่จ้องตาดุกลับมา

                  เรื่องนี้ลงท้ายว่าครอบครัวเขาเป็นฝ่ายผิด  ทำให้เหลียนลี่เสียหายไปไม่ใช่น้อย  ครั้นแล้วก็เอ่ยว่า “ที่ป้าใหญ่ของพวกเจ้าพูดมาก็ไม่ผิดนะ  เงินก้อนใหญ่เพียงนั้น  พวกเจ้าไปเอามาจากไหน?  พวกเจ้าไม่ได้ไปโกงผู้ใดมาใช่ไหม?  เจ้าเด็กพวกนี้  ช่างเลอะเลือนยิ่งนัก!”

                  เหลียนฟางโจวแย้มยิ้ม ยามเอื้อนเอ่ย  “ลุงใหญ่ ป้าใหญ่  ไม่จำเป็นต้องกลัดกลุ้มไป  ข้าไม่กล้าโกงใครหรอก!   ทว่าหากพวกท่านไม่สบายใจ  ข้าคงไม่สามารถช่วยอะไรได้!   มีหนังสือรับรองที่ท่านไม่ถือเป็นสาระฉบับนั้นอยู่   พวกเราไม่กล้าประพฤติผิดใดๆแน่ !   ยามนี้ไม่ว่าพวกเราทำสิ่งใด  ล้วนไม่เกี่ยวข้องอันใดกับลุงใหญ่ ป้าใหญ่แล้ว   เช่นนั้น… ลุงใหญ่ ป้าใหญ่ ไม่จำเป็นต้องมาใส่ใจ หรือถามไถ่ให้วุ่นวายไป!”

                  “จริงๆแล้ว  พวกข้าเองก็ไม่ได้อยากรู้นักหรอกนะ!”  เหลียนเจ๋อส่งเสียงแหวขึ้นมา  “พวกเรารึ  ก็อุตส่าห์หวังดีมาถามไถ่พวกเจ้า  แต่กลับไม่สำนึกบุญคุณเสียนี่!”

                  เหลียนฟางโจวเอ่ยประชด  “ขอบคุณสำหรับความห่วงใยของป้าใหญ่   ฟางโจวยอมรับชะตาอาภัพที่ถูกลิขิตมาตั้งแต่เกิดแล้ว  ถึงได้รับความหวังดีจากท่านมาเพิ่มอีก  ชีวิตคงไม่ดีไปกว่านี้แน่  เพียงขอความเอื้อเฟื้อจากป้าใหญ่ให้หยุดคิดถึงพวกเรา   เท่านี้ก็เป็นความกรุณาอันหาที่สุดมิได้แล้ว!”

                  “ช่างไม่เคยสำนึกถึงความหวังดีของผู้อื่นเลยนะ!”  เหลียนเจ๋อแค่นเสียง  “เงินนั่น.. ไม่ใช่ว่าเจ้าไปขโมยชาวบ้านมาใช่ไหม?”

                   ถ้อยวาจาของเหลียนฟางโจวที่เอ่ยออกมานั้นเรียบเรื่อย  ซ้ำยังปิดกั้นหนทางที่จะเข้ามาเอี่ยวทุกทาง   เด็กสาวใช้เหตุผลต่างๆนาๆมากีดกันเหลียนเจ๋อ  พาให้นางหายใจไม่ออกด้วยไฟโทสะที่ลุกโพลงขึ้น  ยิ่งโมโหมากขึ้นเท่าไร  ก็ทำได้เพียงแต่ถลึงตาใส่เหลียนฟางโจวเท่านั้น  ซ้ำยังไม่กล้าลงมือใดๆอีกด้วย

                  นางไม่หลงกลเต้นไปกับวาจากวนประสาทของเหลียนฟางโจวหรอก  นางมีประสบการณ์มาเต็มกลืนแล้ว  เจอการลงโทษคุกเข่าไปหนึ่งวันหนึ่งคืน  ขนาดนางแอบขโมยหยุดพักบ้างเป็นบางครั้ง   จนถึงบัดนี้เข่านางยังปวดระบมไม่หายเลย!

                  สีหน้าของเหลียนลี่ก็บูดบึ้งมากขึ้นด้วย  เขานึกไม่ถึงเลยว่าเหลียนฟางโจว จะไม่แยกแยะดีชั่วเช่นนี้   ขนาดเขาเป็นถึงผู้หลักผู้ใหญ่ของสกุลเหลียน  คนพวกนี้ยังทำเป็นหูทวนลม!

                  “แม้จะมีหนังสือรับรองฉบับนั้น  แล้วยังไง  พวกเราไม่ใช่ครอบครัวเดียวกันแล้วหรือ?  พวกเจ้าไม่ใช่หลานข้าแล้วหรือ?  ข้าไม่ใช่ลุงใหญ่ของพวกเจ้าแล้วหรือ?  นี่มันหาใช่เงินก้อนเล็กๆนะ! แล้วภายภาคหน้า หากเกิดอะไรขึ้นมา  พวกเจ้า ป้า หลาน จะรับผิดชอบไหวรึ  แล้วต่อไปจะมีชีวิตอยู่กันอย่างไร ?   อย่าได้คิดหวนกลับมาพึ่งพวกข้าเชียวล่ะ!”   เหลียนลี่ทำสีหน้าเคร่งขรึม  เอ่ยขึ้น “ข้าขอถามหน่อยเถิด  เรื่องราวมันเป็นอย่างไรกันแน่  เจ้าพูดมาให้กระจ่างได้ไหม!  ข้าไม่เคยพูดเลยนะ  ว่าอยากได้เงินทองของพวกเจ้า!”

                  เหลียนฟางโจวแอบยิ้มเยาะในใจ  เชอะ…พยายามยกแม่น้ำทั้งห้าขึ้นมาอ้าง!  ที่เป็นเช่นนี้ เพื่อเอาไปเล่าให้คนอื่นฟัง  ถึงเธอจะทำ หรือไม่ทำก็ตาม  พวกเขาก็มาแค่เค้นเอาความจริง  เพื่อไปโพทนาให้ผู้อื่นรู้   แล้วค่อยทับถมภายหลังว่าเธอไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี!

                  เธอยังพูดไม่กี่ประโยคเลย  พวกเขาก็คิดคำนวณเงินที่ว่านี้แล้ว  ตรงกันข้าม  ลุงและป้าพูดพร่ำออกมาหลายประโยค  แต่ล้วนพุ่งเป้าไปที่เรื่องเงินเท่านั้น  ในใจคงนึกอยากได้จนตัวสั่นสินะ

                  เหลียนฟางโจวพยายามตัดบท  “ลุงใหญ่วางใจเถิด  พวกเรามิได้เกี่ยวข้องอะไรกับท่านแล้ว หากในภายภาคหน้า มีอะไรเกิดขึ้นมาจริงๆ  แล้วมีใครไปตามท่านให้มารับผิดชอบ  ท่านก็ยื่นหนังสือรับรองให้พวกเขาดูเลย!  หนังสือรับรองจะแก้ปัญหาให้ท่าน  ไม่ว่าใครก็ไม่อาจจับท่านมารับผิดร่วมกับพวกเราแน่!  หรือสุดท้ายจะเอาไปให้เจ้าหน้าที่ทางการเป็นหลักฐาน  เพียงเท่านี้ก็ไม่มีใครแตะต้องท่านได้แล้ว!”

                  เหลียนลี่เอ่ยขึ้น “แม้จะเป็นเช่นนั้น  หากวันหนึ่งเกิดเรื่องขึ้นมา  แล้วข้าทำตามที่เจ้าว่าจริงๆ   ชาวบ้านชาวช่องจะมิเลาะกระดูกข้าออกมาเรอะ! “

                   ที่พูดออกมาทั้งหมดนี้  ก็เพราะเธอ…เหลียนฟางโจวยามนี้มีเงินมีทอง  ใช้จ่ายคล่องมือ  แล้วจะไม่แบ่งพวกเขา ผู้เป็นป้ากับลุง สักหน่อยเล่า   ส่วนพวกชาวบ้านจะมาเลาะกระดูกพวกเขาได้หรือ?

                  ไม่มีทางอยู่แล้ว!

                  พวกชาวบ้านไม่เคยสนใจสักนิด   ซ้ำพวกลุงป้ามีจิตคิดร้ายเอาเธอไปขาย  พวกชาวบ้านต่างรู้เรื่องนี้กันทั่ว!  ผู้ใหญ่สองคนนี้ยังมีค่าคู่ควรให้เคารพอีกหรือ?

                   เหลียนฟางโจวอยากให้พวกเขาเลิกคิดหวังเงินทองจากเธอได้แล้ว  วันนี้หากเธอตัดขาดพวกเขาไม่ได้  วันข้างหน้าก็ยากจะหลบเลี่ยง โดนเอาเปรียบอีก

                  “ลุงใหญ่อย่าได้กลุ้มอกกลุ้มใจไปเลย “  เหลียนฟางโจวไม่ยอมหลุดคำอธิบายออกมาจากปากแม้สักคำ  ได้แต่พูดจาวนอยู่ในอ่าง  “หนังสือรับรองที่เขียนขึ้นมา ต่อหน้าคนสกุลลี่เจิ้ง และเหล่าผู้อาวุโสของหมู่บ้าน พวกเขาทั้งหมดล้วนอยู่ในเหตุการณ์  คนทั้งหมดล้วนเป็นพยานให้ได้  พวกเขาต่างเป็นคนมีคุณธรรมและเป็นที่นับหน้าถือตาของหมู่บ้านเรา  มีพวกเขาอยู่ใครเล่าจะกล้าไม่เชื่อฟัง?    ดังนั้นพวกท่านจงวางใจเถิด  ว่าไม่มีใครมาจับท่านเลาะกระดูกแน่นอน!”

                  “ทำเป็นพูดจาบ่ายเบี่ยง  นี่มันไม่มากไปหน่อยหรือ  ไม่ได้สำนึกถึงความหวังดีของผู้อื่นเลย  พวกเรารึอุตส่าห์ใส่ใจ  มาดูว่าเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง !    สักวันหนึ่งเถอะ  เจ้าต้องร้องหาพวกเรา  ยามนั้นคงสำนึกได้  ว่าตนเองก่อความผิดไว้มากมายเหลือคณานับ!”  เหลียนเจ๋อเอ่ยด้วยเสียงเย้ยหยัน

                  เหลียนฟางโจวเอ่ยเสียงเนิบ “ป้าใหญ่..ท่านกังวลเกินกว่าเหตุไปแล้ว   ตอนที่ท่านขายข้า   ครานั้นตัวข้าเองก็ไม่อยากจะเชื่อ  ร้องหา เที่ยวหาผู้ใหญ่สักคนให้ช่วยเหลือได้ด้วยหรือ  ช่างน่าเวทนาตัวเองนัก  ยามนั้นเจอท่านทุบหัวจนสลบไป   มีใครเล่าจะล่วงรู้!   เช่นนั้น ภายหน้า หากข้าจะเที่ยวร้องขอใคร  คนๆนั้นคงมิอาจเป็นพวกท่านแน่!  เพราะต่อให้ขอร้องอ้อนวอนท่านปานใด  เกรงว่าคงจะหาประโยชน์อันใดมิได้  จริงไหม?”

                  “แก!” เหลียนเจ๋อโทสะพุ่งพรวด  ผุดลุกขึ้นยืนทันที  พลางชี้หน้าด่ากราด  “ในที่สุดข้าก็รู้เช่นเห็นชาติเจ้าแล้ว!   ไม่ต้องสงสัยเลยว่า  สองวันก่อน ต่อหน้าคนสกุลลี่เจิ้ง และเหล่าผู้อาวุโสของหมู่บ้าน  เจ้ากระเหี้ยนกระหือรือนัก  ใครเล่าเป็นตัวตั้งตัวตีเขียนหนังสือรับรองเส็งเคร็งนั่น!  แท้จริงแล้ว  ที่เขียนหนังสือนั่น  ก็เพื่อกีดกันพวกข้า!  เจ้ามันเจ้าเล่ห์เพทุบายนัก  กล้าใช้คนเป็นเครื่องมือ !  ต่อให้คนนับพันคนก็ยังทำไม่ได้เหมือนเจ้าเลย!”

                  “ป้าใหญ่  ท่านมาด่าว่าพี่ใหญ่ว่าเป็นคนเยี่ยงนั้น ที่บ้านของเราได้อย่างไร!  บ้านเราไม่ยินดีต้อนรับท่าน   เชิญท่านออกไปได้แล้ว!”  เหลียนเจ๋อกำมือแน่น  ใบหน้ากราดเกรี้ยว  หากผู้หญิงคนนี้ไม่ได้มีศักดิ์เป็นป้าใหญ่ของเขา  เขาคงเอาฝ่ามือนี้ซัดออกไปแล้ว

                  ไม่ต้องบอกเลย  ทุกวันนี้เขาตั้งใจฝึกฝนวรยุทธ์จนร่างกายแข็งแกร่งขึ้น  แม้ความแข็งแกร่งยังไม่มากนัก  ทว่าก็อยากจะลองทดสอบฝีมือดูสักตั้ง!

                  เหลียนเจ๋อตวาดเสียงดังก้อง  เหลียนฟางฉิงกับเหลียนเช่อ ตามออกมาตะโกนขับไล่เหลียนเจ๋อด้วย  เหลียนเจ๋อโกรธเกรี้ยวจนใบหน้าขึ้นสีแดงสลับขาว  อ้าปากอยากจะตอบโต้   ทว่านางมีแค่ปากเดียว  ไหนเลยจะไปต่อกรกับฝ่ายตรงข้ามที่มีสามปากตรงนี้ได้เล่า?

                  เหลียนฟางโจวร้องห้ามน้องทั้งสามคน  เธอหัวเราะกวนประสาท ใส่เหลียนเจ๋อที่ถ้อยคำด่าติดค้างอยู่ที่ปาก  หญิงสาวจ้องหน้าเหลียนเจ๋อ   เอ่ยน้ำเสียงกร้าวกระด้าง “ป้าใหญ่ คิดว่าข้าไปขัดขวางอะไรท่านหรือ?   ข้ามีอะไรดีอยู่ในมือหรือ ถึงกับต้องกีดกันท่าน?

                  เหลียนเจ๋อจ้องหน้ากลับ  ลิ้นพันกันแน่น  ไม่อาจเอื้อนเอ่ยอะไรออกมาได้

                  ขัดขวางอะไรหรือ?  ก็ขัดขวางหนทางฉกฉวยเงินของนางน่ะสิ!  ทว่าถ้อยวาจานี้  เรื่องอะไร นางจะหลุดปากออกมา

                  อาหญิงสามแม้ไม่อยากจะเสวนาด้วย  แต่ก็อดเอ่ยถ้อยคำเสียดสีออกมาไม่ได้  “ฟางโจว  ปกติเจ้ามักเป็นคนฉลาดนี่   ไฉนถึงยังไม่กระจ่างแจ้ง  กับถ้อยวาจาที่นางไม่กล้าหลุดปากออกมาเล่า?  ก็คนผู้นี้เขากำลังจะบอกว่า  เจ้ากำลังขัดขวางหนทางฉกฉวยเงินทองชาวบ้านของเขานะสิ!  เขาไม่กล้าหลุดปากออกมาหรอก  ไม่มีใครเห็นหรือ  ว่าเขาพร่ำพูดแต่เรื่องเงินมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว!  ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้หรอก  สำหรับคนประเภทนี้  หวนกลับมานี่ ก็คงต้องขัดขวางกันอย่างจริงจังเสียแล้ว!   สำหรับเจ้า เรื่องนี้นับว่าจัดการได้ถูกต้องแล้วล่ะ!”

 

                  “แกมาสาระแนอะไรด้วย ฮึ!”  เหลียนเจ๋อตวาดแหวออกมา  นางพุ่งตัวไปหาอาหญิงสาม พร้อมกรีดร้องเสียงดัง “อย่างเจ้ามันก็แค่แม่ม่ายสามีตาย  แม้แต่บ้านสามีก็ไม่เอาคนอย่างเจ้า  ยังกล้าอวดเบ่งอีกรึ !”

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top