ขนาดตัวอักษร

76.ญาติผู้พี่ ญาติผู้น้อง

 47 Views

                  ครั้นแล้วชุยฉ้าวซีจึงถามขึ้น “เอาเป็นว่า  เจ้าคิดเรื่องปลูกฝ้ายดีแล้วใช่หรือไม่?  เรื่องนี้เป็นความคิดของบิดามารดาเจ้ารึ? ไยพวกเขาถึงไม่มาด้วยเล่า? พวกเขาวางใจจนปล่อยเจ้าและน้องชายออกมาตะลอนข้างนอกกันสองคนรึ? “  สำหรับตัวอาเจี่ยนนั้น  ชายหนุ่มจงใจข้ามไปเสีย ไม่พูดถึง

                  เหลียนฟางโจวชักสีหน้าขึ้นมาทันใด  ทว่าชุยฉ้าวซีกลับทำเป็นไม่สนใจ  เอ่ยขึ้น “เจ้าไม่คิดบ้างหรือว่า  ข้าเองก็อยากลองทำดูบ้าง”

 

                  ในใต้หล้านี้มีคนประเภทที่ชอบเอาบาดแผลแห่งเคราะห์กรรมตนเองเผยให้ผู้อื่นดูเพื่อเรียกร้องความสงสารและเห็นใจ  ทว่าก็ยังมีคนอีกบางประเภทที่ไม่ยอมรับความสงสารและความช่วยเหลือเหล่านั้น  เมื่อไดก็ตามที่พบว่าตนเองเจอปัญหาเข้าแล้ว  ก็จะรีบแก้ไขให้ลุล่วงไปด้วยดีด้วยมือของตนเอง

                  เหลียนฟางโจวนั้นจัดเป็นคนประเภทหลังอย่างไม่ต้องสงสัย  ดังนั้นเธอจึงไม่ยอมตอบคำถามของชุยฉ้าวซี

                  ชุยฉ้าวซีไม่ใช่คนที่ชอบลงลึกในรายละเอียดอยู่แล้ว  หลายคำถามที่เขาเอ่ยถามเหลียนฟางโจว  ถามออกมาแล้วแต่จะนึกออก  แม้หญิงสาวไม่ยอมตอบ  เขาหาได้ใส่ใจไม่  พลางส่งยิ้มแล้วเอ่ยขึ้น “เงิน 10,000 ตำลึงพอใช้หรือไม่?  หากไม่พอ..”

                  “พอ!”  เหลียนฟางโจวไม่รอให้เขากล่าวจบประโยค  รีบโพล่งทะลุกลางปล้องขึ้นมา   ครั้นแล้วจึงปรับสีหน้าให้ดูเป็นมิตรมากขึ้น  พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพ “เอ่อ..เงินนี้  ถูกนำไปใช้ในหลายเรื่อง เช่น ซื้อที่ดิน จ้างคนงาน ซื้อเมล็ดพันธุ์ และอื่นๆจิปาถะ  ตัวข้าเองได้คำนวนมาอย่างละเอียดถี่ถ้วนดีแล้ว  เงิน 10,000 ตำลึงนี้นับว่าครอบคลุมทุกอย่างพอดี”

                  ชุยฉ้าวซีพอได้ยินคำพูดของนางเช่นนั้น พาลให้รู้สึกหงุดหงิดในใจ  เมื่อตระหนักว่าคำถามของเขาออกจะลำเส้นเกินไปหน่อย  ใบหน้าเขาพลันเห่อร้อน  รอยยิ้มจืดเจื่อน พูดเสียงอึกอัก “ข้า…ข้าหาได้หมายความเช่นนั้นไม่  เจ้าอย่าได้เข้าใจข้าผิด!”

                  เหลียนฟางโจวเมื่อเห็นดังนั้น  เลยไม่รู้จะพูดอะไรต่อดี  ตรงกันข้ามเธอกลับรู้สึกใจคอไม่ดีขึ้นมา  ครั้นแล้วจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ข้าหาได้เข้าใจท่านผิดไม่  ข้ารู้ว่าท่านมีเจตนาดี   แต่ข้าคงต้องขอปฏิเสธ  และขอรับเพียงน้ำใจท่านไว้เท่านั้น!”

                  “ได้!” ชุยฉ้าวซีค่อยรู้สึกสบายใจขึ้น  ครุ่นคิดสักครู่แล้วจึงเอ่ยว่า “จ้างคนมาทำงานไม่นับว่าเป็นความคิดที่ดีนัก  เจ้าควรใช้วิธีหาซื้อคนที่ขยันขันแข็งประเภทหนักเอาเบาสู้และซื่อสัตย์มาสักหลายคนหน่อย  แล้วให้เขามาเป็นทาส  โดยเราถือสัญญาไถ่ตัวไว้ในมือ  ถือว่าปลอดภัยรัดกุมกว่าวิธีอื่น”

                  เหลียนฟางโจวทำหน้าตรึกตรองดู แล้วจึงส่งยิ้มให้ “ที่ท่านพูดมานับว่ามีเหตุผลดี  ข้าจะลองใคร่ครวญดูอีกที!”

                  แม้ว่าเธอจะมั่นใจอย่างแน่นอนว่า ภายในสองสามปีข้างหน้า   ฝ้ายจะกลายเป็นพืชที่ได้รับการส่งเสริมให้เพาะปลูกกันอย่างแพร่หลาย  ทว่าหากสามารถรักษาช่วงเวลาแห่งความได้เปรียบ ให้ยาวนานขึ้นอีกนิดเท่าที่จะทำได้   เธอก็อยากจะลองพากเพียรสู้ดูสักตั้ง  ดังนั้นเรื่องเทคนิคกรรมวิธีในการเพาะปลูก  รวมถึงรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ  เป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่เธอต้องเก็บเป็นความลับสุดยอดให้ได้

                  ชุยฉ้าวซีครั้นได้ยินหญิงสาวยอมรับฟังความคิดเห็นของเขาแล้ว   ใจพลันรู้สึกแช่มชื่นขึ้นมาทันที  เขารีบฉีกยิ้มเตรียมจะบอกหญิงสาวว่าเขาสามารถช่วยนางหาคนงานได้   ใครจะรู้ว่าซู่ซินเอ๋อไม่รู้ว่าโผล่มาจากไหน  ร้องเรียกชายหนุ่มเสียงดังด้วยความดีใจแกมประหลาดใจ  “เปี๋ยวเกอ!” แล้วรีบปรี่เข้ามาขัดจังหวะ

                  เมื่อเหลียนฟางโจวเพ่งมองตามเสียง  จึงเห็นเด็กสาวหน้าตางดงามแต่งกายด้วยเสื้อที่มีแขนไม่กว้างนัก ประดับประดาด้วยผ้าลายกุหลาบสีสด ซึ่งนำมาประดับบนรองเท้าด้วย  สวมกระโปรงจับจีบรอบตัวสีเหลืองนวล  เป็นภาพหญิงสาวอ่อนวัยที่ดูงดงาม อ่อนหวาน และน่ารักน่าใคร่นัก   นางมีดวงตากลมโตแวววาวเจิดจ้า  กำลังแย้มยิ้มด้วยความดีใจ สายตาของนางจับจ้องเพียงชุยฉ้าวซีเท่านั้น  ตั้งแต่แรกเด็กสาวผู้มาใหม่หาได้รับรู้ถึงความมีตัวตนของเหลียนฟางโจวเลยแม้แต่น้อย

                  เมื่อเห็นดังนั้นแล้วเหลียนฟางโจวจึงฟื้นคืนจากภวังค์ แล้วรีบก้าวถอยหลังออกไปยืนหลบมุมเงียบๆ

                  เด็กสาวคนนั้นเปิดปากร้องเรียก “เปี๋ยวเกอ!” ความรู้สึกของนางนั้นไม่ต้องหาคำบรรยายใดๆเลย  ในดวงตานางมีแต่ชุยฉ้าวซีเท่านั้น  โดยหาได้ปิดบังความรักใคร่ไหลหลงที่นางมีต่อบุรุษรูปงามสง่าตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย  ทำให้เหลียนฟางโจวเห็นแล้ว  นึกอยากแว่บหายตัวไปเสียเดี๋ยวนี้นัก

                  “หยุดอยู่ตรงนั้น!”  ชุยฉ้าวซีพูดออกมาช้าๆ  คิ้วขมวดขึ้นเล็กน้อย  เตรียมตัวจะเผ่นหนีแล้ว  “เจ้ามีธุระอันใดกับข้ารึ?”

                  เวลาซู่ซินเอ๋อเห็นชุยฉ้าวซี  ดวงตาของนางจะปักตรึงอยู่กับภาพของชายหนุ่ม ไม่สามารถเคลื่อนไปไหนได้อีก  แม้จะได้รับการตอบสนองอย่างไร้เยื่อใยจากเขา  ผู้ซึ่งดูคล้ายกำลังกล้ำกลืนฝืนทนอยู่   นางก็ปฏิเสธที่จะสนใจให้ตนเองฟุ้งซ่าน  ความดีอกดีใจอย่างบ้าคลั่งฉายชัดบนดวงตาของนาง   พลางเผยรอยยิ้มอันอ่อนหวานหยดย้อย  “เปี๋ยวเกอ  ท่านไปอยู่ที่ใดมา  ข้าตามหาท่านไปทุกที่เลยนะ!”

                  อารมณ์ที่กำลังเบิกบานอยู่ดีๆของชุยฉ้าวซีพลันคล้ายว่าตกวูบลงจากยอดเหวทันใด  ญาติผู้น้องคนนี้เป็นคนที่จัดการได้ยากมาก  คล้ายว่านางฟังแต่ความคิดของตนเองเท่านั้น  คำพูดคำแนะนำของผู้อื่นที่ว่าไว้อย่างกระจ่างแจ้ง หรือที่ดีที่งามนางแทบไม่ได้สำเนียกรับรู้เอาเลย!

                  พอคิดขึ้นมาทำให้เขาไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี  แต่ไหนแต่ไร พอนางเห็นตัวเขาเมื่อใดนางจะรีบปรี่เข้ามากอดกระชากลากแขนเขาเมื่อนั้น  โดยตัวเขาเองไม่อาจวิ่งหนีได้ทัน  ชุยฉ้าวซีพยายามหาทางหลบเลี่ยงด้วยเกรงกลัวคำครหา  อีกทั้งอับอายด้วย   บางครั้งเขาก็พยายามตะล่อมบอกนางอย่างนุ่มนวล  ให้นางทิ้งระยะให้ห่าง  เพราะเกรงจะส่งผลกระทบถึงชื่อเสียงของนางเอง   ใครจะรู้เล่าว่าเด็กสาวผู้นี้หาได้เข้าใจนัยของคำพูดนั้นเลยสักนิดไม่   ตรงกันข้ามนางไม่ได้รังเกียจคำครหานินทาไดๆเลย!  นางไม่รังเกียจก็จริง  แต่เขารังเกียจ!

                  ทันทีที่ได้ฟังซู่ซินเอ๋อพูดจบ  ชุยฉ้าวซีแทบจะพ่นลมออกจมูกด้วยความฉุนเฉียว

                  เด็กสาวผู้นี้เป็นคนไม่มีเหตุผล  หากเขาไม่พูดอะไรเป็นการขัดตาทัพไว้ก่อน   ประเดี๋ยวนางจะต้องวิ่งมาเกาะแขนเขาอีก   เขาจึงต้องส่งยิ้มเป็นทัพหน้าแล้วร้องออกมาว่า ‘หยุดอยู่ตรงนั้น!’   ทำแบบนี้แล้วนางจะหยุดฟังเขาแต่โดยดี

                  บางทีชุยฉ้าวซีอาจไม่ทันสังเกตุว่า   ไม่ว่าเมื่อไร หากเป็นคำพูดของเขา  ซู่ซินเอ๋อจะรับฟังโดยดีทุกครั้ง

                  เหลียนฟางโจวเมื่อเห็นแล้ว ยิ่งรู้สึกว่าเธอไม่จำเป็นต้องอยู่ตรงนี้อีกต่อไป  ครั้นแล้วจึง ค่อยๆเคลื่อนกายไปหาหลี่มามา พลางยิ้มให้แล้วพูดขึ้น “ท่านป้า พวกเราไปกันเถิด!”

                  “ได้”  หลี่มามาแย้มยิ้ม แต่พอดูรูปการแล้ว คิดว่าคงดูน่าเกลียดนัก  หากพวกนางปลีกตัวจากไปเฉยๆ  ครั้นแล้วหลี่มามาจึงเดินตรงไปย่อตัวคำนับ พลางเอ่ยคำพูดออกมา “นายหญิงน้อย  คุณชาย  เหล่าหนูขอตัวก่อน!”

                  เหลียนฟางโจวไม่ได้เอื้อนเอ่ยอันใด  เพียงรออาศัยติดตามหลี่มามาไปด้วยเท่านั้น

                  ซู่ซินเอ๋อนั้นไม่ได้แม้แต่จะปรายตามองหลี่มามาเลย  ส่วนซุยเฉ่าซีดวงตาเขาจับจ้องเหลียนฟางโจวอย่างนึกเสียดาย   กำลังจะขยับปากเพื่อรั้งตัวนางไว้  แต่พอสำนึกได้ว่าซู่ซินเอ๋ออยู่ที่นี่  จึงเปลี่ยนใจ  ครั้นแล้วจึงพยักหน้าพร้อมกล่าวว่า “พวกเจ้า ไปก่อนเถิด!”

                  เมื่อมองตามสายตาของชุยฉ้าวซี  ซู่ซินเอ๋อจึงมองเห็นเหลียนฟางโจวเข้า  ดวงตาของสาวงามเบิกกว้างขึ้นทันใด   ใจเต็มไปด้วยความรู้สึกหวาดระแวง  ถามขึ้น “เจ้าเป็นใคร?  ไฉนข้าถึงไม่เคยเห็นเจ้ามาก่อน?”

                  หญิงสาวทั้งหลายไม่ว่าจะมาจากสกุลใหญ่หรือเล็ก  ซู่ซินเอ๋อล้วนรู้จักทั้งสิ้น  ไม่ใช่เพื่ออะไรหรอก  เพียงเพื่อกันพวกนางไม่ให้เข้ามาใกล้ชิดชุยฉ้าวซีเท่านั้น

                  แต่ก่อนแต่ไรเวลาที่ชุยฉ้าวซีมาเยือนจวนสกุลซู่  สาวใหญ่และสาวน้อยทั้งหลายมีผู้ใดบ้างไม่ตื่นเต้น  ลำพังแอบเก็บเอาไปฝันถือว่าไม่เท่าไร  ทว่าหากได้เห็นตัวจริงเป็นอาหารตาก็นับว่าโชคดียิ่งนัก!

                  หากผู้ใดได้รับมอบหมายให้ดูแลคุณชาย ในเรือนพักส่วนตัว  เพียงแค่ได้ช่วยทำความสะอาดห้องพักของคุณชาย  ก็แทบจะปลาบปลื้มใจจนนอนไม่หลับอยู่แล้ว!  ไม่ต้องพูดถึงหากได้รับคำสั่งให้คอยชงชา หรือรินน้ำชา

                  ทว่าไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใด  เมื่อไดก็ตามที่บรรดาสาวใช้ปรนิบัติรับใช้คุณชายผู้เป็นญาติของสกุลซู่ ต่อหน้านายหญิงน้อย  จะต้องโดนนางสั่งลงโทษทุกครั้ง  หากสาวใช้คนใดใจกล้าแอบลอบมองคุณชาย  แล้วนายหญิงน้อยเกิดรู้เข้า  ถึงกับโดนนางลงโทษกรีดหน้าเอาเลยทีเดียว!

                  ครานี้ชุยฉ้าวซีมาเยือนจวนสกุลซู่อีกครั้ง  สาวใช้วัยละอ่อนที่คอยอยู่รับใช้ใกล้ชิด  ได้เปลี่ยนไปกลายเป็นหญิงมีอายุและน่าตาขี้เหร่ดูไม่ได้  ตัวชุยฉ้าวซีเองแทบทนมองไม่ไหว  ต้องไล่พวกนางกลับไป!

                  สำหรับการมาแอบเฝ้าดูคุณชายอย่างลับๆ  มีเพียงสตรีที่ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วเท่านั้น  ถึงจะกล้า!   พวกนางต้องดูเอาเองว่าอยากจะเห็นของสวยๆงามๆ หรืออยากจะรักษาชีวิตตนเองไว้  ซึ่งแน่ล่ะ… แต่ละคนย่อมรู้แน่ว่า พวกนางควรเลือกทางไหนดี

                  เรื่องพวกนี้ชุยฉ้าวซีพอจะรู้มาบ้างแต่ยังไม่แน่ใจนัก           ดังนั้นเขาจึงยิ่งขุ่นเคืองซู่ซินเอ๋อมากขึ้น  เขาหาใช่สมบัติส่วนตัวของใครไม่  การกระทำของนางเยี่ยงนี้ทำให้เขาเดือดเนื้อร้อนใจมากนัก!

                  “เจ้ามีอะไรจะถามข้ามิใช่หรือ?  ไหนลองเล่ามาสิ!”  ชุยฉ้าวซีเห็นว่าซู่ซินเอ๋อกำลังชะเง้อมองหาตัวเหลียนฟางโจว  จึงรีบพูดเบี่ยงเบนความสนใจ

                  ซู่ซินเอ๋อวางเรื่องเหลียนฟางโจวลงทันที  สบตาชุยฉ้าวซีที่กำลังพูดกับนาง  ใช่…เขากำลังพูดกับนาง  ใบหน้าของหญิงสาวพลันแดงระเรื่อ  เอ่ยเสียงไพเราะอ่อนหวาน “หืม  ข้าไม่มีเรื่องอันใดหรอก คือ อยากจะถามไถ่เพื่อให้เปี๋ยวเกอพูดคุยกับข้า  และข้าอยากให้เปี๋ยวเกอไปเป็นเพื่อน จะได้ไปหาอะไรทำคลายเครียดกัน!

                  เปี๋ยวเกอพำนักอยู่ที่บ้านของตระกูลข้า  ครานี้คุ้นชินหรือยัง?  ท่านอย่าได้เกรงอกเกรงใจนะ  ให้คิดเสียว่าที่นี่เป็นบ้านของท่าน….”

                  ซู่ซินเอ๋อเอาพูดเป็นต่อยหอยไม่หยุดหย่อน  ในใจมีแต่ความตื่นเต้นดีใจราวกับบินได้!  ก็เปี๋ยวเกอครานี้เป็นฝ่ายเริ่มต้นพูดกับนางก่อน !  นี่หมายความว่าเปี๋ยวเกอเริ่มมีใจให้นางแล้วใช่หรือไม่?  คงเพราะความจริงใจที่นางมีให้เขาอย่างไม่มีข้อแม้เป็นแน่  ความจริงใจนั้นคงมากพอจนทำให้คนที่นางรักเริ่มหวั่นไหวเข้าแล้ว!

   —————————————-

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top