ขนาดตัวอักษร

80.กล่าวอำลา

 35 Views

                  “ถ้อยคำที่กล่าวเมื่อค่ำวานนี้เป็นเรื่องจริงรึ?”  ชุยฉ้าวซีถามเหลียงฟางโจวด้วยน้ำเสียงกดต่ำ

                  “ถ้อยคำใดหรือ?”  ทั่วทั้งใบหน้าของเหลียนฟางโจวปรากฏแต่ความว่างเปล่า  เขาต้องการคำตอบอะไรกันนะ  เอ่ยขึ้นมาแต่ละทีไม่มีหัวไม่มีหางอย่างนี้?  เขายังไม่สร่างเมาหรอกรึ?

                  “ฮ่า..ฮ่า..ฮ่า!”  ชุยฉ้าวซีหัวเราะออกมา  สีหน้าเบิกบานขึ้น  แล้วจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ข้าเข้าใจแล้ว!  เจ้าไปได้!”

                  “?” เหลียนฟางโจวอึ้งแล้วอึ้งอีก  ทว่าเขาให้เธอไปได้แล้ว  แล้วเธอจะยืนนิ่งเฉยอยู่ทำไม  ครั้นแล้วจึงค้อมศีรษะแล้วกล่าวขอตัว  เดินจากไปพร้อมกับหลี่มามา

                  หลี่มามาถอนหายใจช้าๆ สีหน้าค่อยผ่อนคลายลง

                  เหลียนฟางโจวมาถึงบริเวณสวนหย่อมตามกำหนดเวลา  เธอไม่เห็นตัวซู่จิงเหอเลย  ไม่รู้ว่าไปไหน   จึงเหลือเพียงฟางฉิงอยู่ที่นั่นผู้เดียว

                  เมื่อเห็นเธอมา ฟางฉิงจึงยิ้มแย้มกล่าวทักทายอย่างสุภาพ  สั่งให้สาวใช้ยกอาหารเช้ามา  เอ่ยยิ้มๆ  ”ไม่รู้ว่าเจ้าชอบกินอะไร  เลยเตรียมไว้ให้เจ้าหลายอย่างเชียว!  ส่วนน้องรองและอาเจี่ยนข้าให้คนยกอาหารไปให้พวกเขาแล้ว!  เจ้าสะดวกกินกับข้าที่นี่ด้วยกันไหม!  ข้าสั่งให้คนเตรียมรถม้าไว้แล้ว  หวังว่าคงไม่จุ้นจ้านเรื่องของเจ้ามากเกินไปนะ!”

                  พอกล่าวจบทั้งสองต่างยิ้มให้กัน

                  “เปี๋ยวเจี่ย ท่านช่างลำบากเพื่อข้าเกินไปแล้ว!”  เหลียนฟางโจวเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

                  “อย่าได้พูดเช่นนั้นเลย!” ฟางฉิงโบกไม้โบกมือ  ดึงตัวเหลียนฟางโจวนั่งลง

                  ตรงหน้าคือโต๊ะกลมปูด้วยผ้าพิมพ์ลายฝักถั่ว มีโจ๊กและขนมหวานไม่น้อยกว่าสิบอย่าง  ทั้งยังมีอาหารชนิดอื่นที่เธอไม่รู้จักชื่ออีกมากมาย ภาชนะอาหารทั้งหมดล้วนเป็นชุดกระเบื้องเคลือบขาวลายดอกไม้สี่ฤดู  ช่างดูงดงามปราณีตมาก

                  เหลียนฟางโจวกินโจ๊กข้าวดำไปครึ่งถ้วย  ส่วนฟางฉิงคืบขนมนานาชนิดอย่างละนิดละหน่อยใส่จานให้หญิงสาวได้ลองชิม ได้แก่ ขนมทอดไส้ฟักทองไข่แดง,ขนมเปี๊ยะไส้เกาลัดผสมน้ำดอกตานกุ้ย, แป้งทอดไส้เห็ดฝูหลิง ซาละเปาเสี่ยวหลงเป่าไส้เนื้อไก่ฟ้าสับ และขนมม้วนเนื้อกวางเป๋าซี่ พลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ไม่รู้ว่าฉิงกับเช่อชอบรสอะไรบ้าง ข้าจะให้คนเอาใส่กล่อง2กล่องนำไปให้เด็กๆลองชิมดูนะ!”

นางเชื่อสัญชาติญาณของตนเอง  ว่าเด็กสาวคนนี้จะไม่เบี้ยวหนี้  หายากนักที่ฟางฉิงจะไว้ใจใครง่ายๆ  ไยนางจะต้องทำร้ายความรู้สึกไว้วางใจนี้ด้วยเล่า?

เมื่อเห็นเช่นนั้น  เหลียนฟางโจวจึงส่งยิ้มบาง และไม่เอ่ยถึงเรื่องนี้อีกต่อไป                  ไม่รอให้หญิงสาวพูดจบฟางฉิงทำหน้าดุแล้วเอ่ยตัดบท “หนังสือกู้ยืมอะไรกัน ข้าไว้ใจเจ้า!”
“ขอบคุณเปี๋ยวเจี่ยสำหรับคำอวยพร!”  เหลียนฟางโจวชะงักเล็กน้อย แล้วเอ่ยว่า “เปี๋ยวเจี่ย ข้าควรเก็บหนังสือกู้ยืมไว้…”

ครานี้ฟางฉิงไม่รั้งหญิงสาวไว้อีกต่อไป  ซ้ำยังนำตั๋วเงิน 10,000 ตำลึงมามอบให้หญิงสาวตรวจดู  ซึ่งตัวเงินมีจำนวน 2 ใบ  ญาติผู้พี่นำใส่ซองปิดผนึกให้เรียบร้อยส่งมอบให้เหลียนฟางโจว แล้วจึงเอ่ยว่า “สิ่งนี้ข้าขอมอบให้เจ้า   ไว้รอปีหน้า ข้าอาจไปเยี่ยมเยียนเจ้าที่บ้าน เพื่อจะได้ชื่นชมกับความสำเร็จของเจ้าให้เต็มที่!”

หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จ และบ้วนปากเรียบร้อยแล้ว  เหลียนฟางโจวนั่งพักอีกครู่หนึ่ง จึงเอ่ยขอตัวลากลับ  นี่คือความเอาใจใส่ที่ฟางฉิงมีให้เธอ  เหลียนฟางโจวรู้สึกเป็นการไม่สมควรหากเอ่ย    ปากฏิเสธ  คิดได้ดังนั้นจึงส่งยิ้มขอบคุณให้นาง

                  ฟางฉิงพาหญิงสาวออกมานอกห้อง จนถึงโต๊ะที่ห้องโถง  แล้วชี้กองสิ่งของบนโต๊ะ ที่ห่อไว้ด้วยกล่องแข็งหลายๆใบ พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “นอกจากขนม 2 กล่องนั้น ยังมีแพรพรรณบางส่วน รวมทั้งขนสัตว์ด้วย เจ้าต้องเอาไว้ตัดชุดใส่ฉลองปีใหม่นะ  ข้าไม่รู้ว่าจะให้อะไรเจ้าดี  จึงเตรียมผ้าตัดชุดให้เจ้าไว้สวมใส่ตอนฉลองเทศกาลปีใหม่!”

                  นางกล่าวจบก็รับกล่องยาวสีแดงที่งดงามดูเลอค่าจากมือหลี่มามา  ภายในกล่องตรงหน้าคือผ้าไหมสีแดงสด  สิ่งที่วางอยู่บนผ้ามีปิ่นทองคู่หนึ่ง และปิ่นประดับลวดลายละเอียดซับซ้อน ซึ่งไม่อาจบรรยายรูปทรงได้ฝังมุกและทับทิม ดูอย่างไรก็เป็นของที่มีราคาค่างวดมาก

                  เหลียนฟางโจวตกใจ  ไม่คอยให้อีกฝ่ายเอ่ยปาก  รีบบอกปฏิเสธทันที “เปี๋ยวเจี่ย  ของนี้ดูสูงค่ามากเกินไป  ข้าไม่อาจรับไว้ได้!  อยู่ที่บ้านนอกไม่จำเป็นต้องใส่ของพวกนี้หรอกท่าน!”

                  “นั่นเก็บไว้เป็นชุดเจ้าสาวในภายหน้า!”  ฟางฉิงกล่าวยิ้มแย้ม พอพูดจบก็ปิดฝากล่องแล้วยัดเยียดใส่มือเธอ  ตบหลังมือเธอเบาๆ พลางถอนหายใจ “นี่ไม่ใช่แค่ความหวังดีของข้า  ทั้งยังเป็นความปราถนาดีจากพี่เขยของเจ้าด้วย  เมื่อวานนี้ตอนค่ำ เอ่อ…บ้านข้าทำขายหน้าต่อพวกเจ้าเสียแล้ว !  ซินเอ๋อเป็นคนเจ้าอารมณ์  เจ้าอย่าได้ลดตัวไปถือสาหาความนางเลยนะ!  ของสองสิ่งนี้  ถือว่าแทนคำขอโทษในครั้งนี้!  หากเจ้าไม่เต็มใจรับ  ก็ช่วยนึกถึงความรู้สึกของพวกเราด้วยเถิด!”

                  เหลียนฟางโจวบอกว่านางไม่อาจรับไว้ได้  แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เปี๋ยวเจี่ย  ท่านบอกเองว่าแม่นางซินเอ๋อเป็นคนเจ้าอารมณ์  เห็นได้ชัดว่าถ้อยคำของนางเอ่ยออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ  ข้าจึงไม่มีข้อตำหนินางเลยแม้แต่น้อยนิดจริงๆ!”

                  ฟางฉิงพยายามโน้มน้าวหญิงสาวครั้งแล้วครั้งเล่า  เหลียนฟางโจวยังคงยืนกรานไม่ยอมรับท่าเดียว  ฟางฉิงนึกปลง  ฝืนใจยอมแพ้  แล้วเดินไปส่งเหลียนฟางโจวด้วยตนเอง  “เมื่อมีเวลาเจ้าก็มาเยี่ยมข้าอีกนะ  เอาไว้คราวหน้า  ตอนมาครั้งที่สองก็พาเด็กฉิงและเช่อมาด้วย จะได้คุยกันให้สนุก!”

                  เหลียนฟางโจวย่อมตอบรับอย่างนอบน้อม  กล่าวอำลาฟางฉิงพร้อมด้วยเหลียนเจ๋อและอาเจี่ยน
ฟางฉิงมองดูรถม้าที่แล่นออกไปจนลับตา แล้วเอ่ยด้วยเสียงทรงอำนาจ “กลับ!”  นางหมุนตัวแล้วเดินกลับเข้าจวนไป

                  หลี่มามาประคองแขนข้างหนึ่ง เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แม่นางเหลียนผู้นี้ช่างเป็นคนดีจริงๆ!  รวมทั้งคุณชายเหลียนและคุณชายเจี่ยนด้วยล้วนเป็นคนดีทั้งนั้น!”

                  ฟางฉิงเหลือบมองหลี่มามา คลี่ยิ้ม “ไม่ใช่แค่นั้นหรอก  เผลอๆอาจดีกว่าคนที่เป็นญาติแท้ๆที่บ้านบรรพบุรุษข้าเสียอีก!”

                  หลี่มามาได้แต่ยิ้มไม่ได้เอื้อนเอยคำใดออกมา สักพักก็หัวเราะเบาๆ “ฮูหยินน้อย ท่านช่างเหลือเกินจริงๆ  เอ่ยออกมาโดยไม่ยั้งวาจาเลยแม้แต่น้อย!”

                  ฟางฉิงยิ้มขื่น  “มีอะไรจะต้องปกปิดด้วยเล่า?  ใครๆเขาก็รู้กันทั่ว!  แต่ญาติผู้นี้ของข้าย่อมไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน!”

                  หลี่มามาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “โอ ถึงท่านบอกว่าไม่ธรรมดา  แต่บ่าวกลับเห็นว่าฮูหยินน้อยย่อมเหนือกว่า!”

                  ฟางฉิงเอ่ยเสียงเบา “ในภายภาคหน้าเจ้าจะได้ประจักษ์ว่าข้าพูดถูกต้อง  สิ่งที่ข้ากล่าวออกมาไม่มีทางผิดพลาดแน่นอน!”

                  รถม้าของจวนสุกลซู่ช่างงดงามมีรสนิยมนัก  เวลานั่งทั้งนุ่มทั้งนิ่มและสะดวกสบาย  ม้าที่ลากรถก็เป็นม้าพันธุ์ดี  สารถีขับรถได้นิ่ม  เพียงครึ่งวัน  พอเลิกม่านดู  มองออกไปภายนอก  ก็ให้รู้สึกพึงพอใจที่เห็นภาพวิวคุ้นตา  รถม้าเพิ่งจะเข้ามาในเขตหมู่บ้านได้ไม่นาน

                  คนทั้งสามต่างดีใจยิ่งนัก

                  ส่วนเหลียนเจ๋อเอาแต่คิดคำนึงมาตลอดว่า ตกบ่ายเขาจะขึ้นเขาไปเผาถ่านต่อ!”

                  พอรถม้าเลี้ยวเข้าถนนสายหนึ่ง  ทันใดนั้นเบื้องหน้าพลันได้ยินเสียงเครื่องดนตรีดังแว่วมา เป็นเสียงเป่าแตรประโคมวงใหญ่ รวมทั้งเสียงเครื่องดนตรีอื่นๆอีกหลากหลายแสดงถึงความรื่นเริงเบิกบาน  กำลังจะมีงานวิวาห์ในวันนี้

                  มองไปด้านหน้าพบผู้คนแต่งชุดสีแดงและขาวเต็มไปหมดโดยรถม้าต้องขออนุญาติผ่านฝ่าพวกเขาไป  ดังนั้นสารถีไม่จำเป็นต้องให้เหลียนฟางโจวสั่งเลย  เขาย่อมต้องรีบขับรถม้าไปเลียบชิดทางอีกด้านหนึ่งเพื่อหลีกเลี่ยงขบวนเจ้าสาว

                  เสียงอันอึกทึกรื่นเริงดังยิ่งขึ้นเรื่อยๆ  เป็นการพาขบวนเจ้าสาวไปบ้านเจ้าบ่าว คนในขบวนแต่งกายสีสันสดใสเคลื่อนข้ามาใกล้รถม้าขึ้นเรื่อยๆ  จนเห็นเกี้ยวที่ประดับตกแต่งเป็นสีแดง ข้างหน้ามีชายแต่งกายชุดผู้หญิงอย่างปราณีตอยู่หน้าเกี้ยว  เหลียนฟางโจวนั่งชิดหน้าต่างแล้วชะโงกหัวออกไปทันใด เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เขาแต่งงานวันนี้นี่นา  ข้าเกือบลืมไปเสียแล้ว!”

                  เขาคนนั้นก็คือหยางหวายชาน อดีตคู่หมั้นของเธอนั่นเอง

                  วันนี้เด็กสาวสกุลฮวาแต่งงาน  ก่อนหน้านั้นมารดาและลูกสะใภ้สกุลฮวาต่างพากันตะโกนบอกให้ชาวบ้านทั้งหลายรู้  โดยลูกสะใภ้สกุลฮวาตั้งใจบึ่งมาที่ประตูรั้วบ้านเหลียนฟางโจวโดยเฉพาะ  ด้วยหมายใจจะเยาะเย้ยอีกฝ่าย  แต่กลับถูกเหลียนฟางโจวสะกัดกั้นไว้ไม่ให้เข้าบ้าน

                  เหลียนฟางโจวนั้นนิ่งสงบ  เธอปล่อยให้คนทั้งสกุลของหยางหวายชานถล่มเธอด้วยถ้อยคำเยาะเย้ยถากถางโดยไม่สะทกสะท้านไดๆเลย  แม้ว่าจะรู้สึกหวั่นไหวอยู่บ้างเล็กน้อย  แต่เนื่องจากสกุลทั้งสองฝ่ายได้ประกาศหมั้นกันไปแล้ว  การแต่งงานย่อมจัดขึ้นเป็นธรรมดา  หรือพูดอีกนัยหนึ่งว่า  ในไม่ช้าหยางหวายชานย่อมต้องเข้าพิธีวิวาห์  แล้วเธอจะโศกเศร้าไปเพื่ออะไรกัน?”

                  บรรดาคนสกุลฮวาต่างเบื่อเซ็งกันถ้วนหน้า  ที่เธอไม่มีเวลาว่างมาทะเลาะกับพวกเขา  เพราะเธอต้องรีบหาเงินเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของครอบครัวโดยด่วน

                  “มีอะไรน่าดูตรงไหน อย่าดูนะ พี่ใหญ่!”  สีหน้าเหลียนเจ๋อค่อนข้างขัดเคือง  เมื่อเห็นเหลียนฟางโจวเลิกมุมม่านขึ้นเพื่อดูวิวข้างนอก จึงรีบเอ่ยห้ามขึ้น

     ———————————————————————-

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top