ขนาดตัวอักษร

98.ซื้อที่ดิน 1

 92 Views

                 เหลียนฟางโจวและเหลียนเจ๋อขนกระสอบเมล็ดถู่เต้า(มันฝรั่ง)กลับมาถึงบ้าน   อาหญิงสามและพวกเด็กๆต่างกรูเข้าไปล้อมดูกันราวกับเป็นของแปลก

                  อาหญิงสามเอ่ยขึ้น “ในชีวิตนี้ข้าไม่เคยได้ยินชื่อถั่วแบบนี้มาก่อนเลย  เขาว่าเป็นเมล็ดถั่วที่ยาวมากจริงๆ!  หากจะปลูกสิ่งรูปร่างยาวแบบนี้ให้ได้   ข้าต้องขอดูให้ดีเสียก่อน!”

        “ข้าก็ไม่เคยเห็นเมือนกัน!”  เหลียนฟางฉิงและเหลียนเช่อต่างจ้องมองตาโต

 

                  พอเปิดปากกระสอบออกมา  เหลียนฟางฉิงและเหลียนเช่อต่างพากันแย่งรื้อสิ่งของที่อยู่ภายในออกมา  ซึ่งถู่เต้าแต่ละหัวมีขนาดใหญ่กว่าไข่ไก่    เด็กทั้งสองพากันอึ้งทึ่ง  ร้อง  “ว๊าว”  ออกมา  พลางหัวเราะคิกคัก  แล้วพร่ำพูดว่าช่างประหลาดน่าทึ่งอย่างโน้นอย่างนี้ไม่หยุด

                  อาหญิงสามก็ประหลาดใจไม่แพ้กัน  พลางร้องครางออกมา “นี่คือถู่เต้าหรือ  อา..ไฉนช่างโตอะไรเยี่ยงนี้   ไอ้หยา…เปื้อนดินด้วย!”

                  เหลียนฟางโจวคลี่ยิ้ม  แอบพูดอยู่ในใจ  นี่ยังถือว่าเล็กนะ  บางทีอาจเป็นเพราะใช้วิธีหว่านเมล็ดและใช้เทคนิคการเพาะปลูกที่มีข้อจำกัด  หากอยู่ในยุคสมัยใหม่  หัวขนาดข้อมือเช่นนี้นับว่าหาดูได้อยากเต็มที

                  “ข้าไม่คิดว่ามันจะเป็นพืชประเภทเดียวกับถั่วเหลืองหรอกนะ!”

                  “ไม่รู้ว่ารสชาติเป็นเช่นไร จะอร่อยไหมน๊า!”  เหลียนฟางโจวเอ่ยเสียงกังวานใส

                  อาหญิงสามก็เหมือนเช่นหลานตัวเล็กทั้งสอง  นางมองเมล็ดถู่เต้าแล้วคลี่ยิ้มออกมา พลางเอ่ยขึ้นว่า “ข้าก็อยากรู้เช่นกัน!”

                  เหลียนฟางโจวหัวเราะขำ “เอาไว้ปีหน้า  ข้าจะเก็บเกี่ยวให้พวกท่านกินจนหนำใจเลย!  นี่คือเมล็ดพันธุ์ที่เอาไว้ปลูก  ยังกินไม่ได้!  หากมีผู้ใดล่วงรู้เข้า จะโดนลงโทษเอานะ!”

                  เรื่องความสำคัญของเมล็ดพันธุ์นี้  ตัวเหลียนฟางฉิงกระจ่างแจ้งในใจอยู่แล้ว  จึงได้แต่ผงกศีรษะอย่างจำใจ

             “ไม่รู้ว่าเป็นพันธุ์ดีหรือไม่นะ เฮ้อ!”  อาหญิงสามถอนหายใจออกมา

             เหลียนฟางโจวหัวเราะ  “นี้คือเมล็ดพันธุ์อย่างดี  เอ้อ…มันต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิดไม่ต่างจากถั่วเหลืองเช่นกันนะ!”

                  เรื่องนี้เจ้าหน้าที่ราชสำนักไม่ได้ทำอะไรมากมายนัก  เพียงแค่จัดการกระจายเมล็ดพันธุ์ออกไปให้ถึงมือคนปลูกให้เสร็จๆไป  แม้แต่คำแนะนำก็ยังคร่าวๆ  ทั้งยังไม่มีการยกตัวอย่างอะไรมาประกอบ  รวมไปถึงฤดูกาลที่ควรเพาะปลูกก็หาได้อธิบายไม่  ไหนจะเรื่องชนิดดินที่เหมาะแก่การเพาะปลูก  ไหนจะเรื่องวิธีการรดน้ำ  ทั้งยังช่วงเวลาที่ควรเก็บเกี่ยวผลผลิตอีกเล่า

             “นี่ก็อีกด้วย  อา!  ไม่ว่าเจ้าจะพูดอย่างไร  ชื่อนี้มันก็มีคำว่าเต้า (ถั่ว) อยู่ด้วยนั่นแหละ   มันก็ไอ้ครือๆกันกับถั่วเหลือง (ถั่วเหลือง : คำภาษาจีน เรียกว่า ต้าเต้า) มันต้องเป็นพืชประเภทเดียวกันแน่เสียยิ่งกว่าแน่!”  อาหญิงสามหัวเราะอย่างภาคภูมิใจ  “หรือ ฟางโจวจะเถียงป้า !”

             ทุกคนถกเถียงกันอย่างสนุกสนาน  โดยทั่วไปยามโอกาสเช่นนี้  อาเจี่ยนมักนั่งเงียบๆอยู่ข้างๆ  และไม่เอื้อนเอ่ยคำใดออกมา  เหลียนเจ๋อเองก็นั่งยิ้มอยู่ข้างๆโดยไร้ซึ่งคำพูดด้วยเช่นกัน

             หลังจากถกเถียงกันพอหอมปากหอมคอแล้ว  เหลียนเฟางโจวก็มัดปากกระสอบเมล็ดพันธุ์เก็บอย่างระมัดระวัง  จากนั้นจึงปรบมือขึ้น พลางหัวเราะออกมา “เอาล่ะ  ในเมื่อทุกคนได้เห็นสิ่งนี้กันหมดแล้ว  ก็ไปอาบน้ำและนอนพักผ่อนกันเถิด!  เมล็ดพันธุ์เหล่านี้จะเอาไปเก็บไว้ในห้องใต้หลังคา!   อาหญิงสาม พรุ่งนี้เช้า ข้า  อาเจี่ยน  และอาเซ่อจะเข้าเมือง  สองสามวันนี้อาจจะยุ่งสักหน่อย   เรื่องราวในบ้านคงต้องรบกวนอาหญิงสามช่วยเป็นธุระจัดการให้แล้ว!”

                  อาหญิงสามยิ้มรับ  ทุกคนจึงไปอาบน้ำชำระร่างกายเพื่อพักผ่อนเอาแรง

        รุ่งขึ้นหลังกินอาหารมื้อเช้าเสร็จเรียบร้อย  เหลียนฟางโจว  อาเจี่ยน และเหลียนเจ๋อ ต่างเดินทางเข้าเมือง

                  อาเจี่ยนเอ่ยขึ้น “หากเงินทองไม่ขัดสนมากนัก  เราน่าจะซื้อลาและรถเกวียนไว้ใช้งานสักคัน  ในภายหน้า ข้าเกรงว่าพวกเราคงต้องเดินทางมาจัดการธุระบ่อยครั้งขึ้น  หากยังขืนเดินทางไปด้วยเท้าเช่นนี้    ไม่เพียงแต่จะเหน็ดเหนื่อยมากขึ้น  ซ้ำยังพาให้การงานพลอยล่าช้าไปด้วย!”

        เหลียนฟางโจวตรึกตรองเหตุผลเหล่านี้ดู  ก็พบว่าไม่เพียงซื้อลา  ทั้งยังต้องซื้อวัวไว้ใช้งานอีกด้วย  ไหนจะเรื่องเครื่องมือทำการเกษตรอีกหลายชิ้นที่ต้องจัดหาซื้อมาให้ทันการอีก  เรื่องนี้คงต้องวางแผนอีกทีหลังจากกลับมาแล้ว!

                  ทว่ายามนี้มีสิ่งสำคัญอันดับหนึ่งที่ต้องทำก่อนเรื่องอื่น!  ก็คือการเข้าไปผูกมิตรกับผู้คน  เพื่อหาแหล่งข้อมูลในการซื้อที่ดินสำหรับเพาะปลูก

             “ข้าก็คิดเช่นนั้น!   ดังนั้นเราควรมองหาซื้อที่ดินด้วยนะ  ช่วงสองสามวันนี้  ยามที่ผ่านไปตามเส้นทางที่ไปดูตลาดค้าปศุสัตว์  สะดวกเมื่อไร  เราก็ลองแวะเข้าไปสอบถามราคาดู!  เสาะหาราคาที่เหมาะสม  ส่วนการซื้อสัตว์ในช่วงฤดูหนาว  เทียบกับซื้อในฤดูใบไม้ผลิย่อมถูกกว่ากันมาก!  พวกเราคงต้องเหนื่อยหนักกันสักหน่อย  เพื่อดูแลพวกมันให้ผ่านฤดูหนาวไปให้ได้ !” เหลียนฟางโจวหัวเราะออกมา

                  เหลียนเจ๋อครั้นได้ฟังแล้ว  ให้ยินดีปรีดายิ่งนัก  พลางคลี่ยิ้มออกมา “พี่ใหญ่  พวกเราต้องซื้อลา และรถเกวียนด้วยใช่หรือไม่?  อันที่จริงข้าก็คิดอยู่เหมือนกัน!   พี่ใหญ่วางใจเถิด  เมื่อถึงตอนนั้นข้าและอาเช่อจะดูแลเจ้าลาให้อย่างดี!”

             “อ้อ   ไม่ใช่ว่าเจ้ากลัวจะฝึกยุทธ์ล่าช้าหรอกรึ?” เหลียนฟางโจวเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง  พลางทำสีหน้าล้อเลียน  แล้วคนทั้งสามคนก็หัวเราะออกมา

             วันนี้เหลียนเจ๋อมิได้ฝึกวรยุทธ์เลย   กล่าวได้ว่าในระยะหลังๆมานี้  ถือเป็นเรื่องสำคัญประการหนึ่งเช่นกัน  เพราะเขาตั้งใจฝึกวิทยายุทธ์อย่างหนัก   เพื่อในภายหน้าจะได้ปกป้องพี่สาวของเขา  รวมไปถึงคนในครอบครัวด้วย

                  “พี่ใหญ่ !”  เหลียนเจ๋อเกาศีรษะแกรกๆ  พลางรู้สึกเก้อเขิน  ซ้ำยังไม่รู้จะทำหน้าอย่างไรดี  “ไม่ใช่เช่นนั้น!  ข้าอยากช่วยแบ่งเบาภาระของที่บ้านด้วยกำลังของข้าเอง   พวกน้องๆยังเล็กนัก  ไม่ควรให้มาตรากตรำงานหนักไปด้วย !”

                  “ช่างเป็นน้องชายที่ดีของพี่ใหญ่จริงๆนะ !”  เหลียนฟางโจวหัวเราะออกมา

        ทั้งสามชีวิตต่างบรรลุถึงตัวเมืองในที่สุด   พวกเขาไปที่ร้านรับแลกเงินเป็นที่แรก  เพื่อเปลี่ยนตั๋วเงิน 1,000 ตำลึงเงิน  ให้แตกเป็นตั๋วเงินย่อย 7 ใบ  ใบละหนึ่งร้อยตำลึง  และใบละ300ตำลึงหนึ่งใบ  และยังแลกเพิ่มเติมเป็นเงินสด  โดยเป็นเงินเหรียญ 10 ตำลึง เป็นจำนวนทั้งหมด 50 ตำลึง  ทั้งยังแลกเป็นเศษเหรียญเป็นจำนวน 10 ตำลึงเพื่อไว้ใช้พกติดตัว

                  เพราะว่าหมู่บ้านต้าฟางอยู่ไม่ใกลจากเมืองใหญ่มากนัก  ดังนั้นพวกเขาจึงหาทางติดต่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองของเมืองใหญ่โดยตรง  หากพื้นที่อาศัยอยู่ห่างไกลจากเมืองใหญ่มากจนเกินไป   หากเพียงจัดการธุระเล็กๆน้อยๆ   ก็จะไปเมืองเล็กๆที่อยู่ใกล้เคียงแทน

             คนทั้งสามไปได้ยินมาว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองที่จัดการดูแลเมืองใหญ่ และพื้นที่โดยรอบ  ทำธุรกิจนายหน้าซื้อขายที่ดิน  มีนามว่าหลิวเจี่ย เพื่อจะไปหาเขาที่บ้าน  คนทั้งสามจึงแวะซื้อขนมติดไม้ติดมือไป 2 กล่องด้วย

             หลิวเจี่ยอยู่ที่บ้านพอดี  พอเห็นคนแปลกหน้า3คนมาหา  ก็นึกรู้ว่าคงมาคุยเรื่องการค้าเป็นแน่   พอเห็นลูกค้าเดินเข้ามา  เขาก็รีบออกไปยิ้มทักทายต้อนรับทันที  “พวกท่านทั้งหลาย จะมาหาซื้อที่ดินรึ? โอ รีบเข้ามานั่งก่อนสิ !”

             หลิวเจี่ยหันไปทางอาเจี่ยน  ในคนทั้งหมดสามคน  มีเพียงอาเจี่ยนคนเดียวที่เป็นชายหนุ่มวัยผู้ใหญ่  เขาจึงคิดว่าอาเจี่ยนคงเป็นเจ้านายเป็นแน่

             อาเจี่ยนแนะนำชื่อตนเอง แล้วถามขึ้นว่า “ข้าคิดจะดูที่ดินแถบเนินเขาสักหลายแปลง  ไม่ทราบว่าท่านพอจะมีสถานที่ที่เหมาะสมแนะนำให้หรือไม่?”

             เหลียนฟางโจวเอ่ยเสริมว่า “พวกเรามาจากหมู่บ้านต้าฟาง  ท่านช่วยดูให้ทีว่ามีเจ้าของที่ดินแถบหมู่บ้านต้าฟาง  หรือหมู่บ้านใกล้เคียงต้องการขายที่หรือไม่ !”

             หลิวเจี่ยมีที่นาบอกขาย  ซึ่งมีเงื่อนไขตรงกับที่ถามมาอยู่ในมือหลายแปลง  ได้ยินพวกเขาถามคล้ายว่าที่ดินเป็นดั่งสิ่งของไม่มีราคาค่างวด  เขาจึงรู้สึกอึดอัดใจขึ้นมาโดยพลัน  ความกระตือรือร้นแทบลดหายไปสิ้น  อย่างที่ว่ากันว่า  ขายุงมีเนื้อน้อย  ไม่ต้องคิดเลยว่าจะทำประโยชน์อันใดได้  ทว่าใบหน้าเขายังคงยิ้มแย้มไม่แปรเปลี่ยน  “ขอข้าตรวจดูในสมุดบันทึกก่อนนะ  ไม่ทราบว่าพวกเจ้าต้องการซื้อที่ดินสักเท่าไรล่ะ?”

             เขาพูดออกไป ขณะที่กำลังเข้าไปยังห้องด้านหลังเพื่อไปหยิบสมุดดังกล่าว

                  เหลียนฟางโจวแย้มยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ประมาณ2,000 มู่ (ราว 833 ไร่) !”

                  “เท่าไดนะ!”  หลิวเจี่ยตะโกนออกมาจากห้องด้านหลัง  พอได้ยินแล้วดวงตาเขาพลันเบิกกว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ  ไม่คิดเลยว่าพวกเขาจะมาหาซื้อที่ดินมากมายขนาดนี้?

             “สองพันมู่  ท่านช่วยตรวจดูว่ามีพร้อมขายในมือหรือไม่?  หากไม่  ก็ช่วยแนะนำแหล่งข้อมูลให้เราสักหน่อยเถิด?”  ประโยคที่เหลียนฟางโจวกล่าวนั้นแจ่มชัดมาก  แทงทะลุเข้าสู่โสตประสาทของหลิวเจี่ย

             หลิวเจี่ยซวนเซไปชั่วขณะ  แล้วมองอย่างขอความเห็นชอบไปที่อาเจี่ยนที่ยืนอยู่ด้านหลัง

             “รายละเอียดต่างๆ  ก็ตามที่แม่นางเหลียนได้บอกกับท่านไปแล้วนั่นแหละ!”  อาเจี่ยนส่งยิ้มให้หลิวเจี่ย  เรื่องทั้งหลายทั้งแหล่เกี่ยวกับการเกษตร  เป็นสิ่งที่ชายหนุ่มไม่ใคร่รู้เอาเสียเลย

             “เรื่องนี้…..”  หลิวเจี่ยขยับริมฝีปาก  ตบหัวตัวเองบังคับให้นั่งลง  พลางยิ้ม และเอ่ยว่า  “ตั้งแต่ข้าเกิดมาจนโตป่านนี้  ข้าไม่เคยพานพบเรื่องเช่นนี้มาก่อนเลยจริงๆ !  พวกท่านต้องการที่ดินเป็นอันมาก  ข้าเกรงว่าไม่รู้ว่าจะมีพอขายให้หรือไม่?”

             หลิวเจี่ยตรวจดูบันทึกในสมุดอย่างถี่ถ้วน  พลันดวงตาทอประกายเจิดจ้า  พลางยิ้มกว้างแล้วเอ่ยว่า “นี่..คิดไม่ถึงเลยว่า  พอดูไปดูมา  เนื้อที่ของที่ดินน่าจะพอกล้อมแกล้มกับที่พวกท่านต้องการอยู่นะ!”

                  ว่าแล้วก็กวักมือเป็นสัญญาณให้เหลียนฟางโจวและพรรคพวกมองไปที่สมุดตรงหน้า หลิวเจี่ยยกมือขึ้นชี้แล้วเอ่ยว่า “ตรงแถวนี้ในหมู่บ้านต้าฟางของพวกท่าน  เศรษฐีสกุลหวางไม่ใคร่ชอบทำการเพาะปลูก ทั้งยังประสบปัญหาบางประการ  จึงกำลังคิดจะบอกขายที่นาอยู่พอดี  พื้นที่ทั้งหมดราว 160 มู่ (ราว 67 ไร่) อยู่ ไม่ไกลจากที่นี่   ส่วนนี่คือหมู่บ้านหยางเจีย เจ้าที่ดินสกุลหยาง มีที่ดินกว้างใหญ่ไพศาลราว 380 มู่ (ราว 158 ไร่)  บุตรชายของสกุลต้องการเงินทุนก้อนใหญ่มาทำการค้าอย่างเร่งด่วน  จึงบอกขายที่นาเป็นจำนวนมาก   ที่ดินส่วนที่เป็นของเขาเองนับว่าผืนใหญ่โตมาก  เนื้อที่ราว 280 มู่ (ราว 117  ไร่) แบ่งให้ภรรยาทั้งสี่  หากท่านสนใจพื้นที่บางส่วน ก็สามารถไปเจรจากับพวกเขาเพื่อขอซื้อ หรือขอแลกเปลี่ยนที่ก็ได้ แน่นอน  ให้ราคายุติธรรม  ข้าเกรงว่าคงต้องขอส่วนต่างค่านายหน้าบ้าง  ส่วนที่เหลือนอกจากนี้ มีเนื้อที่ราว 600 มู่(250 ไร่)  ที่ข้าแนะนำมาให้นี่  ไม่มีพื้นที่เสื่อมโทรมเลย  หากต้องการซื้อ  ก็ไปเสียค่าธรรมเนียมขออนุญาติครอบครองที่ดินในหมู่บ้านมาก่อน   แล้วก็ค่อยมาจ่ายเงินค่าที่ดินโดยยึดราคากลางกับเจ้าหน้าที่ของทางการอีกที  แน่นอน..มีสิ่งจูงใจให้ด้วย  นั่นคือในสามปีแรกพวกท่านจะได้รับการยกเว้นไม่ต้องจ่ายภาษี   ที่ข้าคิดคำนวณที่ดินให้มาจนถึงตอนนี้  ก็คิดเป็นนื้อที่ทั้งหมด 1,500 มู่ (625 ไร่)แล้ว!”

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top