ขนาดตัวอักษร

77.งิ้วที่หอหมิงเย่ว 1

 36 Views

                  เหลียนฟางโจวกับหลี่มามาปลีกตัวเดินจากมา  ทันได้ยินวาจาที่พรั่งพรูของ    ซู่ซินเอ๋อ ในใจเธอแอบรู้สึกสงสารหญิงสาวผู้นี้  จากที่เห็นหญิงสาวดูท่าจะคลั่งไคล้หลงไหลชุยฉ้าวซี่ยิ่งนัก  ทว่าการกระทำเช่นนี้ของนาง  ไม่ต้องพูดถึงในยุคโบราณเลย  แม้ในโลกยุคปัจจุบันก็คงไม่มีบุรุษคนไหนทนได้!

                  เธอเห็นความรู้สึกอึดอัดคับข้องใจของฝ่ายชาย   ชุยฉ้าวซีผู้นี้กำลังเหมือนถูกกักขังไปไหนไม่ได้ขึ้นทุกขณะ

 

                  ชุยฉ้าวซีเห็นซู่ซินเอ๋อเจื้อยแจ้วไม่หยุด  ในใจเริ่มยากจะทานทนไหว  ยามที่เขาอยู่ที่จวนของตนเอง  เขาทำตัวคล้ายว่าเป็นเทพเซียน  ไม่เคยต้องคอยนึกถึงคนอื่น  ไม่เคยต้องอดทนอดกลั้นกับผู้อื่น  และครานี้เขาไม่อยากต้องฝืนทนอีกต่อไปแล้ว

                  “!” ชุยฉ้าวซีเริ่มกระแอมไอขึ้นสองครั้งเพื่อขัดจังหวะซู่ซินเอ๋อ  ไม่รอให้นางพูดพร่ำต่อ   ชายหนุ่มรีบเอ่ยขัดว่า “เอ่อ ข้ารู้สึกเหนื่อยล้าขึ้นมาเล็กน้อย  คงต้องกลับไปพักที่ห้องสักหน่อยแล้ว  เจ้าก็ควรกลับได้แล้ว!  ข้าคงต้องขอตัวก่อน ไปละนะ!”

                  พอกล่าวจบชายหนุ่มก็วิ่งหนีออกไปทันที

                  ทิ้งให้ซูซินเอ๋อกวักมือและตะโกนเรียกชุยฉ้าวซีอยู่ 2-3 ครั้ง  “นี่!”  ไหนเลยชายหนุ่มจะสนใจฟัง?  ซู่ซินเอ๋อเลยทำอะไรไม่ได้  ได้แต่น้อยอกน้อยใจ   พลันกระทืบเท้าแรงๆสองสามที  แล้วเดินจากไปอย่างเซื่องซึมเหงาหงอย

                  ตอนหัวค่ำมีนัดเลี้ยงต้อนรับพวกเหลียนฟางโจวที่หอหมิงเย่ว  ชุยฉ้าวซี  ซู่จิงเหอ และซู่ซินเอ๋อไปถึงสถานที่นัดหมายก่อน  ตามมาด้วยฟางฉิง เหลียนฟางโจวผู้พี่  เหลียนเจ๋อผู้น้อง และอาเจี่ยน

                  เนื่องจากซู่จิงเหอและฟางฉิงวันนี้ไม่กินมื้อค่ำกับนายท่านซู่ และฮูหยินซู่ที่จวน  จึงต้องแจ้งเหตุผลแก่คนทั้งสอง   ทำให้ไม่สามารถปิดบังความจริงจากซู่ซินเอ๋อได้  แน่นอนว่าหญิงสาวขอตามไปด้วยตามคาด   และทั้งซู่จิงเหอและฟางฉิงไม่สามารถหาทางบ่ายเบี่ยงได้

                  นับว่ายังเคราะห์ดี   ยามที่ซู่ซินเอ๋อออกมานอกจวน นางจะเพิ่มความยับยั้งชั่งใจมากขึ้นเล็กน้อย   มิหนำซ้ำชุยฉ้าวซียังเตือนนางไว้ล่วงหน้าแล้วว่า  ไม่อนุญาติให้นางทำตัวใกล้ชิดเขาเวลาอยู่ข้างนอกด้วย   แต่ถึงอย่างไรซู่ซินเอ๋อก็ไม่อาจบังคับสายตา และแขนขาของนางเองได้อยู่ดี

                  ฟางฉิง  เหลียนฟางโจว เหลียนเจ๋อ และอาเจี่ยนมาถึงหอหมิงเย่วแล้ว   โดยมีซู่จิงเหอ ชุยฉ้าวซี และซู่ซินเอ๋อยืนรอรับอยู่ด้วยกัน   เจ้านายทุกคน รวมไปถึงบ่าวรับใช้ทั้งชายและหญิงเมื่อเห็นอีกกลุ่มมาถึงแล้ว   ทุกคนต่างรวมตัวกัน และพากันเดินตรงเข้าไปในตัวตึกพร้อมๆกัน  โดยต่างคุยกันไปพลาง หัวเราะกันไปพลาง  ก่อนจะขึ้นไปยังชั้นสองอันเป็นที่ตั้งของห้องรับรองส่วนตัวที่จองเอาไว้เป็นอันดับต่อไป

                  ซู่ซินเอ๋อเมื่อหันไปเห็นเหลียนฟางโจวแล้ว  ทำให้นึกถึงเรื่องเมื่อตอนกลางวันได้ทันที  เวลานั้นนางเห็นชุยฉ้าวซีจ้องมองเหลียนฟางโจวด้วยดวงตาเหม่อลอย   นางยังคิดอยู่เลยว่าจะคาดคั้นถามเปี๋ยวเกอให้กระจ่างในภายหลังให้ได้!

                  ผู้หญิงคนนี้กล้าดีอย่างไรมาพูดคุยกับเปี๋ยวเกอของนางโดยไม่ได้รับอนุญาติ!

                  “เจ้าเป็นใคร?  เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร? ”  ซู่ซินเอ๋อโกรธเกรี้ยวขึ้นทันใด  ดวงตาจ้องเหลียนฟางโจวเขม็งอย่างดุร้าย

                  เหลียนฟางโจวรู้สึกกระอักกระอ่วนใจโดยไม่ทราบสาเหตุ  ส่วนเหลียนเจ๋อและอาเจี่ยนก็ชะงักตามไปด้วย  ฟางฉิงรีบบีบมือเหลียนฟางโจวเบาๆเพื่อปลอบใจ   ส่วนชุยฉ้าวซีพลันสีหน้ามืดครึ้มลง

                  “ซินเอ๋อ! พูดอะไรน่ะ!” ซู่จิงเหอทำหน้าดุจ้องตาซูซินเอ๋อ แล้วเอ่ยว่า “นี้คือญาติผู้น้องชายหญิงของพี่สะใภ้เจ้า  ไม่มีกฏข้อใดห้ามนี่  ว่าไม่ให้ติดตามมา!”

                  ซู่ซินเอ๋อไม่เพียงไม่ยับยั้งชั่งใจ  กลับเหยียดริมฝีปากด้วยความรังเกียจอย่างไม่ปิดบัง  เอ่ยว่า “อ้อ ที่แท้ก็เป็นแค่ญาติข้างพี่สะใภ้ ! จริงๆแล้ว สกุลซู่ของเราหาได้มีญาติประเภทนี้ไม่!”

                  “ซินเอ๋อ!” ซู่จิงเหอผู้ซึ่งตอนนี้ใบหน้าเครียดขมึงตวาดออกมา

                  ฟางฉิงส่งสายตาเป็นสัญญาณให้เขา   แย้มยิ้มขึ้น แล้วเอ่ยกับซู่ซินเอ๋อ “พี่สะใภ้เจ้าก็เป็นคนบ้านนอกคอกนาไม่ประสีประสา  คงไม่อาจเทียบเทียมกับเจ้าได้เช่นกัน!”

                  ความหมายลึกๆก็คือญาติของข้าไม่อาจเทียบเทียมกับญาติของเจ้า  แต่ถึงอย่างไรนั่นคือญาติของข้า  และข้าก็เป็นพี่สะใภ้เจ้าด้วย

                  ซู่ซินเอ๋ออึ้งงัน   ใบหน้าพลันขึ้นสีแดงเป็นริ้วๆ รีบละล่ำละลักพูดแก้ตัวด้วยรอยยิ้มว่า “พี่สะใภ้ท่านย่อมรู้จักข้าดี  ข้าหาได้หมายความเช่นนั้นไม่!  ข้า..ข้าไม่ได้ดูหมิ่นท่านนะ…”

                  อีกฝ่ายยิ้มบางเบา “พี่สะใภ้รู้ว่าเจ้าเป็นเด็กสาวที่เถรตรง  ซ้ำยังมักพูดจาหุนหันพลันแล่น!  เอ้า..มัวมายืนนิ่งกันอยู่ตรงนี้ทำไม  ตรงนี้ไม่มีอะไรให้กินนะ!  พวกเราขึ้นไปข้างบนกันก่อนเถิด!  ฟางโจว  อาเซ่อ อาเจี่ยน ไปกันเถิด!”

                  ฟางฉิงหันไปยิ้มขอโทษกับคนทั้งสาม

                  โดยปกติแล้วซู่ซินเอ๋อควรคบค้าสมาคมเป็นเพื่อนกับเหลียนฟางโจว  แต่การณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น  ซูซินเอ๋อช่างเป็นคนเจ้าอารมณ์อะไรเช่นนี้?  แม้แต่นายท่านซู่และฮูหยินซู่ยังไม่อาจปรามนางได้!  หากบังคับให้นางขอโทษขึ้นมา  คงจะยิ่งทำให้ทุกคนๆวางหน้าไม่ถูกเข้าไปใหญ่

                  จุดนี้ลำพัง ฟางฉิง ซู่จิงเหอ และชุยฉ้าวซีต่างกระจ่างแจ้งแก่ใจดี  ทว่าเหลียนฟางโจวและอีกสองคนเพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรก

                  เมื่อซู่ซินเอ๋อก่อเรื่องขึ้นมา  สีหน้าชุยฉ้าวซีจึงยับยู่ยี่จนแทบดูไม่ได้  คืนนี้ตกลงกันไปแล้วว่าให้เขาเป็นเจ้ามือเลี้ยงอาหารค่ำ   ทว่าซู่ซินเอ๋อกลับแสดงท่าทีร้ายกาจโจ่งแจ้งเช่นนี้  ช่างไม่ไว้หน้าเขาเลย!

                  นี่มันเกิดอะไรขึ้น?   กลายเป็นว่าเขาอุตส่าห์วางตัวเป็นเจ้ามือเลี้ยงอาหารค่ำ  หรือวางตัวเองให้ผู้คนเกลียดชังกันแน่?

                  “ฮ่าฮ่าฮ่า…ไป กันเถิด  ขึ้นไปข้างบนกันได้แล้ว!”  ซู่จิงเหอหัวเราะฝืดเฝื่อนเต็มที

                  เหลียนฟางโจวรู้สึกอึดอัดใจยิ่งนัก  คนที่เป็นฝ่ายเลี้ยงต้อนรับก็คือชุยฉ้าวซี  หากพวกเขาสามคนเกิดขอตัวกลับขึ้นมาดื้อๆ  แล้วปล่อยให้ชุยฉ้าวซีหน้าแตก  ฟางฉิงคงทำหน้าไม่ถูกไปด้วยเป็นแน่

                  เหลียนฟางโจวยามนี้กระจ่างแจ้งแก่ใจแล้วว่า  ซู่ซินเอ๋อช่างเป็นคนที่ไม่เข้าใจอะไรเลยจริงๆ   เด็กสาวผู้ทรงเสน่ห์ผู้นี้ทั้งเจ้าอารมณ์ ทั้งไร้เหตุผล  ซ้ำยังดึงดันไม่สนใจสถานการณ์รอบตัวโดยสิ้นเชิง   แม้ยามนี้ทั้ง ซู่จิงเหอและฟางฉิงพยายามปล่อยผ่าน  ไม่เอาเรื่องเอาราวนางไปก่อน   แต่ใครจะรู้เล่าว่าครั้งหน้านางจะก่อเรื่องอะไรขึ้นมาอีก!

                  หากชุยฉ้าวซีหลุดจากความวิตกกังวลที่ครอบงำอยู่ในตอนนี้ได้  แล้วเกิดหันมาเห็นสายตาของพวกเธอเข้า  คงจะเข้ามาช่วยพูดโน้มน้าวเด็กสาวให้สักสองสามประโยค   แต่ไม่นับว่าดีนัก  เพราะอาจจะเป็นการเอาไม้ไปแหย่รังแตนให้มันอาละวาดมากขึ้นไปอีก   เรื่องคงไม่อาจสงบลงได้ง่ายๆ!

                  จะกลับ หรือไม่กลับดี   ถึงฝืนอยู่ต่อ  บรรยากาศครานี้ก็ไม่ดีแล้ว!

                  แล้วควรทำเช่นไรดี?

                  เหลียนฟางโจวฉุกคิดขึ้นมาได้  เธอจงใจส่งเสียงร้อง “อ๊ะ” แล้วเอียงตัวไปทางด้านอาเจี่ยน  อาเจี่ยนรีบยื่นมือมาโอบประคองตัวเธอไว้  พลางเอ่ยด้วยความเป็นห่วงเป็นใย “ท่านเป็นอย่างไรบ้าง?”

                  “เจ้าเป็นอะไรไหม?”  ชุยฉ้าวซีอดปรายตามองมืออาเจี่ยนที่กุมอยู่บนมือเหลียนฟางโจวไม่ได้  ตาของเขาพร่าไปชั่วครู่   ขณะรีบถามขึ้นจากทางด้านหลัง

                  “ข้าสบายดี  พอดีเดินไม่ระวังไปหน่อย  เลยเท้าพลิก!”  เหลียนฟางโจวยิ้มขอโทษ  ฉวยโอกาสที่ผู้คนยังตกตะลึงอยู่  หันไปมองชุยฉ้าวซีแวบหนึ่ง

                  “พี่ใหญ่ ข้ากับอาเจี่ยนจะช่วยประคองท่านนะ!”  ชุยฉ้าวซีนิ่งอึ้ง   จากนั้นตัวเขาโดนเหลียนเจ๋อผลักให้ออกห่าง  ชายหนุ่มจึงฟื้นคืนสติ  แล้วเคลื่อนกายมายืนข้างๆแทน

                  “เป็นข้าที่ไม่ระวังตัวเอง  เรื่องเล็กน้อยน่ะ  ประเดี๋ยวคงดีขึ้น  พวกเราเดินกันต่อเถิด!”  เหลียนฟางโจวยิ้มให้กับทุกคน

                  ซู่ซินเอ๋อเห็นอาเจี่ยนยื่นมือเข้าประคองเหลียนฟางโจวแบบสนิทชิดเชื้อเช่นนั้น  นางอดยกยิ้มคล้ายดอกไม้เบ่งบานออกมาไม่ได้   เพื่อที่จะประจบเอาใจพี่สะใภ้  นางจึงยอมส่งยิ้มให้เหลียนฟางโจว  “เจ้าไม่เป็นอะไรจริงๆหรือ?  ให้ท่านหมอมาดูดีไหม?”

                  “ใช่!  ประเดี๋ยวตัวข้าจะให้คนไปเชิญหมอมา!”  ซู่จิงเหอได้ยินซู่ซินเอ๋อออกปากเช่นนั้น   พลันรู้สึกคล้ายว่าตนเองมีลูกคนโตที่นำพาความปลื้มอกปลื้มใจมาให้  น้องสาวของเขาช่างเป็นคนที่มรรยาทดีเป็นที่หนึ่งเลย!  ครั้นแล้วจึงหันไปมองภรรยาด้วยสายตาเอาอกเอาใจ

                  ฟางฉิงต้องพยายามฝืนกลั้นไม่ให้ชีพจรของตนเองเดือดปุดๆมากไปกว่านี้  พี่ชายและน้องสาวคู่นี้ช่างสมกับเป็นพี่น้องท้องเดียวกันยิ่งนัก  อะไรกันเนี่ย!  คนเขาแค่เท้าพลิก  พวกเจ้าพูดออกมาได้ว่าต้องพาไปหาหมอ  ถามคนอื่นเขาดูหรือยังว่าเขาเห็นด้วยไหม?

                  โชคดี  ที่ตอนนี้ฟางโจวกลับมายืนได้เป็นปกติแล้ว!  มิเช่นนั้นทุกคนคงไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี?

                  ฟางฉิงลอบมองเหลียนฟางโจว  ยอมรับในใจเงียบๆว่า เด็กสาวผู้นี้ ช่างเป็นคนฉลาด มากไหวพริบจริงๆ!

                  ซ้ำยังเป็นผู้ที่มีปฏิภาณ ปัญญาดี  เข้าใจดึงสถานการณ์ภาพรวมให้มาอยู่ในกำมือของตนเองเพียงคนเดียว  การจะทำเช่นนี้ได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย!

                  “ข้าไม่เป็นไร  พักสักครู่ก็คงดีขึ้น!  จงอย่าได้วุ่นวายเดือดร้อนไปเลย! ”  เหลียนฟางโจวแย้มยิ้ม

                  ซู่จิงเหอทำท่าอยากจะพูดอะไรต่อ  ฟางฉิงจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม  “ฟางโจวหาใช่คนนอกไม่  นางบอกว่าไม่จำเป็น  ก็ไม่ต้องทำอันใดหรอก!  ฟางโจว  หากเจ้าต้องการอะไรขึ้นมา  เจ้าก็เอ่ยออกมาได้เลย  อย่าได้เกรงใจไปนะ!”

                  เมื่อฟางฉิงและเหลียนฟางโจวประสานสายตากัน  ต่างก็เข้าใจสิ่งที่อยู่ในใจของกันและกันทันที

                  เหลียนฟางโจวพยักหน้ายิ้มให้  คล้อยตามเห็นด้วยกับอีกฝ่าย

                  ด้วยเหตุนี้ทุกคนต่างพากันเดินขึ้นไปชั้นบน  บันไดทางขึ้นของที่นี่ค่อนข้างแคบ จึงไม่สะดวกนักที่จะเดินเรียงแถวหน้ากระดานขึ้นไปพร้อมกันสามคน  เหลียนเจ๋อจึงรั้งเดินอยู่ด้านหลังพี่สาว  ปล่อยให้อาเจี่ยนพยุงเหลียนฟางโจวเดินอยู่ด้านหน้ากันสองต่อสอง

                  เมื่อชุยฉ้าวซีเห็นภาพนั้น ยิ่งทำให้จิตใจของเขาหม่นหมองลงไปอีก

                  สักครู่หนึ่งคนทั้งหมดก็เข้าไปในห้องรับประทานอาหาร  ทุกคนนั่งลงบนเก้าอี้ที่พิงกับผนังด้านขวา   เสี่ยวเอ้อยืนคอยรินน้ำชารอท่าอยู่  ถามขึ้นว่าจะรับอาหารหรือยัง  ชุยฉ้าวซีพยักหน้า โบกมือเป็นสัญญาณ  แล้วทำสีหน้าร่าเริงทักทายคนที่นั่งอยู่ข้างๆทั้งซ้ายและขวา

 

                  ซู่ซินเอ๋อเดินตามชุยฉ้าวซีมาติดๆ   หมายใจอยากให้ชุยฉ้าวซีนั่งลง  แล้วนางจะได้นั่งลงข้างๆเขาดังที่ใจนึกไว้  ทว่าชุยฉ้าวซีกลับยืนหันหน้า หันหลังคุยทักทายกับคนอื่นๆไปทั่ว  ไม่ยอมหาที่นั่งเสียที

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top