ขนาดตัวอักษร

100.ซื้อที่ดิน 3

 102 Views

                นื่เป็นการค้าระดับหลายพันตำลึง  หาใช่เรื่องล้อเล่นไม่  หลิวเจี่ยยังคงพยายามจับตาดูว่าเหลียนฟางโจวนั้น  แท้จริงแล้วมีเงินซื้อที่หรือไม่  ไม่เช่นนั้น  หากเขาดอดไปหาสกุลเหล่านั้นเพื่อบอกเรื่องซื้อที่ดิน   เกิดเหลียนฟางโจวไม่มีเงินจ่ายขึ้นมา   จนทำให้เขาต้องตากหน้าไปบอกคนพวกนั้นว่าไม่ซื้อแล้วนะ  ขืนเป็นเช่นนั้น  ชื่อเสียงที่เขาสั่งสมมานานคงถูกทำลายย่อยยับ

                  “ได้  เดี๋ยวข้าเอาเงินมาให้  ตอนช่วงที่ท่านเขียนใบรับเงินให้ข้า!” เหลียนฟางโจวแย้มยิ้ม

             “แม่นางช่างรอบคอบจริงๆ!” หลิวเจี่ยยกนิ้วให้ พลางหัวเราะเบาๆ  จากนั้นคนทั้งหมดต่างเดินลงจากเขา

 

             หลิวเจี่ยเขียนใบรับเงินด้วยลายมืออันเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงาม  จากนั้นจึงส่งเอกสารให้เหลียนฟางโจว

                  เหลียนฟางโจวรับเอกสารมาถือไว้   ก้มหน้าก้มตาอ่านแล้ว  พอเดาตัวหนังสือออกคร่าวๆ  ครั้นแล้วจึงพยักหน้ารับ   แล้วหยิบตั๋วเงินมูลค่า 100 ตำลึงยื่นให้หลิวเจี่ย

             หลิวเจี่ยไม่คิดเลยว่าเหลียนฟางโจวจะรู้หนังสือ   ความชื่นชมบนใบหน้าของผู้สูงวัยกว่าฉายชัด  อดนับถือเด็กสาวเพิ่มขึ้นอีกสองส่วนไม่ได้

             เหลียนฟางโจวลอบมองสีหน้าหลิวเจี่ยทางหางตา   แอบรู้สึกละอายใจเล็กน้อย  ที่วางท่าโกหกว่าตนเองรู้ตัวอักษรโบราณ  แท้จริงแล้วเธอรู้เพียงกระท่อนกระแท่นเท่านั้น!

             ดูเหมือนปีหน้าเหลียนเช่อได้เวลาเข้าศึกษาต่อแล้ว   เธอคงต้องหาเวลาตามไปเรียนดูบ้าง !  เหลียนเจ๋อ  เหลียนฟางฉิง และคนทั้งบ้านก็ต้องไปเรียนให้อ่านออกเขียนได้ด้วย  การเขียนตัวอักษรน่ะหรือ  เฮ้อ!  กลับไปคราวนี้เธอคงต้องไปหาซื้อพู่กัน กระดาษและแท่นหมึกเพิ่มสัก 2-3 ชุดเสียแล้ว

             ใจจริงแล้วเธออยากให้เหลียนเจ๋อเข้าเรียนที่สำนักศึกษาด้วย  แต่ก็รู้ดีว่าเหลียนเจ๋อคงไม่เห็นด้วยเป็นแน่

             หลิวเจี่ยช่างบริการดีตั้งแต่ต้นจนจบจริงๆ   ตอนกล่าวอำลาเพื่อแยกย้ายกันกลับนั้น  เขาอาสาจะพาเหลียนฟางโจวกับพวกไปส่งในหมู่บ้าน

             เดิมทีเขาตั้งใจไปส่งคนทั้งสามถึงบ้านอยู่แล้ว   ทว่าเหลียนฟางโจวเพียงขอบคุณในความเอื้อเฟื้อของเขาเท่านั้น

             เธอยังไม่อยากทำตัวให้โดดเด่นสะดุดตาเกินไปนัก  โดยเฉพาะยามที่หลายสิ่งหลายอย่างยังไม่ลงตัว

             หลิวเจี่ยดูเหมือนจะเข้าใจเจตนาของเธอดี  จึงได้แต่ยิ้ม  และไม่เหนี่ยวรั้งอะไรอีก

             วันรุ่งขึ้น  เหลียนฟางโจว อาเซ่อ และอาเจี่ยนมิได้เข้าเมือง     ทว่ากลับมายืนคอยหลิวเจี่ยอยู่ที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน  เพราะว่าวันนี้นัดไปดูที่ดินแถวหมู่บ้านต้าฟางเป็นหลัก

                  วันนี้ที่ดินที่ไปดูเป็นที่ดินที่ยังไม่มีใครบุกเบิกจับจองเลย  เป็นผืนดินกว้างใหญ่ไพศาลมีเนื้อที่ราวๆ 1,000 หมู่ (416.6 ไร่)

             หลิวเจี่ยนำเหลียนฟางโจวไปสำรวจพื้นที่เช่นเคย  ที่ดินผืนดังกล่าวมีตาน้ำเหมือนกัน  อยู่ค่อนข้างไกลจากถนนเหมือนกัน  บางทีอาจไกลมากราวๆ 4 ลี้ (2 กม.) และยังต้องทำถนนทางเข้าเพิ่มเหมือนกันอีกด้วย

             ที่ดินผืนนี้มีวัชพืชและพุ่มไม้ขึ้นรกยิ่งกว่าที่ดินแปลงเมื่อวาน   บริเวณทางแยกตรงนั้นมีต้นไม้ขึ้นดกหนากว่า  แอ่งกะทะที่มีพุ่มไม้ขึ้นหนาทึบ  มีปรากฏให้เห็นอยู่หลายแห่ง  ซ้ำยังมีเนินที่ชันกว่ากันมากด้วย

                  เมื่อเดินดูทั่วๆแล้วก็ถือว่าไม่เลวนัก  ซ้ำดินบนที่ดินยังมีคุณภาพใช้ได้

        หลิวเจี่ยเห็นสีหน้าเหลียงฟางโจว  จึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ด้านนี้เทียบกับแถวทางแยกตรงโน้นต่างกันไม่มากนัก  เรื่องราคา  คงต้องหารือกันอีกครั้ง!  หากแม่นางเหลียนอยากได้จริงๆ   ข้าจะช่วยแม่นางเหลียนเต็มที่!”

                  เหลียนฟางโจวหัวเราะ “ที่ดินผืนนี้มีเนื้อที่ประมาณ 1,000 หมู่ใช่หรือไม่?”

             หลิวเจี่ยหันหน้ากลับมองนางโดยพลัน  ส่งยิ้มให้  เป็นการยืนยัน

             “ถูกแล้ว  ที่ดินผืนนี้มีเนื้อที่ราว 1,000 หมู่  หากคำนวณตามราคากลาง  1 หมู่จะมีราคาไม่เกิน 2 ตำลึง!”  หลิวเจี่ยผงกหัว

                   อันที่จริง เขาและเหลียนฟางโจวต่างก็รู้ดีอยู่แก่ใจแล้ว  แค่กะดูด้วยสายตาที่ดินกว้างใหญ่ผืนนี้น่าจะมีเนื้อที่มากกว่า 1,000 หมู่  อย่างน้อยมากกว่ากันไม่เกิน  200 หมู่  เป็นเพียงผืนดินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์และถูกทิ้งร้างไว้  ไม่ควรมีราคาสูงเท่าไรนัก

                  เพราะว่าค่าบุกเบิกที่ดินเพื่อถือครองกรรมสิทธิ์ และอีกทั้งราคาที่ดินก็นับว่าไม่ถูกเลย  ซ้ำที่ดินประเภทนี้โดยปกติแล้วต้องใช้เวลาอย่างน้อย 4 ปีกว่าจะพลิกฟื้นจนพร้อมใช้เพาะปลูกได้  เนื่องจากต้องการการดูแลเอาใจใส่อย่างยิ่งยวดเพื่อปรับปรุงผืนดิน  นี่ยังไม่นับการกำจัดวัชพืชที่ขึ้นเป็นดงหนาทึบอีกเล่า  จะสามารถเร่งปรับปรุงผืนดินทั้งหมดให้ทันกับการเพาะปลูกพืชผลได้หรือไม่  ก็ยังไม่รู้!

        ดังนั้น  จึงมีน้อยคนนักที่จะมีเงิน และความสนใจไปซื้อที่ดินรกร้าง  ซึ่งใช้เงินทุนไม่ต่างจากซื้อแปลงนาข้าวดีๆสักแห่ง!

      เหลียนฟางโจวได้ฟังแล้วรู้สึกพอใจอยู่บ้าง  แอบคิดในใจว่าหลิวเจี่ยผู้นี้ช่างเป็นคนควบคุมตนเองได้เป็นเลิศ  พูดโดยสีหน้าไม่เปลี่ยนเลยสักนิด!

             “น้าหลิว! “ เหลียนฟางโจวพยักหน้าอย่างจริงใจ  พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ที่น้าหลิวกล่าวมาทั้งหมด   หากข้าจะไม่เก็บที่ดินผืนนี้ไว้   ก็ดูจะไม่เหมาะสมนัก!  ที่ดินตรงนี้ข้าเองก็อยากได้ไว้ด้วย  ท่านช่วยดูสิว่าจะสามารถเดินเรื่องได้เมื่อไร  ข้าอยากทำสัญญากับทางการ”

             ให้เจ้าหน้าที่ทางการออกโฉนดที่ดินผืนนี้ทั้งหมด  รวมทั้งมารังวัดที่ดินให้เรียบร้อยด้วย                เมื่อเจ้าหน้าที่ออกโฉนดแล้ว  ผลกำไรของที่ดินที่เกิดขึ้น  ทางเจ้าหน้าที่จะบันทึกในนามของเจ้าของชื่อที่ลงทะเบียนไว้ในสมุดบันทึก  แม้ว่าในภายภาคหน้า หากทำโฉนดที่ดินสูญหาย หรือถูกขโมยไป  เจ้าหน้าที่ทางการก็จัดการออกฉบับแทนให้ได้ทันที  ผู้อื่นที่ขโมยไปก็ไม่อาจเอาไปหาประโยชน์ได้  หากทำการจับจองไว้เองโดยไม่แจ้งทางการ  ทันทีที่มีเหตุให้ที่ดินตกไปอยู่ในมือผู้อื่น  จะมิเท่ากับเป็นของผู้อื่นหรือ!  แม้จะทำการฟ้องร้อง  ก็คงได้กลับคืนมาเพียงครึ่งเดียว  ซ้ำกำไรก็ได้คืนมาเพียงส่วนน้อยด้วย

             “ตกลง  แม่นางเหลียน แม้ข้าจะยังไม่ได้บอกว่า  ข้าก็กะว่าจะชักชวนแม่นางเหลียน  ให้มาทำสัญญากับทางการอยู่แล้ว ! ฮ่าฮ่าฮ่า”  หลิวเจี่ยหัวเราะร่า  “ขั้นตอนดำเนินเรื่องเหล่านั้นง่ายทีเดียว  สามารถไปยื่นเรื่องวันนี้ได้เลย!  หากแม่นางและคุณชายทั้ง 2 ท่านตกลง  ข้าจะขอตัวเข้าเมืองไปก่อน   คอยข้าติดต่อเจ้าหน้าที่ที่โน่นให้เรียบร้อย    ทางโน้นก็สามารถส่งคนมาจัดการรังวัดที่ดินให้เราได้ทันที  หากมีเวลาเหลือพอให้ข้ากลับไปเดินเรื่องที่เหลือให้เสร็จ!  3 วันให้หลัง  ท่านก็จะได้โฉนดที่ดินจากทางการแล้ว!”

        เหลียนฟางโจวตระหนักได้ทันทีว่า  หลิวเจี่ยช่ำชองในอาชีพนี้มากจริงๆ   หากให้พวกเธอต้องไปเดินเรื่องกับขุนนางพวกนี้ด้วยตนเอง  ไม่รู้ว่าจะต้องสิ้นเปลืองเวลาและเงินทองเท่าใด  กว่าจะจัดการเรื่องต่างๆจนคุ้นเคยเข้าใจดี   ครั้นแล้วจึงพยักหน้าแย้มยิ้ม “หากทำได้เช่นนี้ย่อมดีที่สุด!  คงต้องลำบากน้าหลิวแล้ว!”

                  เหลียนฟางโจวครุ่นคิดและเอ่ยออกมา “ในเมื่อตกลงกันเช่นนี้   พวกข้าก็ไม่ต้องเข้าเมือง และรอท่านอยู่ที่นี่ไปเลย!  ซ้ำพวกข้ายังไม่ต้องคอยปวดเศียรเวียนเกล้า  เรื่องวิ่งรอกเดินเรื่องกับทางการอีกด้วย”

                  หลิวเจี่ยไม่มีข้อคัดค้าน  เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เช่นนี้ก็ดีนัก!  แม่นางเหลียนวางใจเถิด  ข้าจะช่วยให้แม่นางเหลียนได้ราคาที่ต่ำที่สุด!  ข้าไปติดต่อครานี้  คงใช้เวลาเกือบ 1 ถึง 2 ชั่วยาม (2-4 ชั่วโมง)  ถึงจะกลับมาใหม่!”

             หลิวเจี่ยรีบรุดเข้าเมืองไปทันที  ส่วนเหลียนฟางโจวและพวกอีกสองคนจึงถือโอกาสเดินเล่นสำรวจพื้นที่  เป็นการฆ่าเวลา

             เหลียนเจ๋อหรี่ตามองผืนดินอันกว้างใหญ่ไพศาลตรงหน้า  อย่างไม่อยากเชื่อสายตา “พี่ใหญ่ เราจะซื้อที่ดินผืนใหญ่ขนาดนี้จริงรึ?  ที่ดินผืนนี้อีกไม่นานจะเป็นของบ้านเราจริงๆหรือ?”

             เหลียนฟางโจวและอาเจี่ยนหัวเราะขำ

        อาเจี่ยนแย้มยิ้ม “เรื่องนี้ยังไม่จริงหรอก  แต่พอให้หลัง 3 วันก็จะได้รับโฉนดจากทางการ  เจ้าก็จะได้ครอบครองมันแล้วมิใช่หรือ?”

             “แถบนี้เป็นพื้นที่รกร้าง   จะพลิกฟื้นผืนดินให้พร้อมใช้งาน ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ!  เรายังมีเรื่องต้องฝ่าฟันอีกมาก!” เหลียนฟางโจวเอ่ยขึ้น

           อาเจี่ยนสบตาหญิงสาว และเอ่ยว่า “จะต้องเตรียมการเช่นไร  เจ้าก็บอกเสียแต่เนิ่นๆ  จะต้องลงมือทำสิ่งใดบ้าง  เจ้าจงบอกข้า อย่าได้ลังเล ”

             “พวกเราล้วนเป็นชาวนาชาวไร่   แค่พยายามให้หนักขึ้นอีก  ไยจะต้องกลัวสิ่งใดเล่า!”  ใบหน้าเหลียนเจ๋อเป็นสีแดงสุกปลั่งด้วยความปิติยินดี และเอ่ยว่า  “ แต่ก่อนเรามีผืนดินทำกินแค่หยิบมือเดียว  ยามนี้เท่ากับแก้ไขได้แล้ว  เพียงแค่ขยันให้มากสักหน่อย  จากนี้ไปไม่มีเรื่องใดต้องกลัวแล้ว!  ภายภาคหน้า  พวกเราคงได้ฉลองคืนวันแห่งความสำเร็จ  และจะไม่มีใครหน้าไหน  มารังแกพวกเราได้อีกแล้ว”

                  นัยน์ตาอาเจี่ยนเรืองวาบขึ้นเล็กน้อย  กลั้นใจเอ่ยถามขึ้น “เรื่องเมล็ดฝ้ายพวกนั้น  ท่านตัดสินใจจะปลูกพืชชนิดนี้ให้หมดเต็มพื้นที่เลยหรือ?”

        หว่านเงินลงไปก้อนใหญ่เช่นนี้   หากไม่ได้ผลขึ้นมา  หากอยากจะเอาเงินกลับคืนมา  หาใช่เรื่องง่ายไม่

                  ทั้งหมดทั้งมวลก็เพราะ  ที่ดินผืนที่จะซื้อนี้  เป็นที่ดินรกร้าง  ไม่ใช่แปลงนาข้าวอันอุดมสมบูรณ์    แม้จะสามารถบอกขายต่อได้   ต่อให้มีเนื้อที่กว้างใหญ่แค่ไหน   คงไม่มีใครอยากจะเอ่ยขอซื้อเป็นคนแรกหรอก   คงได้ราคาซื้อต่อไม่ต่างจากราคาดั้งเดิมนัก

             เหลียนเจ๋อกลัวว่าเหลียนฟางโจวจะเสียกำลังใจ  กับคำถามที่กระทบใจ  แม้ว่าในใจลึกๆแล้ว  เขาค่อนข้างเชื่อมั่นพี่สาวก็ตาม  จึงรีบเอ่ยขึ้น “ต้องทำได้สิ!  พี่ใหญ่บอกว่าทำได้  จะต้องสามารถทำได้แน่!”

             อาเจี่ยนยิ้ม เอ่ยว่า “ข้าแค่อยากถามแผนการของฟางโจวเท่านั้น  เราต้องวางแผนรับมือ  กรณีผลลัพธ์ที่ออกมาเลวร้ายด้วย”

                  หากไม่ใช่เพราะเห็นเป็นคนใกล้ชิดกันจริงๆ   ก็คงไม่เสี่ยงถามคำถามเยี่ยงนี้ออกมาตรงๆ   เหลียนฟางโจวพลันรู้สึกอบอุ่นในใจ  ทอดมองคนทั้งสองด้วยความซาบซึ้ง  แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม  “เรื่องนี้  ถึงอย่างไร  ต่อให้ข้าไม่ปรารถนาจะฝ่าฟันไป   ทว่าข้าเชื่อว่า  หากจะเอารถขึ้นเขา  ก่อนอื่นก็ต้องมีถนนเสียก่อน!  หากไม่ประสบความสำเร็จขึ้นมา   เมื่อถึงเวลานั้นเราค่อยเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นก็ยังไม่สาย !  สรุปสั้นๆว่า  เงินก้อนนี้พวกเราสามารถชดใช้คืนกลับได้ทุกตำลึงแน่นอน!”

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top