ขนาดตัวอักษร

93.คิดบัญชี 3

 91 Views

                 ลุงสามแซ่จางเอ่ยขึ้น “ในเมื่อเจ้ารู้ว่าผิดแล้ว  ก็สมควรถูกตัดสินโทษ!  ข้าขอลงโทษให้เจ้าคุกเข่านอกศาลบรรพบุรุษหนึ่งวันหนึ่งคืน  และเพื่อให้แน่ใจว่านับจากนี้ไปเจ้าจะไม่ฝ่าฝืนกระทำความผิดอีก  ต่อแต่นี้ไปให้เจ้าทุ่มเทดูแลหลานชายหลานสาวให้ดี  เจ้าเต็มใจหรือไม่?”

                  ผู้หญิงไม่มีสิทธิ์ได้คุกเข่าในศาลบรรพบุรุษ   ทำได้เพียงคุกเข่าที่ลานด้านนอกเท่านั้น  ด้วยสภาพอากาศตอนนี้  การให้คุกเข่าทั้งวันทั้งคืน  คงมิแคล้วต้องประสบความทุกข์ทรมาน  ลุงสามแซ่จางชิงชังจิตใจชั่วร้ายดุจปีศาจของนางนัก  และยิ่งขุ่นเคืองมากขึ้นยามได้ยินนางเรียกตัวเขาเองและพวกพ้องว่าตาแก่ตายยาก   จึงอยากลงทัณฑ์ให้นางรู้ซึ้ง

 

                  ใครจะรู้เล่าว่าพอเฉียวซื่อได้รับฟังโทษทัณฑ์ครานี้   นั่นคือการคุกเข่านอกศาลบรรพบุรุษ  และต้องรับปากว่าจะดูแลเอาใจใส่เหลียนฟางโจวและพี่น้อง  มิให้ขาดตกบกพร่อง  ถ้อยคำเหล่านี้คล้ายหนามแหลมทิ่มแทงใจนางให้เจ็บปวดรวดร้าวนัก

                  เพียงนึกภาพว่าในภายภาคหน้า  เหลียนฟางโจวและเหล่าพี่น้อง จะเที่ยวขอให้นางช่วยเรื่องนั้นเรื่องนี้  จนแทบทุกวันแล้ว  เฉียวซื่อให้รู้สึกคลั่งแค้นจนแทบบ้า!

                  “เด็กพวกนั้นก็มีที่นาเหมือนกัน  มีบ้านให้อยู่เหมือนกัน  พอมีคนนอกมาช่วยเหลือเพียงครั้งครึ่งครั้ง    ฮึ่ม…ถึงกับพากันไปเผาถ่าน!   คนนอกเอาอะไรมาแลกเปลี่ยนเล่าถึงได้รับการปฏิบัติดีตอบเช่นนั้น!   เด็กพวกนั้นก็มีกินมีใช้อยู่แล้ว   ยังมีอะไรไม่พอใจอีกรึ?   ทั้งๆที่พวกมันก็มิได้ขัดสนสิ่งใดอยู่แล้วแท้ๆ   แต่กลับมาสั่งให้ข้าดูแลพวกมันอีกหรือ?  อย่างนี้เรียกว่าอะไรกัน?!   ตัวข้าเองมีบุตรชายที่ต้องเลี้ยงดูและส่งเสียให้เรียน   มีภาระใหญ่กองพะเนินเทินทึกไม่จบไม่สิ้น  ไหนเลยจะมีเวลาว่างมาดูแลลูกชาวบ้านเล่า?  แล้วมีใครหน้าไหนไหม   มาสนใจดูแลข้าบ้าง!”

                  เฉียวซื่อส่งเสียงดังปานฟ้าถล่ม ยามชี้ชวนให้ทุกคนเล็งเห็นถึงภาระอันหนักอึ้งที่นางแบกไว้บนบ่า  แล้วตวัดสายตามาที่เหลียนฟางโจวพลางแค่นเสียง “อันที่จริงข้าเองก็ดูแลนางอยู่แล้วนะ  ทว่าคนบ้านนางหาได้รู้สึกสำนึกบุญคุณที่ข้าหยิบยื่นให้!  ยังกล้าใส่ความเท็จแล้วขุดหลุมหวังให้ข้าโจนลงไปอีก  วางกับดักข้าแท้ๆ !  ฮึ่ม  อย่างน้าแซ่หัวผู้นี้มีอะไรดีนักหรือ?   ข้าอุตส่าห์ลำบากลำบนเจรจาซื้อขายกับน้าแซ่หัวผู้นี้   หวังนำสิ่งดีๆมาให้หลานสาว   ส่งเสริมนางเป็นอนุภรรยาของเศรษฐี   ภายภาคหน้าจะได้กินดีอยู่ดีมีชื่อเสียง  แล้วมีอะไรไม่ดี…ห้ะ!  พวกท่านดูน้ำหน้านังเด็กน่าตายผู้นี้สิ   จะขอบคุณสักคำก็ไม่มี  ตรงกันข้ามกับคอยแต่จะตั้งตัวเป็นศัตรูกับข้า!   มิได้มีสำนึกผิดชอบชั่วดีเอาเสียเลย!”

                  เหลียนฟางโจวถึงกับพูดไม่ออกด้วยความโมโห   ทั้งๆที่ตัวเธอถูกจับไปขายแท้ๆ  กลับกลายเป็นเธอที่ต้องขอบคุณ คนที่จับเธอไปขาย!

                  “ป้าเฉียว!   ไยท่านพูดจาส่งเดชเช่นนั้นเล่า !”  ฮวาจินเต๋ายืนฟังอยู่นานแล้วยังไม่ได้พูดซักคำ   ทว่าพอได้ยินถ้อยคำที่เฉียวซื่อพรั่งพรูออกมา  จึงรีบโพล่งขึ้นทันใด  “อะไรที่ท่านว่าให้เป็นอนุภรรยา   คิดว่าข้ารู้เห็นเป็นใจด้วยรึ?  เป็นเพราะข้าพูดออกมาโดยบังเอิญ  มีคำพูดไหนที่บอกว่าข้าสั่งซื้อเด็กสาวที่ยังไม่ออกเรือน   ท่านนั่นแหละที่กระเหี้ยนกระหือรือจะเอาฟางโจวมาขายให้ข้า   มาตามตื๊อข้า   ยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะว่า  เป็นความประสงค์ของฟางโจว    หลอกจับตัวนางใส่รถม้าของข้า  ตัวข้าเองก็ดันเลินเล่อ  มิได้ถามให้กระจ่างก่อนเสียด้วย   พอกลับถึงคฤหาสน์ถึงเพิ่งรู้ว่าไม่ใช่ดังที่คุยกันไว้!  โธ่…ช่างน่าสงสารนางนัก   แต่ละวันๆ ฟางโจวต้องทำงานหนัก   ใช้จ่ายกระเหม็ดกระแหม่   มีพี่น้องเล็กๆที่ต้องคอยส่งเสียเลี้ยงดู   ไยท่านถึงทำเรื่องพรรคนี้ได้ลงคอ!  นางเป็นหลานแท้ๆของท่านนะ!  โชคดีที่ข้าและนายท่านสกุลหวาง  เราทั้งสองต่างมิชอบเอาเปรียบคน   อันที่จริง  ที่เรายังจับตัวคนไว้  ก็เพื่อพาไปส่งบ้าน!”

                  เฉียวซื่อถึงกับอึ้งกิมกี่ไปทันที!

                  เหลียนฟางโจวไม่คอยให้เฉียวซื่อมีโอกาสแก้ต่าง  จู่ๆก็ร่ำไห้พร่ำพรรณนาออกมา “ฮือๆ…ป้าใหญ่จิตใจช่างโหดเหี้ยมนัก!  คราแรกจับตัวข้าไปขายเป็นทาส  แล้วยังไม่สาแก่ใจ  ยังคิดจะขายน้องๆข้าอีก!  ท่านทำเรื่องต่ำช้ากับพวกเรา  หวังจะให้พวกเราพี่น้องต้องบ้านแตกสาแหรกขาด   ท่านมิกลัวว่าวิญญาณบิดามารดาข้าที่อยู่บนสวรรค์ จะนอนตายตาไม่หลับรึ?   วางแผนขายพวกเราพี่น้องยังไม่พอ   ยังคิดจะฮุบบ้านและที่นาของพวกเราอีก  ช่างเก่งเรื่องฉกฉวยผลประโยชน์ผู้อื่นนัก!  มาหลอกลวงข้าบอกว่า  มีตำแหน่งงานว่างในเมืองเพราะเห็นว่าข้ากำลังหางานรับจ้างทำอยู่   บอกให้ข้าตามน้าฮวาจินเต๋าไป   นี่นะรึงานรับจ้างที่ท่านพูดถึง !”

                  “เหลียนเฉียวซื่อ  เจ้ามีอะไรจะแก้ตัวหรือไม่!”  จางลี่เจิ้งตบโต๊ะน้ำชาดังปัง

                  ขายหลานสาวแท้ๆไปเป็นทาส  ใช้เล่ห์เพทุบายหวังฮุบที่ดินอีก  ฟู่เหรินผู้นี้จิตใจช่างโสมมยิ่งนัก!   มิใช่แค่จางลี่เจิ้งที่เหลืออด  แม้แต่เหล่าผู้อาวุโสก็มีความรู้สึกไม่ต่างกัน  เชื่อว่าเฉียวซื่อสามารถลงมือทำเรื่องพรรคนี้ได้จริงๆ!

                  ไม่ต้องไปถามใครเลย   จากที่เขาเฝ้ามองมาจนถึงบัดนี้  ยามที่สอบสวนนาง  นางก็ยังคงอาละวาดตึงตังไม่เปลี่ยน  เพียงเท่านี้ย่อมรู้ว่าฟู่เหรินผู้นี้หาใช่คนดีไม่!

                  “ข้าไม่ได้ทำ!  ข้าไม่ได้ทำ!” เฉียวซื่อโทสะระเบิดตูม   ร้องลั่น “พวกท่านไม่ยุติธรรมกับข้า!  พวกท่านไม่ให้ความเป็นธรรมกับข้า!  นังหญิงแซ่หัว   เราตกลงกันเช่นนั้นตั้งแต่ทีแรกนะ   เจ้ามาตะบัดสัตย์เล่นงานอีแก่คนนี้เหรอ!  เจ้ามันไม่ตายดีแน่ !”

                  “ทุกท่าน..ฟังดูสิ   คนผู้นี้สติวิปลาสไปแล้ว!”  สีหน้าฮวาจินเต๋าบึ้งตึงทันใด  เอ่ยว่า “ถูกต้อง  แต่ก่อนเราเคยตกลงกันไว้   ทว่าไหนเลยตัวข้าจะรู้ว่าท่านยืมมือข้ามาทำสิ่งชั่วร้าย  เป็นท่านที่หลอกใช้ข้า!  แล้วเงิน 10 ตำลึงของข้าเล่า?  ท่านรีบคืนข้ามาเร็วเข้า!”

                  เฉียวซื่อร้องแว๊ดออกมา “เงิน 10 ตำลึงที่ไหน !  5 ตำลึงต่างหากเล่า !”

                  “ได้ 5 ตำลึงก็ได้  นี่..เจ้าพูดกับปากเองนะ  เอาคืนมาให้ข้าเร็วเข้า!”  ฮวาจินเต๋าพูดต่อ “เงิน 5 ตำลึงเล็กน้อยเท่านี้   ข้าไม่ใส่ใจหรอก  ท่านไม่จำเป็นต้องคืนให้ข้า  เอาไปให้ฟางโจวโน่น!   สงสารนางที่ต้องขวัญเสีย  ถือเป็นค่าทำขวัญก็แล้วกัน!”

                  เหลียนฟางโจวเอ่ยเสียงเบา “ข้ามิอยากได้เงินเหล่านั้น   ข้าขอเพียงคำพูดสั้นๆจากปากป้าใหญ่เพียงหนึ่งคำ!”

                  “เจ้าจะมาขุดหลุมดักให้ข้าโจนลงไปหรือ!  ช่างใจไม้ไส้ระกำนัก   หาดีไม่ได้เลย!” เฉียวซื่อพ่นคำสาบแช่ง

                  อันที่จริงแล้วนางยังไม่ได้จับฮวาจินเต๋ามาไตร่ถามสักคำ  ว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นกับนาง   ทั้งๆที่เมื่อวานตอนค่ำทั้งสองหารือกันมากมาย  จนเข้าใจตรงกัน   แต่ก็ยังเป็นเพียงแนวคิด   ยังไม่ลงรายละเอียดยิบจนเป็นบทพูด   หนำซ้ำมีการตกลงกันไว้ว่า  จะมิมีการหลุดเรื่องจริงออกมาให้คนภายนอกรู้เด็ดขาด   ยามนี้ฮวาจินเต๋าออกโรงปฏิเสธ   เฉียวซื่อถึงกับกระอักแน่นในอก   ไม่อาจหาข้อแก้ตัวได้!

                  ส่วนเหลียนลี่เมื่อเห็นเฉียวซื่อเริ่มจะเปิดปากอีกครั้ง  ก็คิดอยากจะร้องด่าให้นางหุบปากเสีย   ทว่าผู้อาวุโสของหมู่บ้านหันมาเห็นเข้าพอดี   จึงตวัดสายตาเป็นเชิงสั่งให้เขามายืนข้างๆ   เขาไม่มีทางเลือก  จึงจำต้องเชื่อฟัง

                  แต่ถึงอย่างไรยามนี้ตัวเขาสุดจะทนแล้ว   รู้ว่าหากเฉียวซื่อเปิดปากพูดอีกคราจะยิ่งก้าวลงสู่หายนะแน่   เห็นแล้วจึงตวาดสุดเสียง “หุบปากเสีย! นังหญิงเน่าหนอน  เจ้าทำเรื่องพรรคนี้  ช่างไม่เกรงฟ้าดินเลย!”

                  เฉียวซื่อเสียท่าฮวาจินเต๋าก็คับข้องใจจนพูดไม่ออกแล้ว   ซ้ำยังเสียท่าเหลียนฟางโจวจนกระอัก   ในใจครุกรุ่นจนแทบจะพ่นไฟได้   พอมาเจอเหลียนลี่ ไม่เพียงไม่ยืนอยู่ข้างนางแล้ว  ยังมาซ้ำเติมนางเข้าให้อีก   ท่าทางทำเป็นสั่งสอนนาง  เห็นแล้วพาลให้คุ้มคลั่งจริงๆ   จึงชี้หน้าเหลียนลี่ด้วยความน้อยใจด่าเสียงขรม “สารเลว…เจ้ามันตาแก่ตายยาก!   เปิดปากมาแต่ละที   ก็แสร้งทำเป็นพูดจาน่าฟัง   ไยถึงได้เลวอย่างนี้   มีอะไรก็ให้ข้าออกหน้าเองทุกเรื่อง!  แต่พอลับหลัง  เจ้ามันก็อยากได้ไม่น้อยไปกว่าใคร!  ท่านจงเกลียดจงชังนังเด็กน่าตายนี่พอๆกับข้า   ใจจดใจจ่ออยากให้นางไปให้พ้นหูพ้นตานัก   ท่านจะเอาอย่างไรกันแน่!   ท่านเสแสร้งหวังจะฮุบบ้านคนอื่นสบายๆ   แล้วท่านก็เสแสร้งทำเป็นลุงผู้น่านับถือต่อหน้าผู้อาวุโสด้วยใช่หรือไม่!”

                  “นางหญิงน่าตาย  เจ้ามันเสียสติไปแล้วจริงๆ!  พูดแต่เรื่องบ้าบอหาสาระไม่ได้!” เหลียนลี่ทั้งโมโหทั้งหงุดหงิดงุ่นง่าน   รีบปรี่เข้าไปหมายจะซัดเฉียวซื่อ

                  อาเจี่ยนผู้ที่มักนิ่งเฉยมาโดยตลอด  สืบเท้าเข้ามาขวางไว้ทันควัน  เอ่ยเสียงเรียบว่า “อยู่ต่อหน้าเหล่าผู้อาวุโสของหมู่บ้าน   หากลุงเหลียนเอาแต่โมโห  จะทำให้เรื่องลุกลามใหญ่โต !”

                  “มิใช่ธุระกงการอะไรของเจ้า!  เรื่องของครอบครัวข้า ไม่ใช่ให้คนนอกที่มิได้มีนามสกุลเดียวกันเข้ามาสอด เพ้ย !”  เหลียนลี่เอ่ยเสียงดัง พลางถ่มน้ำลายรดพื้น

                  “แล้วถ้าเป็นข้าเล่า  จะเข้ามาสอดได้หรือไม่?”  ลุงห้าแซ่จางแค่นเสียงเย็น รอให้บางคนอารมณ์เย็นลงก่อน แล้วเอ่ยว่า “ไม่ว่านางจะบ้าหรือไม่บ้า   คำพูดจะเป็นตัวบอกเองว่านางบ้าหรือไม่บ้า   พวกเราตาแก่ตายยากหาได้มีสติเลอะเลือนไม่ !   ส่วนเจ้า..จะไม่พอใจอะไร   ก็ขอให้เห็นแก่คนแก่เช่นข้า   จงบอกความจริงมาเสีย  หรือถ้าทำไม่ได้ ก็เงียบไปเสีย!”

                  เหลียนลี่ได้แต่ส่งยิ้มไม่กล้าพูดอันใด   ตวัดสายตามองอาเจี่ยนด้วยความเกลียดชัง   ไม่มีทางเลือกจำต้องล่าถอยไปยืนอีกด้าน   พลางลอบด่าเฉียวซื่อในใจยาวเหยียด

                  เฉียวซื่อส่งเสียงเชอะอย่างดูแคลน  เชิดหน้าถลึงตาใส่เขากลับอย่างชิงชัง  ในใจสาบแช่งยาวเหยียด  ทั้งยังหันไปหาจางลี่เจิ้ง  ชี้หน้าใส่ พลางแค่นเสียง  “อ้อ..ข้าเพิ่งเข้าใจแจ่มแจ้งตอนนี้เอง !  ท่านกับนังเด็กน่าตายนี่เป็นพวกเดียวกัน!   ไม่ใช่ว่าท่านอยากช่วยนาง  จนมาเล่นงานข้าแทบปางตายหรอกรึ !  คนบ้านนั้นส่งถ่านไปให้ท่านทีเป็นกระสอบๆ เลยนี่  ใครเห็นใครก็ดูออก!  ส่วนครอบครัวข้าช่างน่าสงสารนัก  ไม่มีใครส่งอะไรมาให้เลย  ไฉนพวกท่านไม่ไปด่าคนอื่นบ้างล่ะ  เอาแต่รุมข้า  ทุกคนช่างไม่เป็นธรรมกับข้าเลย  คอยแต่จะเหยียบย่ำข้าให้จมดิน !  พระโพธิสัตว์…ท่านจงเบิกเนตรดูเสียให้เต็มตา!  ข้าไม่ได้รับความเป็นธรรม ฮือ.ฮือ!”

                  เฉียวซื่อตะโกนร่ำไห้  ความหมายนั้นชัดเจนยิ่ง  ชัดเจนว่าเหลียนฟางโจวซื้อใจคนสกุลลี่เจิ้ง  หมายจะเล่นงานนาง   ต้องการข่มเหงนาง

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top