ขนาดตัวอักษร

87.เค้นเอาคำตอบ 2

 44 Views

               อาเจี่ยนไม่ลังเลอีกต่อไปแล้ว  พลันได้ยินเสียง “กร๊อบ ดังขึ้น  พบว่าแขนซ้ายของเฉียวซื่อห้อยร่องแร่งไปแล้ว ความเจ็บร้าวพุ่งพรวด  หญิงแก่กรีดร้องออกมาอย่างน่าสงสาร

                  “ท่านจะบอก หรือไม่บอก!”  อาเจี่ยนตะคอกเสียงใส่

                  เมื่อชายหนุ่มเห็นเฉียวซื่อ  ส่งเสียงครางลั่นด้วยความเจ็บปวด  เขาหันขวับไปหาเหลียนเจ๋อ “หาอะไรมาปิดปากนางเสีย!”

                  เหลียนเจ๋อไม่ลังเลแม้แต่น้อย  ฉวยผ้าขี้ริ้วสกปรกบนโต๊ะ  ขยุ้มเป็นก้อน แล้วยัดใส่ปากเฉียวซื่อทันที

 

                  อาเจี่ยนออกแรงบิดเพิ่มขึ้นอีก  แขนอีกข้างของเฉียวซื่อ ส่งเสียงดัง“กร๊อบ” เขาพับแขนทั้งสองข้างของนางไขว้หลัง  และผลักนางคว่ำหน้ากับพื้นกดแรงๆ  รอให้คนตรงหน้าหยุดดิ้นขลุกขลัก  พลางเอ่ยเสียงเยียบเย็นว่า “ท่าน หากจะบอกความจริงให้พยักหน้า  หากไม่บอก ข้าจะหักขาทั้งสองข้างของท่านทิ้งเสีย  หากยังไม่บอกความจริงอีก  ข้าจะหักนิ้วท่านทีละนิ้วๆด้วย!  ไม่เชื่อก็ลองดูได้เลย!”

                  เหลียนลี่เมื่อเห็นภาพเบื้องหน้านั้น  ไหนเลยจะยังยืนทรงตัวอยู่ได้  ร่างทั้งร่างสั่นเทา  แข้งขาอ่อนยวบ  ค่อยๆคุกเข่าช้าๆ  ทรุดลงกับพื้น  เขาอยากอ้อนวอนให้เฉียวซื่อสารภาพออกมาโดยเร็ว  แต่พออ้าปากขึ้นเท่านั้น  ก็พบว่าฟันกระทบกันดังกึกกัก   ปากอ้าๆ หุบๆ ไม่สามารถเปล่งเสียงออกมาได้

                  เฉียวซื่อเจ็บจนน้ำตาซึม   นางทำพลาด นางทำพลาดไปแล้วจริงๆ!

                  ความเจ็บปวดนั้นได้ทวีความรุนแรงถึงขีดสุด   นางไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าคนเราจะเจ็บปวดเจียนตายได้ขนาดนี้

                  ยามนี้  นางเข้าใจว่าความคิดเดิมของนางช่างผิดมหันต์และบ้าบอเพียงใด!  ครานี้นางเชื่อแล้วว่าบุรุษผู้นี้มีวิธีง้างปากนางได้จริงๆ

                  หากเขาคำนึงถึงเหตุผล  เขาจะทำอันใดนางได้  ทว่าพอไม่มีคำว่าเหตุผลอยู่ในมโนสำนึก   นางย่อมต้องได้แต่สารภาพความจริงออกมาเท่านั้น  หมดโอกาสให้นางอ้างหลักการสวยหรูใดๆอีก!

                  ด้วยเพราะนางหาได้อยากทรมานแสนสาหัสอีกต่อไปแล้ว  ซ้ำยังไม่อยากกลายเป็นคนพิการอีกด้วย

                  นางจึงผงกหัวขึ้นมองอาเจี่ยนอย่างกระตือรือร้น   น้ำตาไหลพรากพยักหน้าหงึกหงัก
แต่นี่หาใช่น้ำตาแห่งความสำนึกผิดไม่  หากเป็นเพียงแค่น้ำตาแสดงความเจ็บปวดเท่านั้น!

                  เหลียนเจ๋อก้มตัวลงดึงผ้าออกจากปากป้าใหญ่  รีบเอ่ยอย่างไว  “บอกมาเร็ว!  บอกมาเร็วเข้า!”

                  อาเจี่ยนยังอยู่ในท่าเดิมไม่ขยับตัวแม้นิด   นิ่งตระหง่านคล้ายขุนเขาสูงใหญ่  จ้องหน้าป้าใหญ่เขม็ง   รอให้นางสงบลง และกลับมาหายใจหายคอได้ตามปกติ

                  เฉียวซื่อพยายามแหวะออกมาด้วยความรังเกียจหลายต่อหลายหน  หายใจหอบเอาอากาศเข้าไปก้อนใหญ่   หัวหูเปียกชุ่ม  ทั้งเหงื่อทั้งน้ำตา ไหลปนกันยุ่ง  ขอร้องอ้อนวอนอย่างน่าสงสาร  “ข้าเจ็บจะตายอยู่แล้ว  หยุดทรมานข้าก่อนได้ไหม  เลิกบีบแขนข้าเสียที!”

                  อาเจี่ยนไม่ขยับทำอะไรเลย   ซ้ำยังคงจ้องหน้านางด้วยสายตาเย็นเยียบต่อไป

                  ไม่ต้องถามให้มากความเลย  เขารู้วิธีจัดการกับคนประเภทนี้ดี   ต้องทรมานนางให้เจ็บปวดต่อไปนางจะได้เล่าความจริง   หากนางมีโอกาสกลับมาสู่สภาพปกติเมื่อใด  ในท้องนางคงมีแต่ถ้อยคำหลอกลวงสกปรกพ่นออกมาเท่านั้น

                  เฉียวซื่อหมดหวังเสียแล้ว   นางรู้ตัวแล้วว่าตนเองต้องยอมสารภาพความจริงออกมาก่อน   ไม่เช่นนั้นอาเจี่ยนจะไม่เลิกทรมานนางอย่างแน่นอน   ฉับพลันนั้นนางก็ไม่กล้าต่อรองอีกต่อไป   พยายามสะกดกลั้นความทรมานแสนสาหัสที่ท่วมท้นอยู่   และสารภาพพฤติกรรมร้อยแปดที่ทำร่วมกับฮวาจินเต๋าออกมาจนสิ้นไส้

                  ไม่คอยให้นางเล่าจบ  เหลียนเจ๋อก็คลุ้มคลั่งไปแล้ว ส่งผลให้เส้นเลือดทั่วร่างปูดโปนขึ้นมาทันใด  กำมือแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด  ถลึงตาใส่แทบอยากจะฉีกร่างเฉียวซื่อให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย !

                  “ท่านทำลงไปได้อย่างไร!  ท่านทำ….”  โทสะของเหลียนเจ๋อพุ่งพรวดถึงขีดสุด  จนไม่สามารถเอื้อนเอ่ยถ้อยคำออกมาได้   ชิงชังคนผู้นี้อย่างหาใดเปรียบ  จนไม่รู้ว่าจะบริภาษนางอย่างไรดีให้สาสม

                  “เจ้าว่าอะไรนะ!”  เหลียนลี่ตะลึงงันไปแล้ว   แทบไม่อยากจะเชื่อหูตนเอง   จ้องมองเฉียวซื่อ   ด่าเสียงขรม  “ดีจริงๆ สิ่งที่เจ้าทำ  เจ้าทำกับเด็กสาวที่ยังไม่ออกเรือน  เจ้า..เจ้าทำลงไปได้อย่างไร!  เจ้าช่างขวัญกล้านัก!”

                  เขาไม่คิดเลยว่าเฉียวซื่อจะขวัญกล้าเทียมฟ้าเช่นนี้  แม้ว่าตัวเขาเองจะจงเกลียดจงชังเหลียนฟางโจวและพวกเด็กๆ   แม้ว่าเขาทั้งคู่จะก่นด่าพวกนั้นลับหลังด้วยถ้อยคำเดิมๆอยู่หลายครา  ทว่าเขาไม่เคยคิดว่าจะต้องลงมือทำถึงขั้นนี้

                  อาเจี่ยนลูบหลังลูบไหล่เหลียนเจ๋อ   บอกเป็นนัยให้เขาอดทน   พอรอให้ทุกคนอารมณ์เย็นลงแล้ว   ชายหนุ่มจึงจ้องตาเฉียวซื่อ คาดคั้นอีกว่า “ที่ท่านเล่ามาเป็นความจริงทั้งหมดรึ?   หาได้ปดแม้แต่คำเดียวนะ?”

                  “ไม่!  ไม่เลย! เรื่องจริง!  เป็นเรื่องจริงนะ!”  เฉียวซื่อเริ่มเวียนศีรษะขึ้นมาบ้างแล้ว  สายตาเริ่มพร่ามัวไม่เหมือนเดิม   รู้สึกเพียงแต่ความเจ็บปวดรวดร้าวที่กำลังเอ่อล้นจากทัณฑ์ทรมานนี้  สมองเริ่มมึนงง   รอบตัวเริ่มมืดมัวขึ้นทุกขณะ

                  ความรู้สึกนี้  ปานอยู่ในขุมนรก  ไหนเลยนางจะกล้าปิดบังความจริงแม้สักเศษเสี้ยว

                  อาเจี่ยนเอ่ยเสียงเย็นชา  “ดี  หากเจ้ายังกล้ารับปากส่งเดชอย่างที่ผ่านมา  เจ้าคงรู้ใช่ไหมว่าข้าหมายความว่าอย่างไร”

                  ความหมายก็คือ  หากนางยังไปก่อกรรมทำเข็ญร่วมกับฮวาจินเต๋าให้เขาเห็นอีกละก็  เขาจะใช้ชีวิตลูกชายนางสังเวยคำสาบานนี้!”

                  พอขาดคำเฉียวซื่อมีสีหน้าเจ็บปวดเพิ่มขึ้นโดยพลัน   นางรีบส่งสายตาวิงวอนอาเจี่ยน    ทว่าชายหนุ่มกลับรู้สึกชิงชังนางเหลือจะกล่าว   เฉียวซื่อส่งเสียงร้องครวญคราง  หมอบกระแตกับพื้น   ได้ยินเสียงกระดูกลั่น “กร๊อบ  กร๊อบ”  เสียหลายหน   ชายหนุ่มบิดแขนนางอีก 2-3 ครา  แขนนางที่อยู่ผิดที่ผิดทาง  ก็กลับคืนสู่สภาพปกติ  อาเจี่ยนจงใจสั่งสอนเฉียวซื่อ  ก่อนจะช่วยแก้ไขนางให้ฟื้นกลับมา  ย่อมต้องให้นางทรมานเพิ่มขึ้นอีกสักหน่อย

                  “หากพี่สาวข้ามีอันเป็นไป!  นังหญิงแซ่เฉียว  ข้าจะมาเอาชีวิตเจ้าแน่!   นัยน์ตาแดงก่ำของเหลียนเจ๋อจ้องเฉียวซื่อเขม็ง  แล้วผินกายเร่งรีบไป

                  ส่วนอาเจี่ยนก็ส่งสายตากระด้างเยียบเย็นให้คนทั้งสอง  และผินกายจากไปทันที

                  แขนทั้งสองข้างของเฉียวซื่อยังคงเจ็บและชา   นางไม่กล้าออกแรงแม้แต่นิด  ครั้นเห็นพวกนั้นกลับออกไปแล้ว   ความกล้าจึงกลับคืนมาอีกครั้ง   ค่อยๆพยุงตัวเองจากพื้นลุกขึ้นมานั่งอย่างลำบากยากเย็น  ส่งเสียงคำรามเกรี้ยวกราดออกมา  “นังพี่สาวน่าตายของพวกแกไม่เคยอยูในสายตาข้าอยู่แล้ว  อยากจะขู่อะไรก็ขู่ไป   วันนี้นางแพศยาจะต้องโดนสวรรค์ลงโทษแน่!”

                  “เจ้ามันหญิงชั้นต่ำ!” เหลียนลี่บันดาลโทสะ  ยกมือขึ้น  ตบเปรี้ยงเข้าที่แก้มนางไปทีหนึ่ง  แล้วยกอีกมือหนึ่งตบเข้าให้อีกอย่างกราดเกรี้ยว  “เจ้ากล้าก่อเรื่องลับหลังข้ารึ!”  เจ้า…เจ้าอยากให้ข้าตายจริงๆรึ!”

                  เฉียวซื่อยกมือขึ้นกุมแก้มที่ปวดแสบปวดร้อนดังไฟลน  ร่ำไห้ออกมา   บอกอย่างคนตัดสินใจเด็ดขาดว่า “ท่านไม่เคยบอกให้ข้าฟังหรอกรึว่า  อยากจะขายนังเด็กน่าตายไปให้พ้นๆ  ไม่ให้เป็นเสี้ยนหนามตำใจท่านอีก!  ข้าก็ลงมือทำให้แล้วไง   แล้วท่านกลับมาด่าว่าข้าได้อย่างไร?”

                  เหลียนลี่ถามขึ้น “แล้วเจ้าเรียกสิ่งนี้ว่าอะไรเล่า?  เจ้าไปทำให้ไอ้เด็กคนนั้น  กับไอ้หนุ่มป่าเถื่อนคนนั้นบุกเข้ามาบ้านเราอย่างนั้นหรือ?  เจ้าทำเช่นนี้ไงเล่า  เจ้าถึงได้มีจุดจบเช่นนี้?”

                  เฉียวซื่อได้ฟังถ้อยคำนี้  เข้าใจว่าเขาไม่ได้ตำหนินางในเรื่องขายหลานสาว   แต่กำลังตำหนิที่นางทำอะไรไม่รัดกุม  ทำให้เกิดปัญหาตามมาภายหลัง  นางจึงใจชื้นขึ้นเล็กน้อย  รีบเอ่ยว่า “แล้วจะให้ทำอย่างไรเล่า?   นังฮวาจินเต๋ามันกลัวเสียจนรีบเผ่นเข้าเมืองไปแล้ว!  เฮอะ  ต่อให้พวกนั้นติดตามไปถึง  ข้าวสารก็กลายเป็นข้าวสุกไปแล้ว!  แล้วพวกนั้นจะทำอะไรได้เล่า?  คงได้แต่ยอมรับไปเท่านั้นกระมัง?   เรื่องนี้ไม่เกี่ยวพันกับเกียรติยศชื่อเสียงหรอกรึ?  พวกนั้นมันจะกล้าร้องแรกแหกกระเชอหรือไร?   ยิ่งโวยวายก็ยิ่งทำให้พวกมันขายหน้ามากขึ้นเท่านั้น !”

                  เฉียวซื่อปากก็สบถไม่หยุดขณะที่ค่อยๆตะเกียกตะกายขึ้นจากพื้น   แล้วทรุดนั่งบนเก้าอี้  พลางพิงพนักเก้าอี้อย่างหมดสภาพ

                  เหลียนลี่เหลือบมองนาง  คิ้วขมวดมุ่นพลางครุ่นคิดหนัก  ไม่รู้ว่าจะรับมือกับปัญหาที่จะตามมาอย่างไรดี

    **

                  อาเจี่ยนวิ่งตามเหลียนเจ๋อจนทัน   ชายหนุ่มดึงแขนเหลียนเจ๋อแล้วเอ่ยว่า “พวกเรากลับกันก่อนเถิด”

                  “แต่ว่า….”

                  “กลับไปก่อน  แล้วฟังข้า”  อาเจี่ยนมีสีหน้าจริงจัง เอ่ยย้ำว่า “เจ้าเบาใจเถิด แม้ว่าพวกเขาอยากจะ…   ทว่าหากพวกเขาจะลงมือโดยเร็วที่สุด  อย่างเก่งก็คงเป็นพรุ่งนี้  เรายังพอมีเวลา  ใจเย็นๆ  เจ้าต้องกลับไปก่อน  เชื่อข้า”  อาเจี่ยนใช้น้ำเสียงหนักแน่น  เอ่ยเพื่อให้เด็กหนุ่มมั่นใจว่าพี่สาวของเขาจะไม่เป็นอะไร

                  “ถนนหนทางยามค่ำมืดเดินทางลำบากนัก  เมื่อฮวาจินเต๋ากลับถึงที่พัก  ก็คงเกือบเที่ยงคืนแล้ว  แขกผู้มีเกียรติผู้นั้น  คิดว่าคงเข้านอนไปนานแล้ว   คงยังไม่ลงมือคืนนี้หรอก !”

                  “พี่เจี่ยน!”  เหลียนเจ๋อมีสีหน้าหมองเศร้า  ทันใดนั้นก็คุกเข่าลงตรงหน้าชายหนุ่ม  โขกศีรษะกับพื้น พลางร้องออกมาว่า “ท่านโปรดช่วยพี่สาวข้าด้วย  ขอร้องล่ะ ท่านโปรดช่วยพี่สาวข้าด้วย ฮึก..ฮือ.ฮือ.!”

                  เหลียนเจ๋อร้องไห้โฮออกมาอย่างไม่อาย  ไหล่ทั้งสองข้างสั่นระริกลู่ลง คล้ายใบไม้ที่ปิดปลิวร่วงหล่นยามต้องลมในฤดูใบไม้ร่วง  พยายามฝืนกลั้นเสียงร่ำไห้ครวญครางที่คล้ายแมวร้อง   จนเหลือเพียงเสียงสะอื้นฮัก

                  เด็กหนุ่มไม่เคยประสบพบเจอเรื่องทำนองนี้มาก่อนเลยในชีวิต  ตนเองไม่รู้จริงๆว่าจะทำอย่างไรดี!  ยามนี้เขามีแต่ความสับสนวุ่นวายใจ  รวมทั้งความหวาดหวั่นพรั่นพรึงตีปนกันยุ่งไปหมด  ซ้ำยังสิ้นหวังไร้หนทาง  ไม่รู้จะขับไล่ความรู้สึกเจียนบ้าคลั่งนี้ออกไปจากตัวเขาอย่างไรดี!

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top