ขนาดตัวอักษร

74.พบกันอีกครา 3

 38 Views

            เหลียนฟางโจวเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “คือข้ามีญาติห่างๆผู้หนึ่งที่มาด้วยกัน  ครอบครัวเขาประสบภัยธรรมชาติ  จึงมาพักอยู่ที่บ้านข้าเป็นการชั่วคราว!”

            อีกฝ่ายเข้าใจ จึงยิ้มพยักหน้าให้หลี่มามา “เช่นนั้นช่วยไปเตรียมที่พักเพิ่มด้วย แล้วเชิญเขาให้มากินมื้อค่ำด้วยกันคืนนี้!”

 

            เหลียนฟางโจวหาได้อยากไปร่วมกินอาหารค่ำไม่  แต่คิดว่าคงปฏิเสธการต้อนรับอันอบอุ่นอย่างเป็นทางการได้ยาก  จึงได้แต่ยิ้มตอบรับอย่างจำนน

            ข้างฝ่ายหลี่มามาได้เตรียมนำทางทั้งสองพี่น้องเรียบร้อยแล้ว

            ฟางฉิงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “วันนี้เดินทางไกลมาครึ่งวัน  ข้าคิดว่าพวกเจ้าของเหนื่อยล้ากันมากแล้ว  คงอยากพักเหนื่อยกันก่อนใช่หรือไม่?  ไว้ถึงเวลาอาหารค่ำแล้ว ข้าจะให้คนไปเชิญพวกเจ้าอีกครั้ง?”

            เหลียนฟางโจวเห็นว่าซู่จิงเหอและชุยฉ้าวซีจังยังคงนั่งอยู่ที่นี่  ตัวพวกเธอสองพี่น้องหาได้มีกิจธุระอันใดจะสนทนากับพวกเขา  อีกทั้งยังไม่ค่อยสะดวกจะพูดคุยกับฟางฉิงด้วย  ครั้นแล้วจึงเลยตามเลย  ค้อมศีรษะตอบรับพร้อมรอยยิ้ม  เพื่อขอตัวไปกับหลี่มามา

            ชุยฉ้าวซีครานี้สีหน้าสงบนิ่งลงแล้ว นั่งอยู่ที่เดิม  ไม่เอื้อนเอ่ยอะไรออกมาสักคำ ปล่อยให้พวกเหลียนฟางโจวเดินออกไป

            ตัวเหลียนฟางโจวไม่เหลือบแลเขาเลยแม้สักนิด-ก็คนผู้นี้หาได้มีความเกี่ยวข้องอันใดกับเธอไม่!

            “นางพูดจี้ใจดำท่านหรือไร  ใบหน้าท่านครานี้ช่างดูดำมืดคล้ายกับโดนน้ำหมึกย้อมใส่นัก  เป็นเช่นนี้ได้อย่างไร!  ท่านอย่าได้โกรธเคืองสาวน้อยผู้นี้นักเลย!” หลังจากสองพี่น้องเดินออกไปแล้ว ฟางฉิงจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

            แต่ก่อนตอนที่ซู่จิงเหอยังโสด  เขาชอบทำตัวเป็นชายหนุ่มเสเพลตัวเอ้  มักทำแต่สิ่งบันเทิงเริงใจ  ทำตัวเจ้าชู้เปลี่ยนผู้หญิงไปเรื่อย  ภายหลังแต่งงานกับฟางฉิงจึงได้โดนปราบจนเชื่องเป็นลูกแมว  ไม่ว่าเรื่องใดล้วนโอนอ่อนผ่อนตามภรรยาเสมอ เมื่อได้ยินคำพูดหยอกเย้า จึงหัวเราะเอิ๊กอ๊าก  จีบปากจีบคอพูด “ฉิงเอ๋อร์ จริงๆแล้วเจ้าปล่อยเขาไว้เถิด  หมิ่นจีหน้าดำไปแล้วตอนนี้  ข้าไม่เคยเห็นภาพเช่นนี้มาก่อนเลย! ฮ่าฮ่าฮ่า ญาติของเจ้าผู้นี้ช่างน่าสนใจมากจริงๆ!  ดูสิ ข้ามองดูแล้วหมิ่นจี  ดูท่าเขาไม่ได้โกรธเคืองนางหรอก  ทว่ากลับตาลปัตรก็คือ..ข้าพูดได้เพียงว่าหมิ่นจีเริ่มรู้จักสนใจมองหญิงสาวเข้าแล้วใช่ไหม?”

            “ท่านพูดจาไร้สาระอะไรกัน!”  อีกฝ่ายรีบเปลี่ยนสีหน้าให้ดูสดใสขึ้น  จ้องหน้าซู่จิงเหอเขม็ง

            ชุยฉ้าวซีเข้าใจความหมายที่สองสามีภรรยาคู่นี้เจื้อยแจ้วออกมาดี  จึงโพล่งขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์นัก “ข้าไปโกรธไปเคืองสาวน้อยที่ไหนกัน!   มีแต่สาวน้อยผู้นั้นจะชังน้ำหน้าข้าเสียมากกว่า!”

            ซู่จิงเหอเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ข้าเป็นพี่เขยนาง  เรียกนางว่าสาวน้อยก็ไม่น่าเกลียดอันใดหรอก  แต่เจ้านี่สิเป็นแค่คนนอก จะว่าเป็นญาติก็ไม่ใช่ มิตรสหายรึก็ไม่เชิง ไปเรียกนางเช่นนั้น มันไม่ถูกธรรมเนียมเอาเลยนะ!”

            “เอาล่ะๆ  พวกท่านสองคนไม่ต้องเถียงกันแล้ว!”  ฟางฉิงเอ่ยส่งยิ้มดุให้สามี แล้วหันไปบอกกล่าวกับชุยฉ้าวซี “ที่นายน้อยซู่พูดก็คือเหตุผลนี้!  ตัวข้ามองว่าเปี๋ยวเม่ยของข้านั้น คงแค่อยากพูดกระทบกระเทียบบ้างเล็กน้อย  ท่านอย่าได้เก็บเอาไปเป็นจริงเป็นจังนักเลย  แค่พยายามเลี่ยงไม่ให้โดนนางใช้วาจาทิ่มแทงเอาได้  ข้าก็ปรบมือให้แล้ว!”

            “นี่ เวลาโดนนางเหน็บแนมเมื่อใด อย่าลืมเรียกข้ามาดูด้วยนะ  เรื่องสนุกๆเช่นนี้หาดูได้ยากจริงๆ!” ซู่จิงเหอดูเหมือนจะพยายามทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง

            ฝ่ายชุยฉ้าวซีไม่รู้ว่าจะร้องไห้หรือหัวเราะดี  จึงหันไปพูดเหน็บแนม “ฮูหยินพี่ชายข้า ท่านก็ควรดูแลญาติของท่านด้วยสิ  ดูท่าบิดาของสองพี่น้องคู่นี้คงไม่เข้มงวดกับลูกๆเท่าไดนัก   ฮูหยินของพี่ชาย…ท่านคงต้องพยายามอบรมพวกนางให้หนักขึ้นเสียแล้ว!”

            ซู่จิงเหอพอได้ยินเช่นนั้น  จึงตบไหล่ฟางฉิง แต่ดูเหมือนคล้ายจะเป็นการโอบกอดเสียมากกว่า   แล้วยิ้มแยกเขี้ยวให้ชุยฉ้าวซี เอ่ยว่า “เจ้าหนุ่มหัดเอาเล่ห์กลสกปรกเต็มท้องที่มีอยู่ออกเสียบ้าง  พยายามปรองดองกันเข้าไว้! ฉิงเอ๋อร์คือฮูหยินของข้า  นางไม่อบรมข้า  ไหนเลยนางจะอบรมใคร? ข้ายินดี และเต็มใจ  ตามใจฮูหยินทุกอย่าง!”

            ชุยฉ้าวซีหลุดปากพูดออกมาโดยไม่ทันคิด “ท่าน ช่างเป็นพวกชอบทำตัวผิดจารีตจริงๆ…”

            พอตระหนักได้ว่าถ้อยคำที่กล่าวออกมานี้ไม่ควรพูด จึงหยุดปากโดยพลัน เพราะเป็นถ้อยคำไม่สุภาพ ทว่าซู่จิงเหอและฟางฉิงได้ยินไปแล้ว  ซู่จิงเหอไม่ถือสา  ฟางฉิงไม่ได้ว่ากระไร  เพียงยิ้มจางมองหน้าชุยฉ้าวซีเฉยๆเท่านั้น

            ชุยฉ้าวซียิ้มขื่น แล้วเอามือเขกหัวตนเอง พลางเอ่ยว่า “ข้ามันปากเสียจังเลยวันนี้  พูดอันใดออกมาล้วนผิดพลาดไปหมด!   เพราะข้าทำตัวแย่  คืนนี้ข้าขอเป็นเจ้าภาพเอง  ไปทานมื้อค่ำกันข้างนอกดีไหม?  ใช้โอกาสนี้ขอแก้ตัวกับท่านทั้งสอง!”

            ฟางฉิงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ไปกินที่ภัตรคารก็ไม่เสียหายอะไร  เจ้าเลือกสถานที่มาก็แล้วกัน!  หากมีอะไรผิดพลาดแม้เพียงนิด  ข้าคงไม่อยากให้ความเมตตาท่านอีกต่อไปแล้ว!”

            “ไว้ใจข้าได้เลย! ชุยฉ้าวซียิ้ม พอจะบอกชื่อภัตรคาร  หูพลันได้ยินเสียงหวานปานระฆังแก้วดังเข้ามา “เปี๋ยวเกอ!(ญาติชายผู้พี่) เปี๋ยวเกอ!  ท่านอยู่ในนั้นหรือ!” พลันเห็นสะโพกไหวๆรีบพุ่งเข้ามา  ชายหนุ่มจึง รีบเอ่ยอย่างรวดเร็ว “อย่าบอกนางนะว่าข้ามา!”  ชายหนุ่มรีบพุ่งหนีออกไปทางประตูหลังโดยไว

            ยังไม่ทันที่สองสามีภรรยาจะตอบรับ  ชุยฉ้าวซีก็หายตัวไปโดยไร้ร่องรอยเสียแล้ว

            สองสามีภรรยาสบตากันอย่างลังเล  สถานการณ์นี้เช่นนี้เกิดขึ้นทุกครั้ง  ยามที่ชุยฉ้าวซีมาที่จวนสกุลซู่  ไม่ว่าเมื่อได ที่ไหน  พวกเขาย่อมถูกใช้เป็นหนังหน้าไฟทุกครััง

            “พี่ชายใหญ่! พี่สะไภ้! ซู่จิงเหอวิ่งพรวดเข้ามา มองไปรอบๆห้องทันใด เอ่ยขึ้น “เปี๋ยวเกอเล่า? เขาไม่อยู่ที่นี่รึ?”

            “เจ้าดูตัวเจ้าสิ เป็นผู้หญิงยังไม่ออกเรือนแท้ๆ  กลับไม่รักษากิริยามรรยาทเลยสักนิด  ทั้งวี่ทั้งวัน  จะเร่งรีบอันใดกัน!” ซู่จิงเหอไม่ตอบคำถามน้องสาว กลับอาศัยความเป็นพี่ชายคนโตทำหน้าเคร่งใส่  ไม่ยอมตอบน้องสาว

            ซู่ซินเอ๋อ  ผู้ซึ่งอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเหลียนฟางโจว ใบหน้ารูปไข่ ดวงตาฉ่ำน้ำ หน้าตางดงาม  มีลักษณะท่าทางคล้ายคนที่ถูกตามใจจนเคยตัว เป็นเด็กสาวที่มีความงดงามน่ารัก  จึงถูกเลี้ยงดูอย่างรักใคร่เอ็นดู และตามใจมาตั้งแต่ยังเด็ก

            “นี่มันในบ้านเรานะ! พี่ชาย ท่านช่างพูดมากเสียจริง เปี๋ยวเกออยู่ที่หนี่หรือเปล่า?  พวกเด็กรับใช้บอกว่าท่านและเปี๋ยวเกอกลับมาด้วยกัน!  ไหนเลยซู่ซินเอ๋อ จะสนใจดูสีหน้าของพี่ชายคนโตเล่า?

            ซู่จิงเหอปล่อยเลยตามเลย  เอ่ยว่า “เจ้าไม่เห็นหรอกรึ? ว่าเขาไม่ได้อยู่ที่นี่! หลังจากกลับเข้าจวน พวกเราก็แยกกัน!”

            ซู่ซินเอ๋อจึงนิ่งคิดเป็นครู่  แล้วโพล่งขึ้นเสียงดัง “แล้วเขาจะไปที่ไหนได้เล่า? ไม่อยู่แถวลานบ้าน ไม่อยู่ในห้องพัก  แล้วไม่เห็นเดินอยู่ในสวน?”  ดวงตาของสาวน้อยเรืองวาบ แล้วจึงเอ่ยยิ้มดีใจ  “พี่ชาย พี่สะใภ้! ข้าขอตัวก่อน!”

            พอพูดจบก็รีบผลุงออกไปรวดเร็วปานพายุพัด

            “สองคนนี้จริงๆเลย!  ขอให้พูดอะไรกันเนี่ย!” ซู่จิงเหอพ่นลมหายใจออกมาดังเฮือก

            ฟางฉิงถอนหายใจออกมาเบาๆ พลางเอ่ยขึ้น “มีคำบางคำในใจ  ที่ข้าไม่ควรพูดออกมา  ทว่าหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ  มันจะไม่ดีกับซินเอ๋อ  ในไม่ช้าจะเป็นการทำร้ายนาง! เมื่อมีโอกาส ท่านลองเอ่ยต่อหน้าท่านพ่อท่านแม่ดูบ้าง  ให้ซินเอ๋อพูดคุยเรื่องแต่งงานเสียให้เร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้!  หากปล่อยทิ้งไว้จะเป็นอย่างที่ข้าบอกไว้!”

            หากน้องสาวของเขา  รู้ว่าพี่สะใภ้แนะนำ เร่งให้นางแต่งออกเรือนไปเร็วๆแบบนี้  นางคงไม่ชอบใจนัก

            ทว่าซู่จิงเหอพูดขึ้น “น้องสาวมีใจให้หมิ่นจี  นางจะไปรักชอบใครอื่นได้เล่า!  ท่านพ่อท่านแม่ข้าก็รักและตามใจนางยังกับอะไร  ไม่เคยฝืนใจนางเลย!  ฝ่ายหมิ่นจีเองก็เมือนกัน  บิดามารดาก็รักและตามใจ ไม่กล้าฝืนใจบุตรตนหรอก  หมิ่นจีไม่มีใจให้นาง อย่างนี้จะทำอะไรได้!  จะลงเอยกันได้ ก็อยู่ที่พวกเขาตัดสินใจกันเองแล้ว  ข้าขอปฏิเสธ  ไม่เข้าไปยุ่มย่ามดีกว่า!”

            เมื่อครุ่นคิดไปสักพัก จึงเสริมว่า “เจ้าก็ปล่อยเรื่องนี้ไปเถิด!”

            ฟางฉิงสบตาเขา เอ่ยว่า “ความจริงแล้วข้าเองก็ไม่อาจเข้าไปจัดการได้เหมือนกัน  พูดไปก็เสียเวลาเปล่า!”

            ซู่จิงเหอยิ้มออกมาทันใด ขยับเข้าหาภรรยา พูดกำกวมว่า “เจ้าว่าหมิ่นจีดูจะสนใจในตัวญาติผู้น้องของเจ้าหรือไม่? ข้าคิดว่าหมิ่นจีดูเปลี่ยนไปเมื่อพบนาง!”

            “ท่านอย่าได้พูดพล่อยๆเชียวนะ!” ฟางฉิงเอ่ยขึ้น “หากท่านพูดไปเช่นนี้  แล้วเกิดซินเอ๋อ มาได้ยินเข้าแม้เพียงครึ่งคำ  นางอาจลงมือสังหารเหลียนฟางโจวเอาได้นะ! ข้าจะเล่าให้ฟัง ท่านน้าและสามีของนางถึงแก่กรรมไปแล้ว  นางคือพี่สาวคนโต ที่ต้องดูแลน้องชายสองคน และน้องสาวเล็กๆอีกหนึ่งคน  ข้าคงไม่สามารถยื่นมือเข้าไปยุ่งได้  วันคืนที่ผ่านมานี้ พวกเขาก็น่าสงสารมากพออยู่แล้ว!  ซินเอ๋อเป็นคนอารมณ์ร้ายเช่นนั้น  ท่านยังไม่รู้เชียวหรือ?”

 

            “โอ ครอบครัวนางลำบากยากแค้นขนาดนั้นเชียว!” ซู่จิงเหอถึงกับตกใจ รีบพูดขึ้น “เช่นนั้นเรื่องที่เราพูดที่นี่  หากเอาไปพูดข้างนอก  ข้าจะกลายเป็นคนโง่เขลาเป็นแน่! ถึงอย่างไร ข้าก็สงสัยนัก ว่าเหตุใดนางถึงได้พูดจี้ใจดำคนเก่งนัก   นางรู้วิธีได้อย่างไร?  ไว้กลับมาอีกครั้ง ข้าจะถามหมิ่นจีว่าเป็นอย่างไรบ้าง! ฮ่าฮ่าฮ่า!”

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top