ขนาดตัวอักษร

79.ถูกขวางอีกแล้ว

 50 Views

          “อย่าได้เกรงใจเลย!” อาเจี่ยนส่งยิ้มให้หญิงสาว

             จากนั้นเหลียนฟางโจวจึงพยักหน้ายิ้มให้ “เช่นนั้น  พวกเราแยกกันตรงนี้นะ  น้องรอง…ช่วยดูแลพี่เจี่ยนด้วย  วันนี้เขาดื่มหนักจริงๆ!”

            “วางใจเถิด พี่ใหญ่!” เหลียนเจ๋อเอ่ยขึ้น

             ครั้นแล้วเหลียนฟางโจวจึงเดินแยกจากไปพร้อมฟางฉิงและคนอื่นๆ

            สำหรับเรื่องราวรักๆใคร่ๆที่หอหมิงเย่ว   ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องเสกสรรปั้นแต่งขึ้น   ทั้งเหลียนเจ๋อและอาเจี่ยนเมื่อทั้งสองอยู่กันตามลำพังย่อมรู้สึกกระอักกระอ่วนใจต่อกันเป็นธรรมดา    ดังนั้นเหลียนฟางโจวต้องจึงต้องตามมาชี้แจง  เพื่อคลายความอึดอัดใจต่อหน้าคนทั้งสอง

           ทว่าหลังจากเธอชี้แจงเสร็จสรรพ  ก็หาได้เห็นความโล่งอกโล่งใจปรากฏบนหน้าคนทั้งสองไม่

           ตอนขากลับซู่ซินเอ๋อตั้งใจจะกลับมารถม้าคันเดียวกับชุยฉ้าวซี  ซู่จิงเหอเลยต้องเดือดร้อนนั่งรถม้าไปเป็นเพื่อนกับชายหนุ่มให้   พอพวกเขาลงจากรถม้า  หญิงสาวก็บอกว่าชุยฉ้าวซีเมามากนางไม่วางใจ   จึงต้องขอไปส่งชายหนุ่มให้ถึงที่พักที่เรือนรับรองส่วนตัวด้วย  จึงจะกลับเรือนของตน   ซู่จิงเหอไม่ยอมฟังคำอธิบายใดๆ  รีบลากน้องสาวกลับที่พักของหญิงสาวโดยไว

            ส่วนชุยฉ้าวซีนั้นแท้จริงแล้วหาได้มึนเมาเท่าใดนัก   ทว่ากลับทำท่าทางเหมือนเมามายไม่ได้สติโดยสิ้นเชิง  ชัดเจนว่าเพียงเพื่อสลัดหญิงสาวผู้นี้ออกไปให้พ้นๆ !

            ลำพังแค่เรื่องพยายามมาส่งผู้ชายถึงห้องพักกลางดึก  มันใช่สิ่งที่หญิงสาวที่ยังไม่ออกเรือนสมควรกระทำล่ะหรือ?  ไม่ต้องอ้างถึงว่าเป็นญาติกันเลย  แม้แต่ต่อให้เป็นพี่ชายแท้ๆก็สมควรหลีกเลี่ยง  สิ่งที่จะก่อให้เกิดคำครหาได้

            ดังนั้นจึงเหลือเพียงฟางฉิงและเหลียงฟางโจวเดินกลับที่พักมากันสองคน

            เมื่อเข้ามาในอาณาบริเวณเรือนชั้นใน   ทั้งสองเดินต่อไปอีกสักพักก็เจอทางแยก  ญาติหญิงผู้พี่จึงกล่าวอำลาเหลียนฟางโจวเพื่อแยกกลับเรือนพักของตน

            พอฟางฉิงกลับมาถึงเรือนพักส่วนตัว  หลี่มามาเห็นแล้วจึงรีบมาทักทายด้วยรอยยิ้ม  “ฮูหยินน้อยกลับมาแล้ว!”  โดยมีสาวใช้ชื่อฉ่วงหลิงและฉ่วงซิว รอผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ให้เจ้านายอยู่  ขณะที่สองสาวใช้เกือบจะแต่งกายให้นายหญิงเสร็จแล้ว   ซู่จิงเหอที่เพิ่งกลับมาจากข้างนอกก็ผลุนผลันเข้ามาในห้อง  ซ้ำปากก็ยังบ่นพึมพำไม่หยุดด้วย

             ฟางฉิงเหลือบมองสามี ส่งยิ้มให้ “ส่งเสร็จแล้วหรือ?”

            “อืม…ก็ทุลักทุเลพอดูล่ะ!”  ซู่จิงเหอยิ้มอย่างเหนื่อยหน่าย

             เขานั่งลงข้างๆฟางฉิง พลางถอนหายใจเบาๆ  “เด็กคนนี้ช่างหลงไหลหัวปักหัวปำนัก!  ก่อนนั้นข้าคิดอยากให้นางแต่งออกไป  ถึงกับเคยขอหมิ่นจีไม่ให้มาที่จวนเราสักพัก เพื่อที่ข้าจะได้จัดการเรื่องนี้ให้จบๆไป  เป็นการตัดไฟเสียแต่ต้นลม!”

             ระหว่างที่เจ้านายทั้งสองคนกำลังปรับทุกข์อยู่นั้น  หลี่มามาได้ส่งสายตาเป็นสัญญาณให้บรรดาสาวรับใช้ทั้งหลายออกไปจากห้อง

              ฟางฉิงหัวเราะขึ้นเบาๆ  “แล้วท่านคิดบ้างหรือไม่ว่า  ไอ้สักพักของท่านนั้น มันนานเท่าใด?  แล้วท่านพร้อมจะให้เขามาหาท่านที่จวนได้อีกเมื่อไร!    ยามนี้หากไม่มีเรื่องสำคัญ  ข้าคิดว่าเขาก็คงจะไม่มาแน่!”

             ซู่จิงเหอเงยหน้าขึ้น ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยว่า “ที่เจ้าพูดเช่นนี้มันจริงรึ!” พลางพูดต่ออย่างไม่สบายใจ “เด็กคนนี้สมควรแต่งงานได้แล้ว  หากปล่อยไว้อีกไม่นาน ข้าเกรงว่าจะเกิดเรื่องอื้อฉาวขึ้น!”

              “จะเอาอย่างนั้นหรือ!  นางย่อมไม่พอใจแน่   จะมีพ่อแม่ที่ไหนกล้าขับไล่ไสส่งนางให้แต่งงานออกไปเล่า?  ทว่าหากยึดถือความพอใจของนางเป็นหลัก  จะมีใครหน้าไหนกล้าเข้าใกล้หมิ่นจีเล่า?”  ฟางฉิงค้อนตาใส่เขา

             ซู่จิงเหอพยายามคิดหาทางออกทุกทาง  อดบ่นพึมพำออกมาไม่ได้ “ไม่มีวิธีอื่นใดอีกแล้วหรือ?”

             “ให้หมิ่นจีรับนางมาเป็นภรรยาเอกไหม!” ฟางฉิงจ้องตาเขาแล้วเอื้อนเอ่ยออกมา

             “ใช่แล้ว  ไยข้าไม่คิดถึงวิธีนี้มาก่อนนะ!”  ซู่จิงเหอเริ่มยิ้มได้  เขาปรบมือดังๆพลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ให้หมิ่นจีรับนางเป็นภรรยา  นางจะได้ไม่อกหักตรอมใจไงเล่า!”

              พอกล่าวจบ ก็เอ่ยต่อว่า “หมิ่นจีเจ้าหนุ่มผู้นั้น ช่างเลือกจะตายไป  เกรงว่าจะหาภรรรยาที่ถูกใจได้ก็ยากเต็มที!  ถึงเจ้าจะกล่าวเช่นนั้น  หรือต่อให้ข้าไม่ได้โอ้อวด  แต่ซินเอ๋อของเราก็นับว่าดีเลิศอยู่นะ  ไม่ว่าจะมองมุมไหนทั้งรูปร่างหน้าตา ทั้งสกุลรุนชาติ ดูแล้วก็เหมาะสมกับหมิ่นจีมากมิใช่รึ?  และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ  นางยอมตายแน่ถ้าหากไม่ได้แต่งให้หมิ่นจี!  แล้วเหตุใดหมิ่นจีถึงไม่รักนางตอบบ้างนะ?”

             ฟางฉิงฟังแล้วจึงขยายความให้กระจ่าง “แหม..โชคดีจริงที่ท่านก็เป็นบุรุษคนหนึ่ง  ความจริงธรรมดาสามัญเช่นนั้น  ตัวท่านไม่เข้าใจหรอกรึ!  บุรุษผู้นี้หาใช่คนมักมากไม่  ยิ่งมีใครไปหลงไหลคลั่งไคล้เขาอย่างไม่ลืมหูลืมตาเท่าใด   เขาจะยิ่งเบื่อหน่ายและไม่สนใจเอาเท่านั้น!  ยิ่งไปตามตื๊อเขามากๆ   มีแต่จะโดนเขาด่าว่าทำร้ายจิตใจเอา !  ซินเอ๋อคงได้รับแต่ความผิดหวังเสียใจไม่จบไม่สิ้นไปจนตายนั่นแหละ!”

             ซู๋จินเหอคล้ายขยับปากจะพูด  แต่ก็ไม่พูดออกมา  สายตาที่จ้องมองฟางฉิงดูแปลกๆ

             “ท่านคิดเหมือนที่ข้าคิดหรือไม่?”  ฟางฉิงไม่ทันสังเกตุใบหน้าของสามีที่ดูแปลกๆไป

              ส่วนซู่จิงเหอกลับบังเกิดความน้อยอกน้อยใจขึ้นมา  หัวใจของเขาครานี้ห่อเหี่ยวและเปราะบางนัก   ในที่สุดก็อดเอ่ยออกมาไม่ได้  “ที่พูดออกมานั้น.. เจ้าคิดเช่นนั้นจริงๆหรือ?”

             “คิดอะไรรึ?”

             “ที่บอกว่าบุรุษ….เอ่อชอบมักมาก..คำๆนี้”

              “ข้าไม่ได้คิดว่า  มันจะเป็นเพราะสาเหตุนี้เสมอไปหรอกนะ!”

               “นั่นแหละ…ในอดีตเจ้ากับข้า….เจ้า..เจ้ายังคง…คิดเช่นนั้นอยู่อีกรึ?” ซู่จิงเหอครางออกมาด้วยความเจ็บปวดใจ

                ฟางฉิงตะลึงงัน  นางไม่คิดว่าคำที่นางบังเอิญหลุดออกไป จะแทงใจดำเขาเข้าอย่างจัง  นางพยายามฝืนกลั้นหัวเราะไว้  พลางส่ายหัวแล้วเอ่ยว่า “ท่านไม่เหมือนกับคนอื่นหรอก”

                “?”  ซู่จิงเหอพลันแช่มชื่นขึ้น  เริ่มสนอกสนใจขึ้นมาทันใด  ชายหนุ่มรีบมายืนแนบชิดอยู่ข้างนาง  พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แล้วไม่เหมือนกันอย่างไรเล่า?”

               ซู่จิงเหอไม่เพียงสนใจขึ้นมา  ทั้งยังปลอดโปร่งใจสบายใจขึ้นด้วย  เพราะในสายตาของภรรยาเขา  เขาย่อมแตกต่างจากผู้อื่นอย่างแน่นอน!

               ฟางฉิงสบตาเขาพลางหัวเราะออกมา  “ท่านก็เป็นคนประเภทนั้นเหมือนกันนั่นแหละ  ท่านถึงได้ประสาทเสียเวลาที่ข้าพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาไงเล่า   เสียใจด้วยนะที่ท่านให้ข้าพูดออกมา ฮ่าฮ่าฮ่า!”

              ใบหน้าอันหล่อเหลาของซู่จิงเหอแตกเป็นเสี่ยงๆในทันใด   จับจ้องฟางฉิงด้วยแววตาขื่นขมระทมใจ “กล้าล้อสามีคนนี้เล่นรึ  เจ้าช่างกล้ามากนะ!  ประเดี๋ยวข้าจะจัดการกับเจ้าแน่!”

              ใบหน้าของฟางฉิงเห่อร้อน  ผลักใบหน้าเขาออกห่างเบาๆ  ซู่จิงเหอรู้สึกคันยุบยิบในใจ   อดไม่ได้ต้องกอดนางไว้ในอ้อมอกแกร่ง  กระซิบคำสองแง่สองง่ามกองใหญ่ใส่หูภรรยา  จนใบหน้าของฟางฉิงแดงก่ำ  ดวงตาฉ่ำน้ำคู่นั้นถึงกับเบิกกว้าง

               ซู่จิงเหอเห็นภรรยาแสดงออกอย่างน่ารักน่าหลงไหลเช่นนั้น  ถึงกับทำอะไรไม่ถูก  ได้แต่จุมพิตแก้มทั้งสองของหญิงสาวอย่างหมั่นเขี้ยว  แล้วกระซิบข้างหูนางเบาๆ  “ข้าไปอาบน้ำก่อนนะ  เจ้ากลับห้องนอนไปรอข้าเสียดีๆ…”

              เช้าวันรุ่งขึ้น  เหลียนฟางโจวรีบลุกจากที่นอนแต่ไก่โห่  โดยมีสาวรับใช้รอท่าปรณนิบัติพร้อมอยู่แล้ว  จริงๆแล้วหญิงรับใช้คอยอยู่ข้างนอกก่อนหน้านั้นแล้ว  ทันทีที่ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวภายในห้องจึงเข้ามาแล้วทักทาย  “เหลียนกูเหนียงตื่นแต่เช้าเลย!”  ชวนหญิงสาวคุยอย่างเป็นกันเองระหว่างปรณนิบัติให้อาบน้ำร้อน  ทั้งยังเตรียมเกลือขัดผิวสำหรับขัดตัวให้พร้อม

              เหลียนฟางโจวไม่ได้เรียกให้นางปรณนิบัติ  เธอกวักน้ำล้างหน้าล้างตา  และขอบคุณสาวรับใช้   จากนั้นจึงจัดการกับตัวเองอย่างคล่องแคล่วด้วยรอยยิ้ม  สาวรับใช้เห็นเหลียนฟางโจวทำอะไรด้วยตนเอง  จึงได้แต่ยิ้มยืนคอยอยู่ข้างหนึ่ง แล้วชวนเธอคุยไปเรื่อยๆ

              จากนั้นหลี่มามาพาเหลียนฟางโจวออกจากห้องพัก  ทั้งสองต่างเดินกันไปพลางสนทนากันไปพลาง  ไม่คิดว่าจู่ๆชุยฉ้าวซีจะหาญกล้าโผล่พรวดเข้ามาขวางทางเดินของพวกนางทันใด

             หลี่มามาตกใจกลัวจนใจเต้นโลดถึงคอหอย  แข้งขาสั่นเทาจนเกือบจะเซล้ม ไฉน คุณชายผู้นี้ต้องทำอะไรอย่างนี้ด้วย!

             จริงๆแล้วตอนเมื่อวานเย็นก็เกิดเหตุการณ์คล้ายๆกันนี้กับหลี่มามาไปทีหนึ่งแล้ว  แม้ว่านางจะยังไม่กระจ่างแจ้งในจุดประสงค์นัก  ทว่านางย่อมได้ยินซู่จิงเหอ และฟางฉิงคู่สามีภรรยาเอ่ยออกมาหลายต่อหลายครั้ง

             ในความคิดของนางบุคคลผู้นี้เริ่มประพฤติตัวคล้ายภูตผีขึ้นไปทุกขณะ  นางเองเริ่มกลั่นกรองเรื่องได้บ้างแล้ว  ทั้งยังเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้บางส่วน   อย่างน้อยคงไม่ผิดไปจากที่นางคิดไปสักเท่าไร

            เหลียนฟางโจวนั้นก็เป็นผู้หนึ่งที่ตกใจเหมือนกัน   คนผู้นี้จริงเลยๆ   อยากจะพูดอะไรกับเธอนักหนากันนะ!

 

          ชุยฉ้าวซีส่งสายตาเป็นสัญญาณให้หลี่มามา   พลางบุ้ยใบ้ไปข้างๆเล็กน้อย   ฝ่ายหลี่มามาทำอะไรไม่ได้  จำต้องย่อกายคำนับแล้วล่าถอยไปหลายก้าว ออกไปยืนเงียบๆ

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top