ขนาดตัวอักษร

97.เงินซื้อเมล็ดฝ้าย

 95 Views

                   เมื่อวานนี้เกือบทั้งคืน   เหลียนฟางโจวและบุรุษผู้นั้นคุมตัวนายท่านและนาง   บังคับให้พวกเขาเขียนหนังสือรับสารภาพและให้คำรับรอง  มีการประทับลายนิ้วมือ  พร้อมทั้งมอบหมายให้นางติดตามคนทั้งสองมาในวันนี้   ตามคำสั่งของพวกเขา

                  มีมีดจ่อคอหอยพวกนางอยู่   จะให้ไม่เชื่อฟังย่อมเป็นไปไม่ได้

                  นางมิเคยนึกฝันเลยว่าเหลียนฟางโจว  เด็กสาวที่ไม่มีทั้งบิดาและมาราดา ไม่มีเงิน ไม่มีคนหนุนหลัง  พูดได้ว่าเป็นเด็กสาวกำพร้าที่สู้ชีวิตเพียงลำพัง   ช่างเป็นคนที่เคี้ยวได้ยาก  ทั้งแข็งกร้าวอย่างน่าประหลาดใจยามที่ต้องเจรจารอมชอมกัน!  เรื่องที่กระทำไปในวันนี้   เป็นเพราะนางถูกบังคับ!

                  ไม่เพียงแต่โดนบังคับ   ซ้ำยังลากนายท่านมาลงน้ำโคลนด้วย

                  ทั้งชีวิตของนายท่านผู้นี้เกรงว่า คงไม่เคยเจอประสบการณ์โดนเอามีดจี้คอมาก่อน   ครานี้เกรงว่านายท่านคงจะไม่ยกโทษให้เธอง่ายๆเป็นแน่!

                  เมื่อกลับไปถึงคฤหาสน์แล้ว  นางต้องใคร่ครวญหาวิธีดีๆ  เพื่อสลายความโกรธเกรี้ยวของนายท่าน….

                  ในใจของฮวาจินเต๋ากู่ร้องด้วยความเศร้าเสียใจ!  หากนางมิได้มัวแต่จะคิดชิงดีชิงเด่น  จู่ๆ ริก่อเรื่องขึ้นมา  นายท่านคงไม่ต้องเคราะห์หามยามซวยไปด้วย   และเรื่องน่าอับอายพวกนี้คงไม่มีทางเกิดขึ้น!

                  นางได้รับความโปรดปรานอย่างมากมาโดยตลอด   ซ้ำยังคอยเพียรพยายามเอาอกเอาใจนายท่านอย่างดีมาเป็นนานสองนาน  แล้วไฉนถึงกลายเป็นการก้าวล่วงนายท่านไปได้?  นี่มิเท่ากับส่งตัวเจ้าสาวให้เขา แถมยังต้องเสียกองทัพไปด้วยหรอกหรือ(พยายามใช้เล่ห์กลกับศัตรู  แต่กลับพ่ายแพ้เป็นสองเท่า)!  กลายเป็นการสูญเสียครั้งมโหฬารจริงๆ !

      ***

                  พอเหลียนฟางโจว เหลียนเจ๋อ  และอาเจี่ยนสามชีวิตกลับถึงบ้าน  อาหญิงสาม เหลียนเช่อ และเหลียนฟางฉิงต่างออกมายืนรอต้อนรับ

                  “เป็นอย่างไรบ้าง?  เรียบร้อยหรือไม่?”  อาหญิงสามรีบไถ่ถาม

                  น้องเล็กทั้งสองต่างร้องเรียกเสียงดัง “พี่ใหญ่!” พลางโถมตัวเข้ามาหา

                  เหลียนฟางโจวโอบประคองเหลียนเช่อและเหลียนฟางฉิงอย่างทะนุถนอม  พยักหน้าเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เรียบร้อยดี!   ต่อไปก็มิต้องกังวลสิ่งใดแล้ว!”

                  “ไม่มีเรื่องอันใดแล้ว…เช่นนั้นก็ดี!”  อาหญิงสามเห็นอาเจี่ยนพยักหน้าให้   จึงถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “มา เข้าบ้านไปกินอาหารกันเร็ว!  ข้าทำอาหารสำหรับพวกเจ้าเสร็จแล้ว  ยังร้อนๆอยู่ในครัวโน่นแหนะ!”

                  “ดี!  ข้ากำลังหิวอยู่พอดีเลย!” เหลียนฟางโจวคลี่ยิ้ม  ทุกคนต่างเข้าสาวเท้าเข้าไปในบ้าน

                  หลังจากกินอาหารกันไปพักหนึ่ง  อาเจี่ยนก็เอ่ยเสียงเนิบ “ท่านยุ่งวุ่นวายมาทั้งวัน  เย็นนี้คงเหนื่อยมากแล้ว  เช่นไร..ควร รีบกลับเข้าห้องไปพักผ่อนเถิด!  หากมีเรื่องอันใดไว้ค่อยจัดการพรุ่งนี้   คงไม่เสียเวลาเท่าไดหรอก  อาเซ่อ…เจ้าก็ไปพักด้วยนะ!”

                  ยามนี้เหลียนฟางโจวเหนื่อยล้าจริงๆนั่นแหละ  จึงพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม “อุตส่าห์พูดเตือนพวกเรา  ท่านก็เหมือนกัน  เรื่องเมือคืนวาน  ถือว่าข้าโชคดีมากจริงๆ  มิเช่นนั้น…ข้าไม่รู้เลยจริงๆว่าจะมีชะตากรรมเช่นไร  สรุปว่า  ครานี้ต้องขอขอบคุณท่านมากจริงๆ!”

                  เรื่องราวจริงๆเบื้องลึกนั้น  เหลียนฟางโจวและอาเจี่ยนมิได้บอกเล่าในรายละเอียดกับใคร  อาหญิงสามและคนอื่นๆรู้เพียงว่า  เหลียนฟางโจวถูกเฉียวซื่อตีจนสลบแล้วถูกเอาไปขาย  เหลียนเจ๋อรู้ดีว่า  เรื่องจริงๆไม่ใช่แค่นั้น

                  อาเจี่ยนเอ่ยเสียงเรียบรื่น “คำว่า ‘ขอบคุณ’ สองคำนี้   เจ้ารู้หรือไม่ว่าได้กล่าวออกมาหลายหนหลายคราแล้ว   ตั้งแต่ข้ามาอาศัยอยู่ที่นี่เลย   อย่างไรย่อมเป็นเรื่องที่ข้าต้องทำตามหน้าที่อยู่แล้ว   เจ้าอย่าได้เกรงใจไป!”

                  “พี่ใหญ่” เหลียนเจ๋อเอ่ยขึ้นอย่างสลดหดหู่ใจ  “ข้าจะพยามฝึกฝนวรยุทธ์อย่างหนัก ภายภาคหน้า จะได้ปกป้องพี่ใหญ่ได้!”

                  เรื่องที่เกิดในคืนเมื่อวานนี้  กระทบจิตใจของเหลียนเจ๋ออย่างจัง  ทำให้เขาสำนึกได้  หากไม่ใช่เพราะความช่วยเหลือของพี่เจี่ยน  เขาคงไม่มีปัญญาไปง้างปากป้าใหญ่และลุงลี่ให้พูดความจริงออกมาได้    นับประสาอะไรกับการไปช่วยเหลือผู้อื่นเล่า!

                  เป็นคราแรกที่เขาเกลียดตนเองยิ่งนัก  เกลียดการไร้ความสามารถของตัวเอง!   หากวิเคราะห์ให้ถ้วนถี่แล้ว  นั่นเป็นเพราะเขายังไม่แข็งแกร่งเพียงพอ

                  “อาเจี่ยนบอกข้าว่าเจ้าทำได้ดีมาก”  เหลียนฟางโจวยิ้มเอ่ยเสียงนุ่ม “เจ้าโตขึ้นแล้วนะ  พี่ใหญ่รู้สึกเบาใจนัก!”

                  อาเจี่ยนพยายามปลอบโยนเด็กหนุ่ม “เจ้าได้พยายามอย่างเต็มกำลังแล้ว !   ตราบใดที่ยังไม่ยอมถอดใจ   สักวันหนึ่งเจ้าจะกลายเป็นคนที่แข็งแกร่งและน่าเกรงขามเป็นแน่!”

                  เหลียนเจ๋อพยักหน้าแรงๆ “อื้ม”

                  หลังมื้อเย็น  เหลียนฟางโจวอยากไปบ้านสกุลจางลี่  เพื่อนำเงินสำหรับซื้อเมล็ดฝ้ายไปให้   พร้อมทั้งปันเมล็ดถูเต้ากลับมาบางส่วนด้วย

                  ใครจะรู้ว่าพอเธอพูดว่าจะออกไปข้างนอก   เหลียนเจ๋อ เหลียนเช่อ และเหลียนฟางฉิง ต่างโพล่งขึ้นราวกับนัดกันไว้ก่อน  “ข้าจะไปกับท่านด้วย!”

                  เมื่อเห็นดวงตากลมใหญ่ 3 คู่เรืองวาบ  เหลียนฟางโจวจึงยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว  เธอรับรู้ได้ว่าพวกน้องๆห่วงใยเธอยิ่งนัก

                  “เจ้าสองคนอยู่บ้านเถอะ  พี่ใหญ่…ข้าจะไปเป็นเพื่อนท่านเอง   จากนี้ไป  เมื่อใดที่ท่านจะออกไปทำธุระในตอนเย็น  ข้าจะไปเป็นเพื่อนท่านเอง!”  พอเหลียนเจ๋อพูดจบ  ก็หันมากำชับน้องเล็กทั้งสอง  “มีข้าไปก็พอแล้ว  ตอนเย็นไม่อนุญาติให้พวกเจ้าออกไปข้างนอกเด็ดขาด!”

                  เหลียนฟางฉิงและเหลียนเจ๋อร้องคราง   ทว่าก็ไม่กล้ารบเร้าขอออกไปด้วยอีก

                  เหลียนฟางโจวรู้ว่าเหลียนเจ๋อมีปมในใจกับเรื่องที่เขาไม่แข็งแกร่งพอจะช่วยเหลือพี่สาว   หากปล่อยให้เขาได้ลงมือปกป้องเธอด้วยตนเองบ้าง  บางทีเขาอาจรู้สึกดีขึ้น  คิดได้แล้วจึงพยักหน้ายิ้มให้  “เช่นนั้นก็ดี!  ไม่รู้ว่าจะได้เมล็ดถูเต้ากลับมามากหรือไม่!  เจ้าร่างกายแข็งแรง  ก็ช่วยถือให้พี่ด้วยแล้วกัน!”

                  คำพูดนี้ทำให้เหลียนเจ๋อกลับมาฮึกเหิมขึ้นอีกครั้ง   เด็กหนุ่มพยักหน้า  พลางเอ่ยซ้ำแล้วซ้ำเล่า  “พี่ใหญ่วางใจเถิด  ปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้าเอง”

                  “ข้าคงไม่ไปด้วย   ท่านรีบไปเถิดจะได้กลับมาแต่เนิ่นๆ!” อาเจี่ยนเข้าใจเจตนาของเหลียนฟางโจวดี   จึงพยักหน้าเอ่ยขึ้น

                  เหลียนฟางโจวค้อมศีรษะน้อยๆ พลางส่งยิ้มให้  แล้วออกข้างนอกไปกับเหลียนเจ๋อ

                  ครานี้เธอพกเหรียญอีแปะทั้งหมดที่มีอยู่ไปด้วย   ถุงผ้าที่ใส่เงินเหรียญอีแปะนั้นทั้งใหญ่ และหนักอึ้ง

                  เงินเหล่านี้ เตรียมไว้จ่ายค่าเมล็ดพันธุ์ให้กับคนในหมู่บ้าน  เมล็ดพันธุ์ทั้งหมดล้วนเก็บรักษาไว้ที่บ้านของหัวหน้าหมู่บ้านมาเป็นเวลานานแล้ว  รออีกสัก2-3วัน  จึงค่อยไปหาเจ้าหน้าที่ทางการเพื่อจ่ายค่าของ  แล้วขนเมล็ดดังกล่าวกลับมาภายหลัง

                  เมื่อจางลี่เจิ้งเห็นพี่สาวและน้องชายสกุลเหลียนปรากฏตัวขึ้น  จึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “อ้าว… พวกเจ้ามากันแล้วหรือ  ข้าก็ตั้งใจว่าจะไปถามพวกเจ้าอยู่พอดี!”

                  เรื่องที่จะถาม  ย่อมเป็นเรื่องที่หญิงสาวยังอยากได้เมล็ดพันธุ์อยู่อีกหรือไม่!   เพราะเห็นเพิ่งจะเกิดเรื่องใหญ่โตเช่นนั้นมาหยกๆ   จางลี่เจิ้งเป็นผู้ที่มักทำอะไรด้วยความรอบคอบเสมอ  จึงคิดว่าควรต้องไปถามไถ่หญิงสาวดูก่อน  ใครจะรู้เล่าว่าเหลียนฟางโจวจะมาหาถึงบ้าน  เรื่องนี้ทำให้ใจเขาชื่นชมหญิงสาวเพิ่มขึ้นอีกสองส่วนโดยไม่รู้ตัว   เด็กสาวผู้นี้ไม่ว่าจะทำสิ่งใดล้วนไคร่ครวญมาเป็นอย่างดี !  มิหนำซ้ำยังมีปัญญาหลักแหลมและไม่สั่นคลอน   ไม่ว่าสิ่งใดก็มิอาจทำให้นางเปลี่ยนใจได้

                  เหลียนฟางโจวหัวเราะเบาๆ “ข้าก็คิดอยู่ว่าจะมาชี้แจงให้ท่านลุงคลายความกังวลเช่นกัน!  ท่านวางใจเถิดเรื่องที่เคยตกลงกันไว้  ยังเหมือนเดิม  นี่คือเงิน 1,300 อีแปะ ท่านโปรดรับไปก่อน  คอยข้าเข้าเมืองไปแลกเหรียญอีแปะเพิ่มในวันพรุ่งนี้   แล้วพรุ่งนี้ตอนเย็นข้าจะเอาเงินส่วนที่เหลือมาให้กับท่านอีกครา!   เงินหนึ่งในสิบส่วนเป็นของท่าน  ข้าไม่รู้ว่าจะคิดเงินผิดไปหรือไม่”

                  ครั้นแล้วจางลี่เจิ้งพยักหน้าเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เช่นนั้น  พวกเราก็มานับกันอย่างโปร่งใสเถิด  เจ้ารอสักครู่  ข้าจะเป็นฝ่ายนับให้เอง!”  จากนั้นจางลี่เจิ้งก็เริ่มนับเงินแบบออกเสียง  ต่อหน้าเหลียนฟางโจวผู้พี่สาวและเหลียนเจ๋อผู้น้องชาย

                  นับแล้วได้จำนวนครบถ้วนไม่ขาดไม่เกินแม้แต่นิด  ทั้งสองฝ่ายต่างรับรู้ตรงกัน  จางลี่เจิ้งบอกว่าพรุ่งนี้เช้าจะออกไปแจ้งข่าวกับคนในหมู่บ้านให้  เหลียนฟางโจวกล่าวขอบคุณ   และเพื่อเป็นการขอบคุณกับการแจ้งข่าว  เหลียนฟางโจวจึงซื้อเมล็ดถูเต้าไป 40 ชั่ง คิดเป็นเงิน 80 อีแปะ

                  เมื่อจ่ายเงินครบถ้วนแล้ว   พี่สาวและน้องชายต่างพากันขนเมล็ดถูเต้ากลับไป

                  หนิวซื่อมองเงินถุงใหญ่บนฝ่ามือ  พลางเขย่าได้ยินเสียงดังกึ้งกึ้ง  อดเกิดความละโมบขึ้นมาในใจไม่ได้   แม้จะรู้ทั้งรู้ว่านี่คือเงินที่เหลียนฟางโจว  ให้สามีไว้จ่ายค่าซื้อเมล็ดพันธุ์จากคนในหมู่บ้าน  หาใช่เงินของตนเองไม่  ทว่าใครก็ตามพอมีเงินมาตกอยู่ในมือแล้ว  ก็อยากเอาไว้ใช้เสียเอง  ทำให้จู่ๆนางก็รู้สึกอิจฉาขึ้นมา

                  หนิวซื่อซู้ดปาก  แม้ว่าจะรู้สึกอิจฉา  ทว่านางก็ไม่เลอะเลือนแสดงความในใจให้ผู้อื่นล่วงรู้   ตระหนักดีว่าเงินนี้ไม่อาจยักยอกเอาไปได้

                  ทันใดนั้นหนิวซื่อฉุกคิดขึ้นมาได้  พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ตาแก่  เราเอาเมล็ดฝ้ายของบ้านเราไปขายทั้งหมดเลยดีหรือไม่!  ถึงเราจะถูกบังคับให้ทดลองปลูก  ท่านมิสู้เก็บไว้ปลูกสักเล็กน้อยก็พอหรือ?  อย่างไรก็มีมากกว่าหนึ่งพันชั่ง   ก็แค่เก็บไว้สักไม่กี่ชั่งพอให้ไม่เป็นที่ผิดสังเกตุก็ได้นี่!”

                  “เจ้าพูดเรื่องเหลวไหลอันใด!”  จางลี่เจิ้งเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์  “อย่าได้เอานิสัยอยากโกงเพื่อผลประโยชน์เล็กๆน้อยๆของเจ้ามาเปลี่ยนใจข้าเชียวนะ  ข้าขอเตือนเจ้าไว้  หากในภายหน้าเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมา  อย่าได้ต่อว่าข้าที่ไม่เข้าไปช่วยออกรับแทนเจ้าเด็ดขาด!”

                  ด้วยวาจาของเฉียวซื่อที่ได้ยินวันนี้  ทำให้เขารู้สึกตัวขึ้นมา  วันนี้มีคนอย่างเฉียวซื่อ  ใครจะรู้ว่าพรุ่งนี้จะมีจางซื่อ  หลีซื่อ ตามมาด้วยหรือเปล่า?  โชคดีที่เรื่องทำนองนี้นับว่าเป็นครั้งแรก   เรื่องที่เหลียนฟางโจวส่งถ่านมาให้จึงมีคนพูดถึงไม่มากนัก  หากปล่อยให้เรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นมาอีก   กลัวว่าคงไม่อาจหาคำพูดมาแก้ต่างให้กระจ่างได้ง่ายๆแล้ว!

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top