ขนาดตัวอักษร

101.ซื้อที่ดิน 4

 101 Views

                อาเจี่ยนชะงักไปนิดหนึ่ง แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม  “ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นเช่นไร  เราก็ต้องเผชิญหน้ากับมันให้ได้!”

        เหลียนเจ๋อมองอาเจี่ยนด้วยดวงตาซาบซึ้ง เอ่ยว่า “พี่เจี่ยนกล่าวได้มีเหตุผลนัก!  ทว่าข้ายังคงเชื่อมั่นพี่ใหญ่ข้าอยู่ดี!”

             ทั้งสามต่างหัวเราะออกมา

             ผ่านไปสักพัก  คนทั้งสามเริ่มเหนื่อยเล็กน้อย  จึงพากันหาที่ร่มๆนั่งพักฆ่าเวลาที่ผ่านไปอย่างช้าๆ

 

             พอถึงยามที่พระอาทิตย์แผดแสงแรงกล้า ตรงศีรษะพอดี  หลิวเจี่ยก็พาคนมาถึง  ประกอบไปด้วย เจ้าหน้าที่ทางการ 2 นาย  หัวหน้าส่วนเก็บภาษีที่ดินและพืชผลของเมือง 1 นาย ชื่อว่าจ้าวซือเย่ว

             เหลียนเจ๋อสายตาดีกว่าทุกคน  เห็นผู้มาใหม่เป็นคนแรก  จากนั้นทั้งสามต่างลุกขึ้นยืน  ยิ้มทักทาย

             “แม่นางเหลียน!”  หลิวเจี่ยนเดินจ้ำอ้าว  รีบรุดเข้ามาหาเหลียนฟางโจว  ด้วยสีหน้าแย้มยิ้ม  “แม่นางช่างโชคดีนัก  วันนี้ข้าเจอท่านเจ้าเมือง  กำลังอารมณ์ดี  เลยให้ราคาซื้อที่น่าพอใจ!  ที่ดิน 1 หมู่มีราคาอยู่ราวๆ 1 ตำลึง 7 เฉียน  รวมแล้วเป็นเงิน 1,700 ตำลึง  หากวันนี้ชำระเงินครบถ้วน  ทางการจะออกโฉนดที่ดินให้  โดยไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินเพิ่มอันใดอีก!”

             เหลียนฟางโจวได้ฟังแล้วรู้สึกดีใจเป็นที่สุด  รีบพยักหน้าแย้มยิ้ม “ตกลง  เช่นนั้น เรื่องครานี้คงจะเสร็จเรียบร้อยวันนี้ !”  เจ้าเมืองยังเมตตาพวกเขาเป็นพิเศษ  โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมจัดทำโฉนดที่ดิน 2 ตำลึงด้วย    หากเมื่อวิเคราะห์กันให้ดีๆแล้ว  เงิน 2 ตำลึงเมื่อเทียบกับเงิน 1,700 ตำลึงแล้ว   ช่างไม่คุ้มค่าให้เอามาพูดถึงเลยจริงๆ!

             เจ้าเมืองคนนี้ดูท่าแล้ว น่าจะเป็นคนดี  มิตรไมตรีที่ยื่นให้นี้  แสดงถึงความเมตตาที่มีต่อเพื่อนมนุษย์

             หลิวเจี่ยแนะนำจ้าวซือเย่ว พร้อมกับเจ้าหน้าที่ทางการสองนาย ให้รู้จักกับคนทั้งสาม  ทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวทักทายกัน 2-3 ประโยค  เจ้าหน้าที่ทางการ 2 ท่าน  ต่างถือเข็มทิศและสายวัดมายืนคอยท่าเตรียมพร้อม เพื่อทำการรังวัด  ส่วนหัวหน้าส่วนเก็บภาษีที่ดินและพืชผลของเมืองยืนคอยจดบันทึกแนวเขตที่ดินทั้งสี่ด้าน   ทั้งยังให้เหลียนฟางโจวตรวจดูด้วยตนเองด้วย  หัวหน้าคนนั้นวาดรูปแผนผังที่ดิน  เพื่อเอากลับไปจัดการออกเอกสารโฉนดที่ดินภายหลัง

                  ขั้นตอนเหล่านี้  ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม  ครั้นแล้วเหลียนฟางโจว  จึงกล่าวขอบคุณที่พวกเขามาบริการให้ด้วยรอยยิ้ม  พร้อมทั้งให้เงินที่ห่อในผ้าสีแดงแก่เจ้าหน้าที่แต่ละคนเพื่อเป็นสินน้ำใจ   ช่วงที่พวกเขากำลังรังวัดพื้นที่  เหลียนฟางโจวก็จัดเตรียมเงินใส่ห่อด้วยผ้าสีแดงไว้ล่วงหน้าแล้ว  ประกอบไปด้วห่อที่มีเงิน 1 ตำลึงบ้าง  2 ตำลึงบ้าง  และมีห่อเงิน 3 เฉียน  และ 5 เฉียนด้วย

              จ้าวซือเย่วได้รับเงินสินน้ำใจไป  2 ตำลึง  เจ้าหน้าที่ทางการสองคนที่มาด้วยได้ไปคนละ 5 เฉียน

          จ้าวซือเย่ว พร้อมเจ้าหน้าที่รวมสามคน  ต่างกำเงินสินน้ำใจไว้ในมือ  ปรากฏรอยยิ้มบนใบหน้าของคนทั้งสามมากขึ้น  ซ้ำยังพูดคุยด้วยกิริยานอบน้อมและแสดงความเป็นมิตรขึ้นมาก

           เมื่อถึงเวลาที่คนทั้งหมดต้องกลับเข้าเมือง  จ้าวซือเย่วและเจ้าหน้าที่ทั้งสองเดินทางกลับโดยรถม้า  เหลียนฟางโจวกับพวกยังคงเดินทางไปกับรถลาเทียมเกวียนของหลิวเจี่ย

                  หลิวเจี่ยขยับปากจะพูดหลายหน  เนื่องด้วยมีเรื่องสำคัญอยากบอกเหลียนฟางโจว   ที่ดินผืนนั้นแท้จริงแล้วมีเนื้อที่ 1,360 หมู่   ทว่าเหลียนฟางโจวมัวแต่ก้มหน้าก้มตาแสดงความขอบคุณไม่จบเสียที

             “สองสามวันที่ผ่านมา  ข้าวิ่งเต้นเรื่องซื้อขายที่ดินตรงริมสามแยกถนนด้านโน้น   คาดว่าอีก 3 หรือ 5 วันถึงจะเสร็จธุระ!  ถึงตอนนั้นข้าจะเข้ามาติดต่อแม่นางอีกครา!”  หลิวเจี่ยหัวเราะ

             เหลียนฟางโจวหัวเราะ “ได้  ที่บ้านข้ามีคนอยู่เฝ้า  หากข้าไม่อยู่  ท่านก็บอกกล่าวคนที่บ้านข้าเอาไว้  เมื่อถึงเวลาข้าจะรีบเข้าเมืองโดยเร็ว!”

             “เอ่อ”  เหลียนฟางโจวอยากสอบถามเรื่องอื่นเพิ่มเติม  จึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ที่ดินผืนนี้ข้าซื้อไว้แล้ว  ข้าเชื่อว่าต้องทำประโยชน์ได้แน่   ครานี้ข้าอยากถามเรื่องคนงานที่จะหามาจัดการที่ดิน  จะได้ให้พวกเขาทั้งหมดมาหักร้างถางพง และปรับปรุงที่ดินผืนนี้    ข้าไม่รู้ว่าจะไปหาคนทำงานหนักได้ที่ไหน?  น้าชู  หากท่านรู้  ได้โปรดชี้แนะข้าด้วย!”

                  หลิวเจี่ยหัวเราะออกมา  “พูดออกมาเช่นนี้  ข้าไม่กล้ารับคำเยินยอหรอก!  เอาไว้มีเวลา  ข้าจะพาท่านไปพบจ้าวลิ่ว  เรื่องนี้เขาถนัดที่สุด!  เวลาข้าอยู่ในเมืองจะจ้างคนทำงานแต่ละที  ล้วนได้เขานี่แหละที่เป็นนายหน้าหาคนให้”

             เดิมทีเหลียนฟางโจวก็คิดถึง เรื่องนายหน้าหาคนอยู่เหมือนกัน  พอได้ฟังก็รีบแย้มยิ้มแสดงความขอบคุณ

             คนทั้งสามใช้เวลาไม่นานก็เข้าสู่ตัวเมือง  เหลียนฟางโจว อาเจี่ยน และเหลียนเจ๋อชำระเงินค่าที่ดินเสร็จ  ก็ได้รับหนังสือรับรองเป็นหลักฐาน  เพียงสามวันให้หลัง  หลังจากได้รับหนังสือรับรอง  พวกเขาก็ได้รับโฉนดที่ดินมาครอบครอง   ธุระเรื่องที่ดินผืนนี้ก็เสร็จสิ้นในที่สุด

             หลิวเจี่ยพาพวกเขาไปพบจ้าวลิ่ว  ซ้ำยังเต็มใจช่วยเจรจา  ให้จ้าวลิ่วเห็นดีเห็นงามไปด้วย

             จ้าวลิ่วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ยามนี้อยู่นอกฤดูเพาะปลูก  มีคนว่างงานเป็นอันมาก  ท่านวางใจเถิด!  ข้าพี่ใหญ่ลิ่ว จะป่าวประกาศให้  เรื่องนี้ข้ามั่นใจเลยว่า  จะหาแรงงานชั้นดีให้ท่านได้ใช้งานแน่นอน!  และจะคัดแต่คนหนุ่มสาวหน่วยก้านดี  ซ้ำยังพร้อมทำงานให้อีกด้วย!  ท่านคิดแล้วอยากได้คนจำนวนเท่าไรล่ะ   เมื่อถึงเวลานั้นข้าจะพาคนพวกนั้นไปหาท่านถึงที่”

        เหลียนฟางโจวเอ่ยด้วยยิ้ม “ยามนี้เวลาคงไม่พอ  หากจะเจรจาตอนนี้เลย  คงไม่เหมาะนัก   เอาไว้พรุ่งนี้ดีกว่า  เพราะพวกเรายังต้องเข้าเมืองมาอีก  เมื่อมาถึงจะติดต่อท่านอีกทีแล้วกัน!  “  จากนั้นก็สอบถามเรื่องค่าแรง

             จ้าวลิ่วไม่มีข้อคัดค้าน  ได้แต่หัวเราะเป็นการตอบรับ พลางเอ่ยว่า “ยามนี้เป็นช่วงนอกฤดูเพาะปลูก  เวลานี้อากาศก็ดีด้วย  จะใช้แรงงานทำงานยามนี้  ก็นับว่าดีด้วยเช่นกัน   คนงานทำงานกะกลางวันคนหนึ่ง ค่าแรงตกราว 20 อีแปะ   หากให้ทำนอกเหนือจากช่วงกะกลางวันก็ตกราว  23 อีแปะ   ที่ข้าพี่ใหญ่ลิ่วเล่าให้ฟังคงเข้าใจแล้วนะ  ในเมื่อท่านแน่ใจว่าจะบุกเบิกที่ดิน   คนทำงานย่อมต้องเจองานหนัก   ดังนั้นราคานี้นับว่าไม่ถูกนัก!  หากอยู่ในช่วงฤดูร้อน  ราคาจะสูงกว่านี้ขึ้นอีกกึ่งหนึ่งด้วย!”

             เขาทั้งอธิบายเสริมว่า “ราคานี้เท่ากับแรงงานช่างฝีมือเลยนะ  ถึงจะได้ราคานี้  ขอให้ท่านวางใจเถิด   ข้าให้คำมั่นว่าจะหาคนงานที่แข็งแกร่งและหน่วยก้านดีให้ท่านแน่นอน!  คนเหล่านั้นแต่ละคนต้องรับผิดชอบหักร้างถางพง  จะขุดถอนรากหญ้า รากไม้ที่ขึ้นรกให้เตียน   ก็ต้องขุดดินลงไปให้ลึกอย่างน้อย 1 ฉื่อ (10 นิ้ว)!”

             ไหนเลยเหลียนฟางโจวอยากจะรู้เรื่องแบบนี้   เงินที่ต้องจ่ายนั้นเกินงบประมาณที่เธอวางไว้นิดหน่อยเอง  ไยเธอจะต้องกลัวเล่า  เพียงกลัวว่าคนที่จะจ้างมาทำงานจะกลายเป็นขโมยขโจรหรือพวกนักต้มตุ๋นเสียมากกว่า

             งานบุกเบิกที่ดินเดิมทีก็ไม่น่าทำอยู่แล้ว   ทั้งรากไม้รากหญ้า  หากไม่กำจัดให้เกลี้ยง  พอถึงต้นฤดูใบไม้ผลิมันก็จะหวนกลับมาให้เป็นภาระอีกคราหนึ่ง  หนำซ้ำผืนดินนั้นเดิมทีก็แข็งแน่นอยู่แล้ว  หากไม่ขุดให้ลึกสักหน่อย  หากถึงยามหว่านเมล็ดพันธุ์  พืชพันธุ์คงหยั่งรากได้ไม่ดีแน่

        ได้ฟังจ้าวลิ่วอธิบายออกมาเป็นคุ้งเป็นแคว  หลิวฟางโจวก็ได้หาวิธีแก้ไข้รอไว้ในใจเรียบร้อยแล้ว  ครั้นแล้วจึงพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม  บอกเพียงว่าพรุ่งนี้จะมาเจรจากันในรายละเอียดอีกครั้ง

                  เนื่องจากอยู่สนทนากับจ้าวลิ่วมาได้สักพัก  จนกระทั่งดวงอาทิตย์เคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกทีละน้อยๆ   หลิวเจี่ยจึงกล่าวขอตัวเพื่อพาคนทั้งสามกลับ

            ทุกคนต่างเดินทางไปโน่นมานี่เพื่อจัดการธุระมาอย่างเหน็ดเหนื่อยทั้งวัน   ดังนั้นเหลียนฟางโจวจึงได้แต่ยิ้มและปฏิเสธอย่างนิ่มนวล  ที่หลิวเจี่ยจะอาสาพาพวกเขาไปส่งถึงบ้าน

           หลิวเจี่ยพยายามยืนกรานจะไปส่งหลายต่อหลายครั้ง  เห็นพวกเขายังยืนยันไม่เต็มใจ  จึงได้แต่ปล่อยเลยตามเลย

             ส่งหลิวเจี่ยกลับไปแล้ว เหลียนฟางโจวคลี่ยิ้มเอ่ยว่า “พวกเราเหน็ดเหนื่อยกันมา 2 วันแล้ว ข้าเกรงว่าวันรุ่งขึ้นคงต้องยุ่งกันต่อไปอีก!  ไปกันเถิด  ไปหาซื้อเนื้อหมูมาสำรองเพิ่ม แล้วค่อยกลับบ้าน”

                  เหลียนเจ๋อและอาเจี่ยนต่างหัวเราะออกมา   และร้องออกมาพร้อมกันว่าดี

                  เหลียนฟางโจวซื้อเนื้อหมูสามชั้นหนัก 4 ชั่ง  ขาหมู 2 ขา  รวมทั้งกระดูกหมูท่อนใหญ่ 3-4 ชิ้น  และซื้อเต้าหู้ขาว 2-3 ก้อน  เต้าหู้รมควัน 5 แผ่น  จากนั้นจึงจ้างรถม้าไปส่งบ้าน

                  “พี่ใหญ่  พรุ่งนี้พวกเราจะไปเจรจาเรื่องจ้างคนทำงานสักสองสามคนใช่หรือไม่?”  เหลียนเจ๋อถามขึ้น  กำลังคิดว่าจะมีงานสิ่งใดอีกบ้างที่ต้องไปจัดการในเมือง 

        เหลียนฟางโจวหัวเราะ  “เรื่องต่างๆพรุ่งนี้ข้าเกรงว่า  คงเป็นการเจรจาต่อรองกันในเรื่องกำลัง  ความสามารถของคนงาน   จะหารือกันให้กระจ่างก่อนว่าดีหรือไม่!  หลังจากนั้นพวกเราก็ไปร้านขายเครื่องมือเป็นแห่งที่สอง เพื่อสั่งซื้อเครื่องมือการเกษตรบางส่วนด้วย!  เมื่อเราได้สิ่งที่ต้องการหมดแล้ว!  แล้วถ้าไม่ลำบากเกินไปนัก  เราก็จะไปดูพวกลาและรถเกวียนเทียมลาด้วย”

                  “อ้อ”  เหลียนเจ๋อร้องออกมาหลังจากเข้าใจกระจ่างแล้ว

             เมื่อกลับถึงบ้าน  บ้านทุกหลังต่างมีควันไฟลอยฟุ้งออกมาจากปล่องไฟในครัวกันแล้ว  เหลียนฟางโจวให้เงินเพิ่มอีก 2-3 เฉียนแก่คนขับรถม้า  คนขับรถม้ายิ้มขอบคุณ  แล้วรีบรุดกลับเข้าเมืองไป  เหลียนฟางฉิงและเหลียนเช่อส่งยิ้มร่า วิ่งออกมาเรียกพี่สาว และพี่ชาย  แน่นอน รวมถึงพี่ชายเจี่ยนด้วย

                  อาหญิงสามเห็นเธอซื้อเนื้อหมูมาเป็นอันมากก็ประหลาดใจ “โอว ไฉนถึงได้ซื้อของมามากมายนัก!  นี้ซื้อมากินเนื่องในโอกาสอันใดเนี่ย!”

             เหลียนฟางโจวหัวเราะ “คืนนี้เราจะทำหมูสามชั้นผัด  เต้าหู้ผัดหมู  ส่วนพรุ่งนี้เราจะกินขาหมูตุ๋นเป็นอาหารมื้อเช้า  จากนี้ก็เข้าสวนผักไปขุดหัวไชเท้าแดงมาสักสองหัวด้วย!  ต่อไปพวกเราจะมีงานการที่ต้องฝ่าฟันกันอีกมาก  ต้องกินให้อิ่มจะได้มีแรงทำงานนะ!”

             หากทุกๆวันต้องอดมื้อกินมื้อ  ไม่ต้องไปบอกใครหรอก  แม้แต่ตัวเหลียนฟางโจวเอง  ยังทนแทบไม่ไหว

               อาหญิงสามปากก็พล่ามไป  แต่อันที่จริง ในใจเปี่ยมไปด้วยความสุข  แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ได้!  ข้าเข้าใจไหนเลยจะปล่อยให้เป็นธุระคนอื่นเล่า  เจ้าเองก็เข้าไปพักผ่อนในห้องเถิด   ฉิงเอ๋อร์  เช่อเอ๋อร์  เจ้าสองคนมาช่วยข้าติดเตาไฟทำอาหารที”

        เหลียนเช่อตอบรับอย่างแข็งขัน “ข้าไปเอง!”  แล้วรีบตรงเข้าครัวทันใด

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top