ขนาดตัวอักษร

85.ตามหาคนหาย

 45 Views

                เมื่อเวลามาถึงค่อยส่งมอบเด็กสาว  ให้แก่สหายคู่ค้าผู้มียศฐาบรรดาศักดิ์ผู้นั้น   นายท่านผู้นั้นจะเป็นผู้พานางไปจากเมืองยู่เหอเอง  จะเอาเด็กสาวไปเป็นวัวเป็นม้า หรือไปเป็นข้าทาสหรือสาวใช้ใดๆก็แล้วแต่   พวกเขาล้วนไม่เกี่ยวข้องด้วยแล้ว!

                 “คนก็ได้แล้ว  แล้วไหนเล่าเงิน?  จ่ายเงินให้ข้า  แล้วเด็กสาวผู้นี้จะเป็นของท่าน!” พอกล่าวจบ เฉียวซื่อก็ยิ้มออกมา

                  จริงๆแล้ว ต่อให้ไม่ได้เงิน  เพียงแค่ยืมมือคนพวกนั้นกำจัดนังเด็กนี่ไปได้  นางก็สาสมใจแล้ว   ทว่า…หากแถมเงินให้ด้วยย่อมดีกว่าอยู่แล้ว!

 

                  ฮวาจินเต๋าล้วงเงินในถุงใส่เงินส่งให้เฉียวซื่อ  เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “นี่เป็นเงินก้อนใหญ่เชียวนะ!  แล้ววันหน้าท่านอย่าได้กลับคำเสียเล่า!”

                  “วางใจเถิด  ข้าเป็นคนเก่าคนแก่ในหมู่บ้าน  เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่ใครๆต่างก็รู้จัก  ไหนเลยจะกล้ากลับกลอกได้!”  เฉียวซื่อเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

                  “ท่านจะพูดอย่างไรก็สุดแล้วแต่ท่าน  แต่ข้าขอบอกให้ท่านฟังชัดๆ!  ว่าข้าไม่รู้สึกไว้ใจท่านหรอก  หากท่านไม่เอาชีวิตของคนในสกุลเหลียนมาเป็นหลักประกันให้แก่ข้า!”

                  เป็นเพราะว่าคนทั้งสองไม่ได้ทำหนังสือสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรไว้   ประเด็นมันมีอยู่ว่า  ทั้งสองไม่อาจหาคนกลางมาร่างหนังสือสัญญาขายคนไปเป็นทาส ในช่วงเวลากระทันแบบนี้  ดังนั้นจึงตกลงซื้อขายกันด้วยปากเปล่า

                  “นี่คือสิ่งที่ท่านต้องการพูดหรือ!”  เฉียวซื่อได้ยินฮวาจินเต๋ากล่าวเช่นนั้น   พลันใจเต้นกระตุกโดยไม่ทราบสาเหตุ   รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาเล็กน้อย  ทว่านางได้รีบพูดโน้มน้าวซ้ำๆ  รับประกันกับฮวาจินเต๋าเป็นมั่นเป็นเหมาะ เพื่อให้นางเชื่อใจโดยเร็ว   เพราะกลัวว่าเหลียนลี่ผู้สามีจะกลับเข้ามาเห็นเสียก่อน   เรื่องนี้นางต้องไม่ให้เขารู้ความจริงเด็ดขาด  หากไปขอให้เขาให้ร่วมมือด้วย   เกรงว่าอาจเกิดปัญหาตามมา  นางยังสงสัยอยู่เลยว่าเขาจะเห็นดีเห็นงามกับนางหรือไม่!

                  เฉียวซื่อไม่อาจปล่อยเวลาให้ยืดเยื้อต่อไปได้อีก  นางพยายามรับปากรับคำ ให้ความมั่นใจภายใต้สายตาจับผิดของฮวาจินเต๋า  จนอดลอบก่นด่าฮวาจินเต๋าในใจไม่ได้

                  “เช่นนี้ก็นับว่าดี!” ฮวาจินเต๋ารู้สึกโล่งใจขึ้นมาทันที  จึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เช่นนั้น ข้าก็ขอตัวก่อน!”

                  พอกล่าวจบนางก็ให้สาวใช้ตัวเล็กหนึ่งเดียว ออกไปตามคนขับรถม้าที่ซ่อนตัวอยู่ใกล้ๆ   ให้มาช่วยเอาตัวคนขึ้นรถ

                  สำหรับเรื่องนี้  ฮวาจินเต๋าจะหาข้ออ้างบอกญาติที่บ้านเดิมว่า  บังเอิญมีธุระด่วน  ต้องรีบกลับเข้าเมืองในคืนนี้เลย

                  เฉียวซื่อยืนมองรถม้าที่เคลื่อนตัวไกลออกไปอยู่ที่ประตูรั้ว  นางจิกเงินที่อยู่ในปมห่อผ้าแน่น  มุมปากยกยิ้มเยาะหยัน  ขบกรามแน่น   พอตนเองหายตื่นเต้นแล้ว  จึงพึมพำออกมา “นังเด็กน่าตาย  เก่งกาจนักเหรอ?  ครานี้เจ้าไม่รอดแน่!  ข้าจะรอดูหายนะของเจ้าอย่างใจจดใจจ่อเลยทีเดียว !”

                  “มายืนพึมพำอะไรอยู่คนเดียวที่นี่?”

                  จู่ก็มีเสียงโพล่งดังขึ้นมา เฉียวซื่อถึงกับผวา  นางลูบอกป้อยๆ รีบเงยหน้าขึ้น  จึงเห็นเหลียนลี่ผู้สามีเยี่ยมหน้ามามองนางด้วยความฉงน  แล้วเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “นังแก่น่าตาย  ค่ำมืดแล้วมายืนทำอะไรอยู่ตรงนี้  เกือบทำให้ข้าหัวใจวายแล้วรู้หรือไม่เล่า!”

                  “ค่ำมืดดีกดื่นแล้วเจ้ามาทำอะไรที่ลานบ้าน?”  เหลียนลี่สำรวจดูภรรยาด้วยความแปลกใจ

                  “ไม่มีอะไร ไม่มีอะไรทั้งนั้น!” เฉียวซื่อเงยหน้ามองฟ้า  รีบพูดแก้ตัว “คือ… มาดูว่าพรุ่งนี้ท้องฟ้าคงไม่มีเมฆ  ไม่ใช่สิ  วันนี้…ท้องฟ้ามีเมฆครึ้มดำก้อนใหญ่  เกรงว่าพรุ่งนี้ฟ้าคงปิด!”

                  พอเฉียวซื่อกล่าวจบ   จึงรีบหมุนตัวเดินเข้าบ้าน   กำเศษเงินในมือไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว   รีบยัดเงินเข้าไปในอกเสื้ออย่างแนบเนียน

     **

                  ที่บ้านขนาดสองห้องนอน  เหลียนฟางฉิงวิ่งไปดูที่ประตูรั้ว เมียงมองไปนอกรั้วอยู่บ่อยครั้ง  ปากเล็กก็บ่นว่า “ไฉนพี่ใหญ่ยังไม่กลับมาอีก!  ไยถึงไปนานเช่นนี้นะ!”

                  “จริงอย่างที่เจ้าพูด!  ค่ำมีดดึกดื่นป่านนี้แล้ว  เวลาเดินมาตามทาง จะไม่สะดุดหกล้มหรือ?”  อาหญิงสามมองออกไปข้างนอกด้วย

                  “ข้าจะออกไปดูเอง!”  เหลียนเจ๋อเริ่มนั่งไม่ติด  ลุกขึ้นยืนเตรียมเดินออกไป  ไม่รู้ทำไม เขารู้สึกกระวนกระวาย  ใจเต้นรัวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

                  “ข้าไปเป็นเพื่อนเจ้าด้วย!”  อาเจี่ยนโพล่งขึ้น

                  “พวกเจ้าระวังตัวด้วยนะ!”  อาหญิงสามรีบเอาผ้าห่อที่ปลายไม้ฟืน  จุดไฟยื่นให้คนทั้งสอง  เปลวไฟลุกวาบส่องสว่าง

                  เหลียนเจ๋อยื่นมือมารับ.

                  ใครจะรู้เล่าว่า เมื่อพวกเขามุ่งหน้าไปบ้านสกุลจางเพื่อสอบถาม  ทั้งจางลี่เจิ้งและหนิวชี่ถึงกับตกอกตกใจ  รีบเอ่ยขึ้น “ฟางโจว?  นางกลับไปได้สักพักใหญ่แล้วนะ!  บางทีอาจไปแวะบ้านอื่นกระมัง!”

                  ใบหน้าเหลียนเจ๋อพลันซีดเผือด  ส่งยิ้มขอบคุณละล้าละลัง  รีบออกมาจากบ้านจางลี่เจิ้ง

                  “ค่ำมืดป่านนี้แล้ว  พี่ใหญ่ย่อมไม่แวะที่ไหนแน่!  พี่ใหญ่ไม่มีทางหยุดแวะที่ไหนตามลำพังคนเดียว  ในหมู่บ้านนี้ ไม่มีบ้านอื่นที่นางสนิทสนม   ยกเว้นบ้านป้าจาง  นางไม่แวะบ้านอื่นส่งเดชหรอก!”  เหลียนเจ๋อยืนยันหนักแหน่น  สีหน้าสับสนว้าวุ่นใจ

                  อาเจี่ยนตบบ่าปลอบใจเด็กหนุ่มเบาๆ  เอ่ยเสียงอบอุ่นว่า “อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้เลย  เราไปดูที่บ้านป้าจางกันก่อนเถิด!  ไม่แน่ว่าพี่สาวของเจ้าอาจอยู่ที่นั่นก็เป็นได้!”

                  เหลียนเจ๋อไม่มีทางเลือก จำต้องพยักหน้ารับ

                  เมื่อทั้งสองมาถึงบ้านป้าจาง  ก็ยังไม่พบตัวเหลียนฟางโจว   เหลียนเจ๋อเริ่มมีสีหน้าดูไม่ได้   รีบละล่ำละลักพูด “ดึกดื่นป่านนี้แล้ว  พี่ใหญ่ข้าจะไปที่ไหนได้นะ?  หรือจะเกิดเรื่องร้ายกับนางเสียแล้ว !”

                  “โอ! อาเซ่อ อย่าพูดส่งเดชสิ!   หมู่บ้านเราสงบสุขมาตลอด  จะเกิดเรื่องร้ายได้อย่างไร!”  ป้าจางรีบแย้ง

                  อาเจี่ยนอดขมวดคิ้วมุ่นไม่ได้  พลางเอ่ยว่า “ฟางโจว..ไม่ได้บอกไว้ว่าจะแวะบ้านใครอื่นอีก   บางที…นางอาจประสบเหตุไม่คาดฝันก็ได้  ป้าจาง…คงต้องขอให้พวกท่านเป็นธุระช่วยพวกเราแล้ว  ให้ทุกคนแยกย้ายกันออกค้นหา  ไม่ว่าจะพบตัวหรือไม่พบ  อีกสองเค่อ (30 นาที) ค่อยกลับมาเจอกันที่นี่อีกครั้ง”

                  ป้าจางย่อมต้องอาสาเป็นธรรมดา  ครั้นแล้วจึงพยักหน้าเอ่ยว่า “ตกลง! ให้อาจวนรั้งอยู่ที่บ้าน  พวกเราออกไปหากันเถิด!”

                  ทุกคนต่างรีบแยกย้ายกันออกค้นหาด้วยความรวดเร็ว

                  พอใกล้จะครบ 2 เค่อ ลี่ซานเหอได้เข้ามาขวางเหลียนเจ๋อกับอาเจี่ยนไว้  ก่อนที่ทั้งสองจะทันล่วงข้ามธรณีประตูเข้ามา  พลางรีบเอ่ยขึ้น “ที่หมู่บ้านฟากตะวันตก ป้าบ้านสกุลเหยา บอกว่าเห็นป้าใหญ่ดึงตัวเหลียนฟางโจวไปบ้านนาง  ป้าเหยาเห็น—“

                  “ป้าใหญ่!”  เหลียนเจ๋อหน้าเปลี่ยนสีโดยพลัน  “ข้าลืมบ้านป้าใหญ่ไปได้อย่างไร!  นางมาวอแวกับพี่ใหญ่  จะต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ!  พอกล่าวจบก็ขอบคุณหลี่ซานเหอ   ส่งสายตาให้อาเจี่ยน  ทั้งสองจึงรีบเร่งออกไปทันที

                  หลี่ซานเหอวิ่งไล่ตามติดๆมาทางด้านหลัง  แล้วร้องเรียกเสียงดัง “นี่…ค่อยๆพูดค่อยๆจากันนะ  อย่าได้ใจร้อน!  หากต้องการให้บ้านข้าช่วยเหลืออันใด  โปรดบอกมาได้เลย!”  ครอบครัวเหลียนฟางโจวกำลังมีปัญหากับลุงและป้าของตนเอง  ไม่สะดวกนัก  ที่จะให้คนนอกเช้าไปแทรกแซง  ลี่ซานเหอ และภรรยา รวมทั้งบิดามารดา ไม่อยากมีปัญหาขัดแย้งกันเหมือนครั้งก่อน

                  เหลียนเจ๋อหันมาพยักหน้ารับปากเขา  แล้วรีบรุดออกไปทันที

                  ที่บ้านลุงและป้ามีแสงไฟสลัวๆ  เหลียนลี่กับเฉียวซื่อกำลังต้มน้ำเพื่อเตรียมอาบก่อนเข้านอน

                  พลันได้ยินเสียงเคาะประตูหน้าบ้านดังปึงปัง  ทั้งสองต่างสะดุ้งตกใจ

                  สีหน้าเฉียวซื่อส่อแววพิรุธ  วิญญาณนางแทบจะหลุดออกจากร่างไปแล้ว  กำลังคิดว่าจะจัดการกลบเกลื่อนเรื่องค่ำวันนี้ยังไงดี   หากคนทั้งสองมาซักถามโน่นนี่หลายอย่าง  ตัวนางจะต้องปากแข็งเข้าไว้  ยืนยันกระต่ายขาเดียวเท่านั้น  ได้แต่หวังว่าพวกนั้นคงไม่ระแคะระคายอะไร!”

                  มิหนำซ้ำ  เหลียนฟางโจว..นังเด็กนั่นจากไปแล้ว  เจ้าน้องๆพวกนั้นก็เท่ากับขาดเสาหลัก   มิเท่ากับสถานการณ์พลิกกลับให้มีโอกาสฮุบบ้านนั้นต่อหรือ?

                  “ใครน่ะ!”  เหลียนลี่พลันอารมณ์บูด  พลางตะโกนลั่น

                  เหลียนเจ๋อโกรธเกรี้ยว  ไม่ส่งเสียงตอบใดๆ  พลางใช้มือและเท้า ทั้งต่อยทั้งเตะประตูหน้าบ้านโดยแรง

                  “ไอ้ลูกตะพาบตัวไหนวะ  บังอาจมาส่งเสียงอึกทึกเอาตอนดึกดื่นป่านนี้!”  เหลียนลี่โทสะลุกโชนจ้ำพรวดออกมา  ดึงหลักกลอนเปิดประตูเสียงดังปัง  พอเห็นเหลียนเจ๋อและเอาเจี่ยนยืนอยู่  ถึงกับชะงักไป   ได้แต่เก็บความคลั่งแค้นไว้ในใจ  ไม่อาจต่อยคนตรงหน้าได้  ใบหน้าเยียบเย็นตะโกนก้อง  “เหลียนเจ๋อ ข้าไม่นึกเลยว่าเจ้าจะมารยาททรามขึ้นเรื่อยๆเช่นนี้ !  พวกเจ้ามาทำอะไรกันแน่!”

                  ไม่คอยให้เหลียนลี่สบถอะไรต่อ เหลียนเจ๋อกระแทกไหล่เขา  เบี่ยงตัว จ้ำพรวดเข้าไปด้านในทันที

                  เหลียนลี่อยากลากตัวหลานชายกลับมานัก  แต่กลับถูกอาเจี่ยนผลักเบาๆไปด้านหนึ่ง  ขณะที่ตนเองกำลังซวนเซจะล้มอยู่นั้น  อาเจี่ยนก็ก้าวอาดๆตามหลังเหลียนเจ๋อไปแล้ว

                  “เฮ้ย พวกแกมาทำอะไรกั๊น!  ค่ำมืดดึกดื่นแล้ว พรวดพราดเข้ามาในบ้านข้าทำไม?  ไปกินรังแตนที่ไหนกันมาห่ะ !”  เหลียนลี่รีบวิ่งตาม อดประนามด่าว่าแบบไม่หายใจหายคอไม่ได้

 

                  เหลียนเจ๋อกวาดตามองไปรอบหนึ่ง  แต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววเหลียนฟางโจว   ใบหน้าถมึงทึงยืนอยู่กลางห้อง   เด็กหนุ่มสาดประกายสายตาเย็นเยียบใส่คนตรงหน้า  พลางถามขึ้น “พี่สาวข้าล่ะ?  ท่าน…ท่านเอาพี่สาวข้าไปไว้ที่ไหน!”

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top