ขนาดตัวอักษร

75.สกุลชุยแห่งเมืองเต๋อซิง

 40 Views

 พอโดนฟางฉิงจ้องเขม็ง  ซู่จิงเหอจึงรีบเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “วางใจเถอะน่า  ข้าจะไม่ยอมให้ซินเอ๋อล่วงรู้หรอก!”

                  ฟางฉิงจึงยิ้มออก

      เหลียนฟางโจว และเหลียนเจ๋อเดินเคียงกันมาถึงห้องพักรับรองพร้อมกับหลี่มามา  หลี่มามายิ้มอย่างนอบน้อม “เหลียนกูเหนียง  กับคุณชายเหลียนโปรดพักที่นี่   สำหรับคุณชายที่รออยู่ด้านนอก  เหล่าหนู (บ่าวอาวุโส)จะให้แม่บ้านไปจัดห้องพักรับรองที่เรือนพักชั้นนอกให้!  เหลียนกูเหนียงโปรดวางใจเถิด!”

 

                  ที่นี่คือเรือนพักชั้นใน  ตามปกติแล้ว เป็นไปไม่ได้ที่จะให้อาเจี่ยนพักที่นี่  ส่วนเหลียนเจ๋อนั้นยังเยาว์อยู่จึงพักได้   มิเช่นนั้นก็คงไม่อาจพักที่นี่ได้เช่นกัน  โดยปกติเรือนชั้นนอกจะมีห้องพักรับรองแขกไว้สำหรับแขกผู้ชายโดยเฉพาะ

                  เหลียนฟางโจวจึงพยักหน้ายิ้มให้ “รบกวนท่านป้าแล้ว  พวกเราขอไปแจ้งกับญาติห่างๆของเราได้หรือไม่?”

                  หลี่มามานิ่งคิดสักครู่ แล้วจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ถ้าเช่นนั้น!  โปรดตามเหล่าหนูมาเถิด!”

                  เมื่อคนทั้งสามออกมาจากเรือนชั้นใน   พบว่าอาเจี่ยนยังคงนั่งสงบ คอยทั้งสองอยู่ในโถงรับรอง   ไม่มีสีหน้ากระวนกระวาย หรือไม่พอใจปรากฏให้เห็นเลย  ครั้นชายหนุ่มเห็นคนทั้งสามจึงผุดลุกยืนขึ้น  ส่งยิ้มให้  แล้วจึงเดินไปหาพวกเขา

                  เหลียนฟางโจวยิ้มบางๆให้เขา  พลางพยักหน้านิดหนึ่ง   เมื่อเห็นเช่นนั้น อาเจี่ยนพลันแอบรู้สึกโล่งใจเหมือนยกภูเขาออกจากอก   ความรู้สึกของชายหนุ่มยามนี้ไม่ต่างจากหญิงสาวเลย

                  “วันนี้   เย็นมากแล้ว  คืนนี้พวกเราค้างที่นี่สักคืนหนึ่ง   พอถึงรุ่งเช้าพรุ่งนี้ค่อยเดินทางกลับกัน!  หรือมิเช่นนั้น  น้องรอง..เจ้าไปพักเป็นเพื่อนกับอาเจี่ยนเถิด!”

                  เหลียนฟางโจวพลันรู้สึกว่านางไม่คุ้นนัก  ที่ปล่อยให้อาเจี่ยนพักอยู่ที่เรือนชั้นนอกคนเดียว   หากพูดกันตามจริง   คราที่โดนคนขับรถม้าโกงอย่างน่าละอาย  หากยามนั้นไม่มีอาเจี่ยนอยู่ด้วยแล้ว   สองคนพี่น้องคงต้องยอมให้ถูกเขาเอาเปรียบและต้องกล้ำกลืนกับสายตาดูหมิ่นดูแคลนเป็นแน่!

                  เหลียนฟางโจวไม่ได้ฉุกคิดเลยว่า  ครอบครัวของเธอได้ยอมรับอาเจี่ยนเป็นดังเสาหลักที่พึ่งของบ้านไปโดยไม่รู้ตัวแล้ว

                  “อืม! ข้าก็อยากบอกพี่ใหญ่เช่นนั้นเหมือนกัน!” เหลียนเจ๋อพยักหน้าแย้มยิ้ม

                  เหลียนฟางโจวจึงมองมาที่หลี่มามาเพื่อขออนุญาติ

                  เนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กๆ ไม่เกินความรับผิดชอบและดุลยพินิจของหลี่มามา  ครั้นแล้วนางจึงพยักหน้าอนุญาติและเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ทำเช่นนี้ก็ดี!  เช่นนั้นกูเหนียงไปกับเหล่าหนูก่อน  พอส่งเหลียนกูเหนียงเข้าที่พักแล้ว!  อีกสักครู่เหล่าหนูจะให้แม่บ้านไปเตรียมการให้”

                  เหลียนฟางโจวตอบรับ พลางเอ่ยอำลากับอาเจี่ยนและเหลียนเจ๋อ เพื่อตามหลี่มามาไปห้องพัก

                  ตลอดทางที่เดินไป  หลี่มามาคอยชี้ชวนให้ดูสถานต่างๆที่เดินผ่าน และอธิบายให้เหลียนฟางโจวฟัง   เหลียนฟางโจวที่เดินเคียงข้าง  ก็คอยมองตามที่นางบอกด้วยสีหน้ารื่นรมย์  มีรอยยิ้มแต่งแต้มเป็นระยะๆ

                  หลี่มามานึกในใจว่าหญิงสาวผู้นี้ช่างอ่อนน้อมนัก   ทั้งยังไม่ได้ถามซอกแซกหรือละลาบละล้วงถึงเรื่องนายน้อยซู่หรือฮูหยินน้อยเลย  นางจึงนึกแอบชื่นชมเหลียนฟางโจวอยู่ในใจเงียบๆ  เหลียนกูเหนียงผู้ที่เป็นเครือญาติกับเจ้านายของนางคนนี้  ถึงจะยังเยาว์   ทว่ากลับมีความระมัดระวัง ดูเป็นผู้ใหญ่เกินตัว!  เผลอๆอาจมีความเข้มแข็งกว่าฮูหยินน้อยสกุลซู่นัก  โอ้ สวรรค์!

                  คิดถึงฮูหยินน้อย ที่มีบิดาไม่เอาไหน และมารดาเลี้ยงที่เหี้ยมโหด  ถึงขนาดอยากให้นายหญิงน้อยตาย  พอคิดขึ้นมา ทำให้จิตใจของหลี่มามาพลันเต็มไปด้วยความรู้สึกชิงชัง  เคราะห์ดี ที่นายหญิงน้อยได้แต่งงานออกไป  หากยังอยู่ที่นั่นไม่รู้ว่าจะประสบเคราะห์กรรมเช่นไร!

                  “นี่!” ขณะที่หลี่มามาและเหลียนฟางโจวกำลังสนทนากันอย่างเพลิดเพลินอยู่นั้น   พลันมีบุคคลผู้หนึ่งโผล่เข้ามายืนขวาง  ทางด้านซ้ายและเรียกพวกนางไว้  เมื่อหลี่มามาเพ่งตา มองชัดๆ   พลันเห็นเพียงชุยฉ้าวซียืนเด่นเป็นสง่า  ประสานมือไขว้ไว้ด้านหลัง

                  “คุณชาย!” หลี่มามารีบย่อตัวคำนับแทบไม่ทัน

                  คุณชายผู้นี้เป็นแขกผู้ทรงเกียรติของสกุลซู่  มารดาเขาคือน้องสาวแท้ๆของนายท่านซู่   ส่วนท่านย่าคือเจ้าหญิงหย่งเหอ ซึ่งเป็นพระขนิษฐาที่ฮ่องเต้พระองค์ก่อนโปรดปรานที่สุด

                  ทว่าสกุลชุยของพวกเขาได้เร้นตัวจากสังคมมาพำนักในเมืองเต๋อซิง  นับเป็นสกุลที่มีชื่อเสียงโดดเด่นที่อยู่ท่ามกลางชนชั้นระดับสูงที่สุด   หลายปีที่ผ่านมา ผู้สืบเชื้อสายของสกุลนี้ต่างทำงานเป็นขุนนางรับใช้ราชสำนักพร้อมๆกันไม่ต่ำกว่า 17 คน  ทุกคนล้วนเป็นผู้เก่งกาจและซื่อสัตย์ทั้งสิ้น   โดยเฉพาะท่านปู่ของเขาถือเป็นบุคคลากรชั้นเยี่ยมที่สุดของสกุลนี้  คือเฟิงเหวินหัว,บัณฑิตราชสำนัก  ซึ่งครั้งหนึ่งเคยกินตำแหน่งเจ้ากรมพิธีการ

                  ต่อมาภายหลังฮ่องเต้พระองค์ก่อนทรงสวรรคต  เจ้าหญิงหย่งเหอและพระสวามีจึงปรึกษากัน  ภายหลังตัดสินใจถอนตัวออกขณะที่กำลังอยู่ในช่วงที่รุ่งเรืองเฟื่องฟู  หลังจากลาออกจากการตำแหน่งขุนนางในราชสำนักแล้ว  ได้กลับไปพำนักที่เมืองเต๋อซิงบ้านเกิด  สายเลือดรุ่นหลังๆก็ทำงานอยู่นอกราชสำนัก   ไม่แสวงหาความหรูหราฟุ้งเฟ้อเกินไป  ค่อยๆถอนตัวกลับคืนสู่สามัญอย่างช้าๆ

                  หลายปีมานี้ นับวันความสัมพันธ์ทางพระญาติกับฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน  และเชื้อพระวงศ์ยิ่งเริ่มห่างไกลจืดจางกันมากขึ้นเรื่อยๆ  ทว่าด้วยคุณงามความดีของสกุลนี้  ฮ่องเต้เจี้ยนเต๋อองค์ปัจจุบันยังคงระลึกถึงอยู่เสมอ  ทุกๆปีจะทรงพระราชทานของขวัญมากมายแก่เจ้าหญิงหย่งเหอ   ของขวัญที่ได้รับพระราชทานในแต่ละปีมีมากมายนัก ได้แก่  ที่นาอันอุดมสมบูรณ์กว่าครึ่งในเมืองเต๋อเซียง  ซึ่งล้วนเป็นของสกุลชุย  ทั้งยังธุรกิจร้านค้าที่มีจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน  ทำให้แถบตะวันตกเฉียงใต้พลอยมีชื่อเสียงตามไปด้วย

                  แม้ว่าในใจของเหลียนฟางโจวปรารถนาให้ตนเอง อยู่ห่างๆให้ไกลจากคุณชายผู้นี้มากเพียงใด  ทว่าพออยู่ต่อหน้าหลี่มามา  เธอจึงทำได้เพียงแต่ย่อตัวคำนับให้เกียรติตามหลี่มามาไปด้วย

                  ชุยฉ้าวซีสะบัดมือไล่หลี่มามา แล้วเอ่ยขึ้น  “ข้ามีเรื่องหลายเรื่องจะบอกกล่าวเหลียนกูเหนียง!”

                  เหลียนฟางโจวรู้สึกเหมือนตนเองได้ยินเสียงสัญญาณระวังภัยร้องเตือน  เธอกลัวว่าหลี่มามาจะปลีกตัวออกไปแล้วทิ้งเธอให้อยู่เผชิญหน้ากับบุรุษสูงส่งผู้นี้ตามลำพัง  จึงรีบเอ่ยขึ้นอย่างนอบน้อม “หากเป็นเช่นนั้น  ท่านป้าโปรดรอข้าอยู่ตรงนี้ก่อน!”

                  ทว่าชุยฉ้าวซีกลับแสดงสีหน้ากดดันเป็นสัญญาณให้หลี่มามาออกไปซะ  ฝ่ายหลี่มามาให้อึดอัดใจยิ่งนัก  นางไม่กล้าปลีกตัวจากไป   ทว่าคุณชายผู้นี้มักเอาแต่ใจเป็นประจำ  การที่เขามายืนสนทนาอยู่กับเหลียนกูเหนียงตามลำพังด้วยกันแบบนี้จะเหมาะสมหรือ?  มิหนำซ้ำหากทำให้นายหญิงน้อย น้องสาวของนายน้อยซู่มาเห็นเข้าขึ้นมา  จะยิ่งทำให้เรื่องเลวร้ายมากขึ้นไปอีก!  นายหญิงน้อยก็เป็นคนเอาแต่ใจตัวเองด้วย  หากเกิดสร้างปัญหาขึ้นมา  คนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คงหนีไม่พ้นฮูหยินน้อยเป็นแน่

                  พอได้ยินเหลียนฟางโจวกล่าวขึ้นเช่นนั้น  หลี่มามาให้รู้สึกขอบคุณยิ่ง  ไม่รู้ว่าจะบรรยายอย่างไรออกมาดี   นางค้อมศีรษะ  สีหน้าพลันหายเกร็ง ใจชื้นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว  หลี่มามาเป็นฝ่ายล่าถอยห่างออกไปหลายก้าวจากจุดเดิม  แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เหล่าหนูสามารถรอกูเหนียงได้!  กูเหนียงและคุณชาย เชิญเจ้าค่ะ!”

                  ชุยฉ้าวซีปรายตามองหลี่มามาอย่างไม่ใคร่พอใจนัก  ได้แต่กัดฟันกรอดๆ  ไม่เอ่ยอะไรออกมา

                  เหลียนฟางโจวที่ยืนนิ่งอยู่ที่เดิมมาสักพัก  ช้อนตาขึ้นมองชุยฉ้าวซี  เอ่ยด้วยเสียงนอบน้อม “ไม่ทราบว่าคุณชาย มีอะไรต้องการบอกกล่าวกับข้าเจ้าคะ?”

                  ชุยฉ้าวซีจับจ้องเหลียนฟางโจวซึ่งครานี้ไม่มีท่าทีเย็นชาให้เห็นแล้ว  ทว่ากลับนอบน้อมมากเสียจนดูห่างเหินอย่างเห็นได้ชัด ทำให้เขารู้สึกว่านางกำลังจัดระดับให้ตัวเขาเองเป็นแค่คนแปลกหน้า มิหนำซ้ำคราที่เขาหยุดเรียกนาง  นางกลับมีสีหน้าไม่ใคร่พอใจนัก!  เมื่อไดกันที่เขาถูกผู้อื่นตั้งแง่รังเกียจถึงเพียงนี้?

                  ชุยฉ้าวซีโกรธจนแทบคลั่ง  โทสะมากมายพวยพุ่งออกมาจนไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไรดี!

                  เขาจับจ้องเหลียนฟางโจวสักครู่  จึงเอ่ยว่า “พวกเรารู้จักกันแล้วแน่ๆ  ไฉนเจ้าถึงไปบอกว่าไม่รู้จัก ต่อหน้าฮูหยินของเปี๋ยวเกอข้าเช่นนั้น?  หากนายน้อยซู่รู้เข้า  เหลียนกูเหนียงไม่กลัวจะขายหน้าหรือไร?”

                  เหลียนฟางโจวถึงกับอับจนถ้อยคำ  ได้แต่ครุ่นคิดในใจว่าคุณชายผู้นี้  ช่างหน้าบางและเย่อหยิ่งไปไหม?  เพราะเหตุแค่นี้   ถึงกับต้องมาถามเอากับเธอแบบเจาะจงเลยหรือ?

                  เมื่อเห็นประจักษ์เช่นนั้นแล้ว  เธอจึงพยายามอธิบายด้วยความนอบน้อมและใจเย็น “คุณชาย  พวกเราไม่รู้จักกันจริงๆ   ทว่าเพียงแค่บังเอิญเจอกันบนถนนเท่านั้น!  คุณชายชุย สถานะของท่านสูงส่งนัก  ผู้หญิงบ้านนอกคอกนาธรรมดาเช่นข้า  ไหนเลยจะกล้าทำตัวตีสนิท  ด้วยเหตุผลนี้  แล้วจะให้ข้ารีบร้อนบอกว่ารู้จักท่านได้อย่างไร  หากข้าทำเช่นนั้นขึ้นมาจริงๆ  เกรงว่าจะทำให้คุณชายชุยขายหน้าเสียมากกว่า!”

                  ชุยฉ้าวซีได้ยินคำอธิบายอย่างใจเย็น  ความโมโหพลุ่งพล่านที่อยู่ในใจพลันสลายหายไปกว่าครึ่ง  ครั้นแล้วจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ข้ารู้  ความหมายของเจ้าก็คือไม่กล้าเป็นสหายกับข้าใช่หรือไม่?  ข้าหาได้เป็นคนเข้มงวดถือตัวไม่  พวกเราสกุลชุยไม่เคยเคิดว่าคนอื่นๆจะมีคุณธรรมด้อยกว่า!  ในภายภาคหน้า เจ้าอย่าได้กล่าวเช่นนี้อีกนะ!”

                  เหลียนฟางโจวเพียงอยากรีบปลีกตัวไปจากเขาเร็วๆ  ซ้ำเมื่อเธอออกจากจวนสกุลซู่ไป ในภายหน้าต่างฝ่ายต่างก็ไม่จำเป็นต้องพบเจอกันอีกแล้ว  ครั้นแล้วจึงพยักหน้าเอ่ยว่า “ถ้อยคำของคุณชายซี  ข้าน้อยจะจดจำไว้!”

                  ใบหน้าของชุยฉ้าวซีพลันคลี่คลายลงทันใด  ดวงตาดุจดาราเปล่งประกายสดใส  ใบหน้าอันหล่อเหลาขาวใสประดุจหยกแต่งแต้มด้วยรอยยิ้ม  ดุจเมฆสีกุหลาบในยามสนธยาอันเจิดจ้า  ตัวหลี่มามาเองเห็นแล้ว  ยังอดหัวใจเต้นโลดออกมานอกตัวไม่ได้  ในใจบังเกิดความคิดว่าคุณชายชุยช่างหล่อเหลาบาดตาจริงๆ  ไม่ต้องสงสัยเลยว่าน้องสาวนายน้อยซู่ถึงได้มีแต่สายตาไว้มองคุณชายเพียงผู้เดียว  ไม่สามารถมีตาไปมองใครอื่นได้อีก โอ!

 

                  เหลียนฟางโจวคิดว่าหน้าตาและรูปร่างอันเปล่งประกายขึ้นฉับพลันนั้น  ทำให้เธอรู้สึกตาพร่าไปชั่วขณะ  คล้ายกับมีดอกมู่ตานอันงดงามหลายพันดอกค่อยๆเบ่งบานขึ้นช้าๆจนเต็มไปหมดทุกหนทุกแห่งภายใต้แสงตะวันที่สาดส่องมา เธอจึงรีบหรุบสายตาไปทางอื่นโดยไม่รู้ตัว  ในใจมืดครึ้มลง  เห็นถึงลางร้ายมาเยือนลางๆ  ไม่รู้ว่าต่อไปภายหน้าจะมีสตรีใดที่โชคดีมีวาสนาได้ครองคู่กับเขา!

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top