ขนาดตัวอักษร

72.พบกันอีกครา 1

 51 Views

          “มาเถิด อย่างเพิ่งพูดอันใดเลย!” ฟางฉิงเอ่ยขัดจังหวะเหลียงฟางโจว “มารดาข้าเติบโตมาพร้อมกับท่านน้า  ทั้งสองรักใคร่สนิทสนมกันเป็นที่สุด  แม้ว่าคนรุ่นเราจะแทบไม่ได้พบหน้าค่าตากันเลย  ทว่าความสัมพันธ์ฉันท์ญาติพี่น้อง  บอกได้เลยว่า ไม่อาจแตกทำลายได้!” เมื่อกล่าวจบ นางจึงถอนหายใจเบาๆ เอ่ยอย่างทอดถอนใจว่า “ท่านแม่ข้าใช้ชีวิตอย่างลำบากยากแค้นมาโดยตลอด   ข้าเองก็คอยอธิษฐานให้ท่านน้ามีอายุยืนยาวและมีชีวิตที่ร่มเย็นเป็นสุข  ไม่คิดว่า…”

            ดวงตาของเหลียนเจ๋อพลันแดงก่ำ แทบไม่อาจสะกดกั้นความสะเทือนใจไว้ได้

            หลิวซู่เหมยได้จากไปตั้งแต่ครั้งที่เหลียนฟางโจวคนก่อนยังอยู่ในร่างเดิม  แม้ว่าในตอนนี้วิญญาณที่อยู่ในร่างของเด็กสาวผู้นี้หาใช่เหลียนฟางโจวคนก่อนไม่  ทว่าพอได้ยินฟางฉิงเอ่ยถ้อยคำออกมาออกมา ในใจเธอพลันรู้สึกเจ็บปวด  ขมขื่นจนเหลือที่จะกล่าว

            “เช่นนั้น พวกเจ้าพี่น้องคงจะมีความเป็นอยู่อย่างลำบากยากเข็ญละสิ  ที่จริงข้าไม่ควรพูดเรื่องเหล่านี้เลย!  หลายปีมานี้ พวกเราทั้งสองฝ่ายหาได้ไปมาหาสู่กันไม่  พอเจ้ามาเยี่ยมข้า  ข้าให้รู้สึกดีใจยิ่งนัก  ในที่สุดพวกเราก็ได้พบปะพูดคุยกันอีกครั้งหนึ่งแล้ว!”  พอฟางฉิงกล่าวจบ ก็เชิญให้สองพี่น้องนั่งลง  แล้วจึงไต่ถามสารทุกข์สุขดิบและสภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวของสองพี่น้องในปัจจุบัน  อีกทั้งเรื่องบิดาและมารดาของคนทั้งสองเมื่อครั้งประสบเคราะห์กรรมในครานั้นด้วย

            เหลียนฟางโจวและเหลียนเจ๋อได้เล่าความทุกอย่างให้ฟางฉิงฟังด้วยเสียงสะอื้น

            “ข้ารู้สึกเสียใจกับพวกเจ้าสี่พี่น้องยิ่งนัก!  หากมีเรื่องคับข้องอันใด ที่ต้องการความช่วยเหลือจากข้า  ตราบใดที่ไม่เหลือบ่ากว่าแรง  ข้าย่อมยินดีช่วยเหลือพวกเจ้าอย่างแน่นอน!”  ฮูหยินน้อยสกุลซู่พูดขึ้นอย่างจริงใจ

            เหลียนฟางโจวและเหลียนเจ๋อสองพี่น้องอุตส่าห์ดั้นดนมาไกล   ฟางฉิงรู้ว่าต้องมีเรื่องขอความช่วยเหลือเป็นแน่

            เหลียนฟางโจวจึงรับความปรารถนาดีด้วยความรู้สึกซาบซึ้งใจ  “เปี๋ยวเจี๋ย (คำที่ใช้เรียกญาติผู้พี่ฝ่ายหญิง)  ข้าและน้องรองยามนี้  มีเรื่องอยากขอความช่วยเหลือจากท่านจริงๆด้วย!”

            ฟางฉิงพยักหน้า  ลอบส่งสายตาให้หลี่มามา  หลี่มามาเข้าใจโดยพลัน  จึงส่งสายตาให้สาวใช้ที่ยืนรับใช้อยู่ทั้งหลายออกไปนอกห้อง

            ทั้งสองพี่น้องแอบซาบซึ้งในใจเงียบๆ  รู้ดีว่าฟางฉิงไม่ต้องการให้พวกเขาเอื้อนเอ่ยออกมาต่อหน้าบรรดาคนรับใช้ทั้งหลาย  ฟางฉิงแม้จะยังไม่รู้ว่าสองพี่น้องจะขอให้ช่วยเหลืออะไร  แต่เดาว่าคงจะเกี่ยวข้องกับเรื่องเงินเป็นแน่

            “มีเรื่องอันใดพวกเจ้าก็จงกล่าวออกมาเถิด!”  ฟางฉิงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

            เหลียนฟางโจวจึงกล่าวขึ้นช้าๆ “ข้าอยากขอยืมเงินก้อนหนึ่งจากเปี๋ยวเจี๋ย  และจะคืนให้ภายใน 2-3 ปีนี้แน่นอน”

            “เจ้าช่างคิดการใหญ่จริงๆ!  จงบอกมาสิว่า เจ้าต้องการยืมเงินเป็นจำนวนเท่าใด?” ฟางฉิงคลี่ยิ้มแล้วเอ่ยขึ้น

            เหลียนฟางโจวจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เปี๋ยวเจี๋ย  เช่นนั้นข้าขอพูดตรงๆนะ!  ข้าต้องการยืมเงินทั้งสิ้น 10,000 ตำลึง!”

            ฟางฉิงเป็นสตรีที่รับผิดชอบบริหารกิจการค้าบางส่วนของสกุลซู่  ไม่ใช่สตรีธรรมดาทั่วไปที่เอาแต่ดูแลปรนิบัติสามีอยู่ในจวนเพียงอย่างเดียว  พอได้ยินเหลียนฟางโจวพูดเช่นนั้น  จึงไม่ได้ร้องตกอกตกใจอันใดออกมา  มีเพียงสีหน้าที่เปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

            หลี่มามาที่ยืนนิ่งอยู่เบื้องหลัง  อดเหลือบมองเหลียนฟางโจวอย่างพินิจพิจารณาไม่ได้  นางคิดในใจว่า  กูเหนียงที่เป็นเครือญาติผู้นี้  ช่างใจกล้าเอ่ยขอออกมาได้

            เงินตั้ง 10,000ตำลึงเชียวนะ!  นางรู้หรือไม่ว่าเงิน 10,000 ตำลึงนั้นมากมายขนาดไหน

            10,000 ตำลึงหาใช่เงินจำนวนเล็กน้อยไม่   ฟางโจว  ไม่ทราบว่าเจ้าต้องการนำเงินเหล่านี้ไปทำอะไร?” ฟางฉิงถามขึ้น

            เหลียนฟางโจวกำลังจะเล่าอธิบายในรายละเอียดอยู่แล้ว  พลันได้ยินเสียงผู้ชายตะโกนดังลั่นอยู่หน้าประตู  “พวกเจ้าทั้งสองมายืนเกะกะอะไรอยู่หน้าประตูเช่นนี้?  ไฉนเด็กสาวตัวเล็กๆเช่นพวกเจ้าชอบแหย่ชอบเทลาะกันนักเล่า?”

            หลี่มามารีบพูดขึ้น “นายน้อยกลับมาแล้วเจ้าค่ะ!”

            เหลียนฟางโจวและเหลียนเจ๋อต่างผุดลุกขึ้นยืน  ฟางฉิงก็ผุดลุกขึ้นด้วย พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ได้เจอพี่เขยพอดีเลย!”

            เสียงดังล้งเล้งเหล่านั้นเงียบหายไป  ในเวลาเดียวกันพลันเห็นบุรุษสองคนเดินเข้ามาด้านในแทน

            เนื่องจากฝ่ายตรงข้ามคือสามีของเปี๋ยวเจี๋ย  เหลียนฟางโจวเพียงรีบจัดอาภรณ์ให้ดูดี แล้วเงยหน้าขึ้นมองร่างสูงเบื้องหน้าด้วยสายตาปริบๆ  นายน้อยซู่จิงเหอผู้นี้อายุน่าจะราวๆ  25-26 ปี  รูปร่างหน้าตาดีมาก  สีหน้าบ่งบอกว่าเป็นคนเจ้าชู้ร้าย  หรือไม่ก็เป็นลูกเศรษฐีที่ชอบทำตัวเสเพลโดยไม่สนใจสายตาใคร

            “ท่านพี่กลับมาแล้ว! โอ เปี๋ยวตี๋(คำใช้เรียกแทนญาติชายรุ่นน้อง)ก็มากับเขาด้วย!” ฟางฉิงอดส่งสายตาบูดบึ้งให้ซู่จิงเหอไม่ได้  พลางเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์นัก “ไฉนท่านถึงไม่บอกให้ข้ารู้ก่อนเล่า?”

            ผู้หญิงอย่างเหลียนฟางโจวลงท้ายก็เป็นสตรีที่หาได้เอาแต่อยู่ในห้องหอไม่  ยามได้พบกับพี่เขยที่เป็นเครือญาติผู้นี้   ก็เหมือนกับเห็นผู้ชายทั่วๆไป  เธอไม่รู้สึกตื่นเต้นหรือประหม่าอันใดเลย

            “ไยข้าจะรู้ว่าตอนนี้เจ้ามีแขกเล่า!” ซู่จิงเหอยิ้มแยกเขี้ยวใส่ภรรยา  สายตามองเลยมาที่เหลียนฟางโจวและเหลียนเจ๋อเพียงแวบเดียว  แล้วหันกลับมาจับจ้องภรรยาใหม่  หาได้มีความสนใจแขกผู้มาเยือนไม่  เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ตอนนี้เจ้ากำลังยุ่งอยู่  ข้ากับเจ้าหมิ่นไปก่อนก็แล้วกัน  ไว้ค่อยกลับมาหาเจ้าใหม่!”

            “ท่านพี่…ช้าก่อน!” ฟางฉิงรั้งเขาไว้ เพื่อจะได้แนะนำสามีให้รู้จักกับเหลียนฟางโจวและเหลียนเจ๋อผู้น้อง  ฝ่ายญาติผู้น้องของซู่จิงเหอที่ติดตามมาด้วย  หลังจากได้ยินเสียงพี่สะใภ้เรียกสามีของนาง  จึงเอ่ยเสียงหยอกเย้าว่า  “อา..แม่นาง  เราพบกันอีกแล้ว!”

            เหลียนเจ๋ออดเงยหน้าขึ้นมองไม่ได้  เขาจับจ้องบุรุษหนุ่มผู้มาใหม่ด้วยสายตาเย็นชา พี่สาวของเขาไม่เคยถูกบุรุษใดๆพูดจาล้อเล่นเช่นนี้

            เหลียนฟางโจวได้ยินเสียงนี้รู้สึกคุ้นหูยังไงไม่รู้  จึงเงยหน้าขึ้นมองด้วยความประหลาดใจ พลันเห็นใบหน้าอันหล่อเหลาบาดตาของชุยฉ้าวซีกำลังส่งยิ้มกว้างอยู่ตรงหน้า ใจนางหล่นไปที่ตาตุ่มโดยฉับพลัน  เอ่ยขึ้นด้วยความตกใจ “ท่าน!”

            “ฮ่าฮ่าฮ่า!  ไม่ใช่ข้าแล้วจะเป็นใครเล่า!” ชุยฉ้าวซีหัวเราะเริงร่า

            เหลียนฟางโจวพลันทำสีหน้าเบื่อหน่าย  มุมปากกระตุก ค้อนตากลับ ไม่รู้ว่าชายผู้นี้จะขบขันอะไรนักหนา!

            “โอ้ พวกเจ้ารู้จักกันมาก่อนแล้วหรือ!” ซู่จิงเหอหันมามองคนนั้นที  มองคนนี้ที  ได้แต่กรอกตาไปมา  ฝ่ายที่หัวเราะก็หัวเราะดังขึ้นเป็นสองเท่า  ส่วนอีกฝ่ายก็ทำหน้าบึ้งตึงแค่นเสียงขู่ฟ่อ!

            ฟางฉิงแอบหยิกเนื้อสามี  ดวงตาเมล็ดซิ่งส่งสายตาดุจ้องชายหนุ่มเขม็ง  ซู่จิงเหอชักอยากรู้เรื่องราวเบื้องหลังของภาพตรงหน้านี้แล้ว  ในที่สุดจึงหันมายิ้มประจบเอาใจภรรยา  ส่วนฟางฉิงฮัมเพลงเบาๆ ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้

            “ใช่!”

            “ไม่รู้จัก!”

            ทั้งฝ่ายชุยฉ้าวซีและเหลียนฟางโจวต่างเอ่ยคำพูดออกมาพร้อมกันราวกับนัดกันไว้ล่วงหน้า

            ส่วนฟางฉิงและซู่จิงเหอให้ประหลาดใจไปชั่วครู่  ซ้ำยังงุนงงไปเล็กน้อย

            จากนั้นฟางฉิงจึงเดินไปหาสองพี่น้องชายหญิง  นางจับมือเหลียนฟางโจว  แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “สองคนนี้คือเปี๋ยวเม่ย(ญาติผู้น้องสาว) และเปี๋ยวตี๋ (ญาติผู้น้องชาย)ของข้า!”  จากนั้นฟางฉิงจึงหันไปทางซู่จิงเหอ แล้วเอ่ยแนะนำว่า “นี้คือพี่เขยของพวกเจ้า! ท่านนี้ อืม…เป็นเปี๋ยวตี๋ของพี่เขยของเจ้า  พวกเจ้านับเขาเป็นญาติคนหนึ่งก็ได้”

            เหลียนฟางโจวทำเป็นละเลยกับประโยคแนะนำอันละเอียดละออของอีกฝ่ายโดยทันที  มีเพียงซู่จิงเหอเท่านั้น  ที่เธอทำการคารวะ และเรียกอีกฝ่ายว่า “ท่านพี่เขย!” พอหันไปทักทายชุยฉ้าวซีกลับเรียกว่า “คุณชาย”

            “ประเสริญแท้  ประเสริฐแท้! ฮ่าอ่า! นี่คือญาติมิตรของสกุลเราทั้งนั้น  ไฉนข้าไม่เคยได้ยินเจ้าพูดถึงมาก่อนเลย!” ซู่จิงเหอยิ้มแย้ม ยกมือขึ้น  พลางถามฟางฉิง

            “หลายปีมานี่พวกเราทั้งสองฝ่ายต่างไม่ได้ติดต่อกันเลย!”  อีกฝ่ายถอนหายใจเบาๆ  ครั้นแล้วจึงดันหลังซู่จิงเหอ  แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เอาล่ะๆ ท่านมีธุระอันใดก็รีบไปจัดการก่อนเถิด!”

            ซู่จิงเหอยังไม่ทันพูดอะไร  ชุยฉ้าวซีกลับนั่งลงอย่างถือวิสาสะ  พลางกอดคอซู่จิงเหอ พร้อมกับหัวเราะไปด้วย “พวกเรายังไม่มีกิจธุระอันใด   สามารถอยู่พูดคุยกับฮูหยินของญาติผู้พี่ของข้าก่อนได้! พี่สะใภ้คงจะไม่ไล่เราออกไปใช่หรือไม่?”

            ชุยฉ้าวซีคุ้นเคยสนิทสนมกับซู่จิงเหอมาก เขาพูดด้วยท่าทีเป็นกันเอง  ฟางฉิงจึงได้แต่แย้มยิ้ม  หมดหนทางที่จะไล่พวกเขาออกไป

            ทว่าหลังจากกลายเป็นญาติกันไปแล้ว  หัวข้อที่เจรจากันแต่ก่อนหน้า  ครานี้นับว่าไม่สะดวกที่จะนำมาคุยต่อกันอีกครั้ง  ฟางฉิงครุ่นคิด หาทางออกอยู่ในใจ  เอาไว้ให้อยู่กันตามลำพังก่อนดีกว่า แล้วค่อยหาโอกาสเจรจาต่อ  อย่างไรซะก็วางแผนให้พวกเขาพักอยู่ที่นี่สักสองวัน  พอมีเวลาค่อยหาโอกาสคุยกันอีกครั้ง!  เช่นนั้นแล้วจึงยิ้มออกมา  แล้วชักชวนเหลียนฟางโจวผู้พี่และน้องชายให้นั่งลง  พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม  “งั้นก็เอาตามนี้  ทุกๆคนก็สนทนากันเถิด!”

            โชคไม่ดีนัก  ฟางฉิงคิดว่าหัวข้อเมื่อครู่ก่อนไม่สะดวกนักที่จะคุยกันต่อ  แต่มีบางคนกลับไม่คิดเช่นนั้น  ครั้นทุกคนนั่งลงกันเรียบร้อยแล้ว  ชุยฉ้าวซีก็โพล่งถามขึ้นด้วยรอยยิ้มในทันที “ข้าได้ยินเสียง คุยกันเรื่องเงิน 10,000 ตำลึงโดยบังเอิญ ตอนที่ข้าอยู่ตรงหน้าประตูเมื่อครู่ก่อน  ไม่ทราบว่าพี่สะใภ้มีธุรกิจใหญ่โตอันใด ที่ต้องการใช้เงินมากมายขนาดนั้นเล่า?”

            ฝ่ายฟางฉิงถึงกับทำสีหน้าไม่ถูก  เหลียนฟางโจวและเหลียนเจ๋อแอบลอบส่งสายตากัน  เหลียนฟางโจวแอบประณามชุยฉ้าวซีอยู่ในใจ  บุรุษผู้นี้ช่างไม่ดูตาม้าตาเรือเอาเสียเลย  ทำเป็นไม่รู้สักเรื่องจะได้ไหมเนี่ย!

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top