ขนาดตัวอักษร

102.ซักถาม 1

 110 Views

               เหลียนฟางโจวนี้เพิ่งล้างหน้าล้างมือเสร็จ  ถึงกับต้องปั้นสีหน้ากลืนน้ำลายดังเอื๊อก  เมื่อมีคนกลุ่มหนึ่งมาเยือนถึงบ้าน    เป็นบรรดาสตรีเพื่อนบ้านคราวแม่ คราวน้า และหญิงที่เพิ่งออกเรือนไป

                  เหลียนฟางโจวลอบงุนงงสงสัยในใจ  ไม่เข้าใจว่าคนเหล่านี้ไปเจออะไรดีๆเข้า ไฉนจึงมาหา  เธอสืบเท้าเข้าไปหาพวกนาง  แต่ไม่รู้ว่าจะเอ่ยอะไรออกมาดี?

        พยายามคิดหาเหตุผลในสิ่งที่สงสัย  ก็ได้แต่ความฉงนฉงายกลับมา  การมีกลุ่มคนที่เธอไม่สนิทชิดเชื้อมาเยือนถึงบ้าน  ช่างไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย

 

        หลังจากโอภาปราศรัยกันสองสามประโยค  เหลียนฟางโจวก็ถึงบางอ้อ  เหตุผลที่แท้จริงคือมาสอบถามเรื่องเมล็ดฝ้าย

        จางลี่เจิ้งคงป่าวประกาศออกไปให้ลูกบ้านรู้แล้ว  ผู้คนเหล่านี้ถึงได้มาหาเธอ  เพื่อถามว่าเหตุใดถึงได้เซื้อเมล็ดฝ้ายไปมากมายมหาศาลนัก  ซื้อมาแล้วเอาไปทำอันใด  ขณะที่บ้านพวกเขายังไม่ซื้อเก็บไว้เลย

        จู่ๆเธอก็ซื้อเมล็ดฝ้ายจำนวนมหาศาลมาในคราวเดียว  เป็นเช่นนี้ก็ไม่ต้องสงสัยหรอก  ที่จะมีผู้คนมาไขข้อข้องใจกับเธอถึงบ้าน   เรื่องแปลกประหลาดขนาดนี้   ใครจะปล่อยผ่านไปเล่า!

        เหลียนฟางโจวได้แต่อธิบายว่าเป็นเงินที่ได้จากกำไรที่เก็บสะสมมานาน  เป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่อยู่ดีๆจะเทถั่วออกมาจากกระบอกไม้ไผ่ได้อย่างไร   หรือใครจะเถียง

             ไม่ต้องบอกก็รู้  เด็กสาวบ้านนอกอย่างเธอจะรู้ได้อย่างไร   ว่าฝ้ายจะให้คุณประโยชน์ หรือผลกำไรอันใดให้บ้าง  ถึงแม้มีคนลุกขึ้นมาถาม  แล้วไยเธอจะต้องอธิบายด้วย?  ต่อให้เธอเอ่ยออกไปจริง  ผู้คนคงไม่เชื่อ  อย่างมากที่สุด  คงได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้ในใจ!

             หากบรรดาคนที่เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง  ดันเอาเยี่ยงอย่าง  พากันทดลองปลูกฝ้ายตามอย่างหน้ามืดตามัว  โดยที่ยังไม่ประสีประสากับการปลูกพืชชนิดนี้   เมื่อถึงเวลาที่ฝ้ายออกดอก  แล้วเกิดพวกเขาดอดมาดูดอกฝ้ายที่ปลูกในที่ดินของครอบครัวเธอ   ย่อมเห็นแน่ว่าต่างกันมาก  คนเหล่านั้นจะไม่โมโหใส่เธอหรือ?

                  อีกทั้งเธอมีผืนดินของตนเองที่ต้องจัดการดูแล   ไหนเลยจะมีเรี่ยวแรงพอไปช่วยผู้อื่นได้เล่า?   มาดว่าต่อให้เธอชี้แนะไป   คนพวกนั้นจะเชื่อฝีมือหรือ!

                  งานประเภทที่พาให้เหน็ดเหนื่อยและไม่มีใครเห็นความดีเช่นนี้  ทำไปรังแต่จะพาลให้คนรังเกลียดเสียเปล่าๆ   เหลียนฟางโจวย่อมไม่อยากหาเรื่องใส่ตัวแน่นอน

        เธอเคยนึกอยู่เหมือนกัน  หากมีใครถามขึ้นมา  เธอจะอธิบายอย่างไรดี  ทว่ามิคาดเลยว่า  คนเหล่านี้จะมาหาเร็วถึงเพียงนี้

             เหลียนฟางโจวได้แต่ยิ้มลูกเดียว   ปากก็เล่าความจริงเพียงบางส่วน  ฟังแล้วดูคลุมเครืออย่างไรพิกล   หญิงสาวเล่าอีกว่ามีช่วงหนึ่งที่เงียบหายไป  เพราะเธอเดินทางไปทำธุระที่เมืองช่วงหลิวพร้อมเหลียนเจ๋อ และอาเจี่ยน เป็นเวลา 2 วัน

             ทุกๆคนในที่นั้นลอบสบตากัน   พลันแอบตระหนักในใจลึกๆ  เดาว่าเมล็ดฝ้ายที่หาซื้อมานี้  เจ้าของที่แท้จริงคงเป็นฮูหยินน้อยสกุลซูแห่งเมืองช่วงหลิวเป็นแน่!

                  พอนึกถึงจุดนี้ ทุกๆคนจึงค่อยคลายใจลง

             มันก็ควรเป็นเช่นนั้นมิใช่หรือ!  มิเช่นนั้น เหลียนฟางโจวไหนเลยจะกล้าใช้จ่ายเงินมือเติบเช่นนั้นเล่า?

                  บรรดาสตรีเหล่านั้น เมื่อได้คำตอบเป็นที่พึงพอใจแล้ว  จึงพากันแยกย้ายกลับไป  แต่ละคนต่างพากันกลับไปแจ้งให้คนที่บ้านฟัง  ถึงข่าวใหม่ที่ตนได้รับรู้มา

             เนื่องจากคนสกุลซู่ล้วนเชี่ยวชาญเชิงการค้า  แสดงว่าการทำเช่นนั้นน่าจะเป็นไปได้ ใช่ไหม?   บางที..บ้านพวกเขาควรทดลองปลูกฝ้ายตามอย่างบ้าง?

             มีคนเป็นอันมากเริ่มมีแนวคิดนี้  ทว่าเอาเข้าจริงกลับมีคนกล้าลองทำตามไม่กี่ครอบครัว  และพอกลับไปคิดใคร่ครวญดูอีกครา  ในที่สุดก็เหลือครอบครัวที่ทดลองปลูกฝ้ายน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย  ซ้ำเมล็ดฝ้ายที่แต่ละบ้านมีอยู่ก็แค่ 2-3 ชั่ง  ครอบครัวเป็นอันมากจึงตัดสินใจจะขายทิ้งไปในที่สุด

             ทั้งหมดทั้งมวล  ก็เพราะต้นฝ้ายนี้ผู้คนส่วนใหญ่ไม่เคยเห็น   จึงไม่มีใครอยากเสี่ยง  ต่อให้เทพองค์ใดก็คงไม่อาจรู้หรอกว่าผลจะออกมาหัวหรือก้อย?  หากการเพาะปลูกพืชไร่ตัวนั้น  เกิดเสียเปล่าขึ้นมา  ย่อมเท่ากับไม่มีกินไป 1 ปีเชียวนะ

             ต่อให้ทางเลือกนี้จะดีเพียงใด  มันก็แค่การคาดคะเน   ไม่มีใครเต็มใจลองเสี่ยงดูหรอก!

                  ด้วยประการฉะนี้  เกือบทุกครอบครัวล้วนเลือกขายเมล็ดฝ้ายให้เหลียนฟางโจว

                  สิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ทำได้ก็คือเฝ้าจับตาดูอย่างใจจดใจจ่อ  คอยว่ายามเก็บเกี่ยวมาถึงเมื่อไร  พวกเขาจะดูสิว่าหน้าตามันเป็นเช่นไรกันแน่  หากสามารถทำสำเร็จได้จริง  ปีหน้าแน่นอนพวกเขาจะทดลองปลูกบ้าง

             เหลียนฟางโจวตั้งใจไว้ว่าหลังมื้อเย็นจะไปบ้านสกุลลี่เจิ้ง  ตอนนี้เจอกลุ่มสตรีเป็นอันมากมาขัดจังหวะ  บรรดาสตรีเหล่านี้คงไปบ้านจางลี่เจิ้งมาแล้วสินะ  ไปถามดูดีกว่าว่าสองวันนี้เหตุการณ์เป็นอย่างไรบ้าง

                  จางลี่เจิ้งให้ทุกคนมาพิมพ์ลายนิ้วมือบนหนังสือเพื่อเป็นหลักฐาน  แล้วนำมาให้เธออ่านดู   ชายสูงวัยยิ้มแย้มและเอ่ยว่า “คราแรกลูกบ้านส่วนใหญ่ไม่มีใครเชื่อหรอกนะ  แต่พอรู้ว่าเป็นเรื่องจริง  เกือบทั้งหมดถึงขายให้!   ซื้อได้ราวๆ 1,000 ชั่ง (500 กิโลกรัม)   ไม่แน่ว่าพรุ่งนี้อาจได้มาอีกบางส่วน  บางทียอดรวมคร่าวๆน่าจะอยู่ราวๆ 1,500 ชั่งก็เป็นได้ (750 กิโลกรัม)!”

             เหลียนฟางโจวยิ้มขอบคุณ และบอกกล่าวว่าวันมะรืนนี้ เมล็ดพันธุ์จะถูกส่งมา  และถามว่าเงินที่ให้เมื่อวานนี้พอหรือไม่?

             เมื่อวานนี้พอกลับมาจากดูที่ดินที่ติดสามแยกถนนตรงโน้น  เธอก็กลับมาบ้าน  เพื่อเอาเงินมาให้จางลี่เจิ้งที่บ้านเขา

             จางลี่เจิ้งยิ้มบอกว่าพอ  จากนั้นจึงคุยเรื่องสัพเพเหระกันอีกสองสามประโยค  จึงปล่อยให้เธอกลับไป

             ก่อนหน้านี้ยังไม่แน่ใจเรื่องที่ดินสำหรับเพาะปลูก  เหลียนฟางโจวยังบอกไม่ได้ว่า   จำนวนเมล็ดฝ้ายที่ต้องการเป็นเท่าไรแน่?  ทว่ายามนี้หลายสิ่งลงตัวแล้ว

                  เธอตั้งใจว่าที่ดิน 1 หมู่  จะปลูกฝ้าย ราวๆ 3,000-4,000 ต้น  และเป็นธรรมดาที่ต้องเพาะต้นกล้าเตรียมไว้ก่อน  หากคำนวณตามที่แผนที่วางไว้  ที่ดิน 1 หมู่ต้องการเมล็ดฝ้าย 2 ชั่ง  มาเพาะต้นกล้า  หลังจากนั้นก็เลือกเฉพาะต้นกล้าที่แข็งแรง  ย้ายไปปลูกลงหลุมอีกที  เป็นธรรมดาที่จะพบต้นกล้าที่อ่อนแอ และล้มตายไปบ้าง

             บวกกับที่ดินที่หลิวเจี่ยกำลังเจรจาติดต่อซื้อให้อีก 1,500 หมู่ เมื่อรวมกันแล้ว  เนื้อที่ทั้งหมดจะตกราว 2,800 หมู่(1,667 ไร่)  ซึ่งต้องการเมล็ดฝ้ายราวๆ 7,000 ชั่ง (3,500 กิโลกรัม)

             ทว่าเหลียนฟางโจวไม่ใคร่วิตกกังวลนัก   เนื่องจากคนในหมู่บ้านต้าฟางล้วนไม่เต็มใจปลูกฝ้าย   ครั้นจะไปหาซื้อจากหมู่บ้านอื่นก็หาใช่เรื่องยุ่งยากไม่ !  เธอตั้งใจว่าเรื่องการหาซื้อเมล็ดพันธุ์  อาจยกให้หลิวเจี่ยเข้ามาช่วยเป็นธุระจัดการให้    ยามนี้เธอให้ความสำคัญเพียงเรื่องบุกเบิกที่ดินก็พอแล้ว!

             อย่างไรก็ดีเรื่องนี้นับเป็นรากฐาน  หากไม่จัดการเรื่องที่ดินให้เรียบร้อยดี  ถึงมีเมล็ดพันธุ์ในมือ  แล้วมีอันไม่ได้ใช้ประโยชน์ขึ้นมา  ก็นับว่าเสียเปล่านัก

             เหลียนฟางโจวใจหนึ่งก็อยากไปทำธุระต่อ  แต่อีกใจหนึ่งก็อยากกลับบ้าน   พอหญิงสาวกลับมาถึงบ้าน  อาหญิงสามเพิ่งทำอาหารเสร็จพอดี   คนทั้งครอบครัวต่างนั่งล้อมวงกินข้าวมื้อเย็นด้วยกัน

             ขณะรับประทานอาหารมื้อเย็น  คงไม่อาจหลีกเลี่ยงการสนทนากันได้   ประโยคสนทนาที่เกิดขึ้นทั้งหมด  ล้วนเป็นอาหญิงสามถามขึ้นมาทั้งสิ้น   เหลียนฟางโจว และเหลียนเจ๋อเป็นผู้ตอบคำถม  เหลียนฟางโจวรู้ว่าอาหญิงสามชอบคุยกับชาวบ้านไปทั่ว   จึงจงใจไม่เล่ารายอะเอียดในแต่ละหัวข้อ   เพียงพูดอ้อมแอ้มพอให้เข้าใจเท่านั้น

             อาหญิงสามได้ฟังแล้วรู้สึกน่าเบื่อ  ไม่มีเนื้อหาน่าสนใจเอาเสียเลย   จึงไม่ไถ่ถามอีกต่อไป

             หลังจากมื้อเย็น  อาหญิงสามก็เช็ดทำความสะอาดโต๊ะ นางเอ่ยว่า “ข้าเห็นพวกจ้าแต่ละคน  ต่อให้พรุ่งนี้หรือมะรืนนี้  เกรงว่าคงจะออกไปจัดการธุระไม่หยุดหย่อนอีก  กินข้าวแล้ว  ก็รีบไปพักผ่อนนอนหลับได้แล้ว!  งานบ้านพวกนี้  ปล่อยให้เป็นธุระข้าเอง!”

             เหลียนฟางโจวยิ้มรับ  ใครจะรู้ว่ายังไม่ทันไปอาบน้ำชำระร่างกาย  เหลียนลี่และเฉียวซื่อก็เข้าเดินมาในเรือน

             พอเห็นพวกเขาสองสามีภรรยา   นอกจากอาเจี่ยนจะมีสีหน้าเยียบเย็นแล้ว  สีหน้าของทุกคนในบ้านล้วนไม่สู้ดีกันทั้งหมด

             เหลียนฟางฉิงจับจ้องเฉียวซื่อตาไม่กระพริบ  เฉียวซื่อเอาพี่สาวนางไปขาย  ป้าคนนี้ทำให้นางโกรธเคืองนัก   แต่ก็ยังไม่ตะโกนด่าออกไป  ได้เพียงแต่สะกดกลั้นความโกรธเอาไว้

             “นี่…พวกแกแต่ละคนช่างไม่มีมรรยาท  ไม่รู้จักเคารพผู้หลักผู้ใหญ่เลยนะ!  เห็นพวกเราแล้วนอกจากจะไม่ทักทาย  แถมยังไม่หาเก้าอี้มาให้นั่งด้วย!”  เฉียวซื่อเห็นพวกเด็กๆ และอาหญิงสามเงียบเฉย   จึงทนไม่ได้  ร้องตวาดออกมา

             อาหญิงสามเป็นคนแรกที่อดรนทนไม่ได้  จึงร้องออกมา “อ้อ…แล้วนี่แม่นางบ้านไหนล่ะเนี่ย  ถึงได้มาชูคอทำตัวกร่างที่นี่ เฮอะ!  กับคนอย่างเจ้าแล้ว   คงไม่ต้องมีมรรยาทให้หรอกกระมัง?  เจ้ามีอะไรก็พูดมาตรงๆดีกว่า  แล้วที่กลับมานี่  คิดจะเอาใครไปขายอีกเล่า?”

                  เหลียนเจ๋อ เหลียนเช่อ และเหลียนฟางฉิงพอได้ยินประโยคนี้เท่านั้น  ต่างก็ถลึงตาใส่ เฉียวซื่อ   ด้วยความเกลียดชังอย่างไม่ปิดบัง  ดวงตาอาเจี่ยนลุกวาบ  ใบหน้าเหลียนฟางโจวดำทมึน

                  เฉียวซื่อไม่ทันป้องกันตนเอง  จากฝีปากคมกริบของอาหญิงสาม  จึงหน้าซีดไปนิดหนึ่ง  ใบหน้านางพลันขึ้นสีแดงก่ำ  ยิ่งเห็นสายตาของเหลียนเจ๋อและคนอื่นๆ  รวมทั้งเหลียนฟางโจวที่เป็นปฏิปักษ์มากขึ้น  นางก็คล้ายโดนเข็มนับพันทิ่มแทง

                  โทสะของเฉียวซื่อพุ่งขึ้น  คำพูดอีกหลายคำที่จะเปล่งออกมา  แขวนค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ   ฝ่ายเหลียนลี่พรูลมหายใจออกมา  พลางเอ่ยขึ้น  “เอาล่ะ!  มัวแต่ปะทะคารมกันอยู่เช่นนี้  คงไม่ได้พูดธุระกันพอดี!   เจ้าก็สงบอารมณ์ให้ข้าสักพักเถอะ  เลิกต่อล้อต่อเถียงได้แล้ว  ประเดี๋ยวจะสร้างปัญหาอีก!”

                  เหลียนลี่พูดออกมาเนิบๆ  แล้วถือวิสาสะนั่งลง  พลางเอ่ยว่า “ฟางโจว  พวกเรามานี่  เพราะมีเรื่องจะถามเจ้า”

            เฉียวซื่อแค่นเสียงเฮอะใส่เหลียนลี่  แล้วกระแทกก้นลงนั่งมั่ง  สีหน้าบูดบึ้ง  จับจ้องเหลียนฟางโจวด้วยดวงตาเคียดแค้นแทบจะแผดเผา

                  เหลียนฟางโจวเห็นเหลียนลี่   มีพฤติกรรมประหนึ่งว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่เปี่ยมด้วยเมตตา  จึงกระจ่างแก่ใจว่า  ต่อให้มีหนังสือสัญญาที่เขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรเมื่อวานซืน  คนพวกนี้ก็ยังหาทางกลับเข้ามาโอภาปราศัยเหมือนอย่างเคย   หากเป็นคนอื่น  คงไม่หน้าด้านกลับมาแล้ว!

                  เหลียนฟางโจวอดดีใจไม่ได้  ที่ตัวเธอเองยืนกรานให้เขียนหนังสือสัญญาไว้เป็นหลักฐาน   นับว่าเธอยังฉลาดอยู่บ้าง!

            คนพวกนี้นับว่าไม่สลักสำคัญที่ต้องไปคำนึงถึงแล้ว  แต่ถึงอย่างไรเธอก็ไม่ควรประมาท

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top