ขนาดตัวอักษร

69.เก็บของได้

 39 Views

           เหลียนฟางโจวและอาเจี่ยนมองตามมือของเหลียนเจ๋อ  พบว่าเป็นห่อผ้าไหมสีหยกเข้มห่อใหญ่  ที่ห่อได้ปราณีตและมัดอย่างแน่นหนานัก  ภายในดูท่าน่าจะมีของบรรจุอยู่มากมาย

            พิจารณาดูแล้วหาใช่สิ่งของที่คนธรรมดาสามัญสมควรมีไว้ในครอบครองไม่

            “ไม่รู้ว่าใครสะเพร่าทิ้งห่อสัมภาระนี้ไว้!”  เหลียนฟางโจวกล่าวจบก็ก้าวไปข้างหน้าเพื่อหยิบห่อสัมภาระมาถือไว้ในมือ  ห่อผ้านี้ให้ความรู้สึกสัมผัสทั้งหนาและอ่อนนุ่ม ข้างในคงบรรจุสิ่งที่คล้ายขนสัตว์หรือของที่คล้ายๆกัน

 

            ครั้นแล้วเธอจึงแก้ห่อผ้าเพื่อสำรวจดูของข้างใน  ภายในนอกจากขนตัวซี่เตียวที่ส่องประกายนุ่มลื่น 2 ผืน   แล้วยังมีผ้าพับหนาสีน้ำเงินเข้ม  ตั๋วแลกเงินปึกใหญ่ซึ่งเหลียนฟางโจวนนับได้ 5,000 ตำลึง!   นอกจากนี้ยังมีถุงใส่เงินสีน้ำเงินปักลวดลายด้วยดิ้นเงินที่วิจิตรงดงามมาก  ภายในบรรจุก้อนเงิน 2 ก้อน  แผ่นทองรูปใบไม้เล็กๆ 6-7 ชิ้น และไข่มุกเม็ดเขื่องขนาดข้อนิ้วมือ 2 เม็ด

คนทั้งสามต่างพากันตกตะลึงยิ่งนัก            ของเหล่านี้รวมกันแล้วคิดเป็นเงินมูลค่ามหาศาล!

            “เจ้าของห่อสัมภาระนี้คงจะประมาทเลินเล่อเอาการจริงๆ !  แม้ในหมู่ผู้มีอันจะกิน  ของเหล่านี้ไม่นับว่าเล็กน้อยเลย!” เหลียนฟางโจวนิ่งคิดสักครู่ แล้วจึงเอ่ยขึ้น “ข้าคิดว่าเจ้าของที่ทำของหาย จะกลับมาตามหาเป็นแน่  พวกเราน่าจะคอยเฝ้าห่อสัมภาระนี้ไว้  รอจนเจ้าของกลับมากันเถิด!”

            เดิมทีเหลียนเจ๋อรู้สึกหวั่นใจและกระวนกระวายเล็กน้อย  เขากลัวว่าเหลียนฟางโจวจะยึดของเหล่านี้ไว้เองโดยพลการ   ครั้นได้ยินถ้อยคำที่นางกล่าวออกมา   ใจพลันโล่งอกขึ้นมาก   พยักหน้าแล้วรีบเอ่ยขึ้น “ดี!  เช่นนั้นพวกเราคอยอยู่กันก่อนเถิด!”

            แม้อาเจี่ยนจะรู้สึกวิตกกังวล  ในคราแรกที่เห็นสายตาของเหลียนฟางโจวจับจ้องของมีค่ามหาศาลที่ได้มาง่ายๆโดยบังเอิญ  ทว่ายามที่ต้องเผชิญหน้ากับสิ่งล่อใจชิ้นใหญ่   แววตาของหญิงสาวที่จับจ้องไม่เปลี่ยนไปแม้เพียงนิด  ซ้ำยังกล่าววาจาเช่นนี้โดยไม่ลังเลเลย  อาเจี่ยนจึงแอบชื่นชมหญิงสาวในใจเงียบๆ  พลางเอ่ยขึ้น “คงย่อมเป็นเช่นนั้น  ไม่เช่นนั้นแล้ว  เราจะทำอันใดได้เล่า!  และถึงแม้พวกเราจะไม่แตะ  ย่อมมีคนอื่นที่ไม่น่าไว้ใจหยิบฉวยไปอยู่ดี!”

            ไม่ทันไรคนทั้งสามต่างได้ยินเสียงกีบเท้าสัตว์กระหึ่มดังใกล้เข้ามา   เบื้องหน้าตรงพุ่มดอกไม้บานนั้น   ปรากฏร่างชายหนุ่มผู้หนึ่งแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีน้ำตาลดำเข้ม  สวมหมวกทรงสีเหลี่ยมแบบบ่าวรับใช้   ดูท่าทางรีบร้อนกระวนกระวายอยู่บนหลังม้า  เขาดีดกายลงจากหลังม้า  แล้วรีบรุดเข้าไปในเพิงพักคนเดินทาง

            ยามนี้เหลียนฟางโจวกำลังอุ้มห่อผ้าสัมภาระนั่งอยู่ที่นั่น  บ่าวรับใช้หนุ่มกวาดตามองไปทั่ว  ทันใดนั้น   สีหน้าปรากฏความประหลาดใจและปิติยินดีออกมา  รีบเอ่ยเสียงละล่ำละลักว่า “โอ้ ขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์  ในที่สุดก็พบแล้ว!  แม่นาง  ห่อสัมภาระนี้เป็นของประมุขตระกูลข้า  รีบคืนมาให้ข้าเร็วเข้าเถิด!”

            พอกล่าวจบ  บ่าวรับใช้ผู้นั้นก็ยื่นมือออกมาหมายจะฉวยห่อผ้านั้นทันที

            เหลียนเจ๋อและอาเจี่ยนพลอยโล่งอกไปด้วย  เจ้าของห่อผ้าสัมภาระนั้นปรากฏตัวขึ้นในที่สุด  พวกเขาไม่จำเป็นต้องนั่งรออีกต่อไปแล้ว!”

            “ช้าก่อน!”  เหลียนฟางโจวเบี่ยงตัวเข้าบังห่อผ้านั้นเอาไว้

            ชายหนุ่มบ่าวรับใช้ทำหน้าประหลาดใจ  กล่าวอย่างร้อนรนว่า “แม่นางจงวางใจเถิด ของขวัญตอบแทนต้องเป็นของท่านแน่!”

            “ข้าหาได้หมายความเช่นนั้นไม่ !  หากข้าต้องการเที่ยวหาเจ้าของ  เพื่อรอของกำนัลจากท่าน  มิสู้ข้าหอบเอาห่อสัมภาระนี้ไปดื้อๆมิดีกว่ารึ?”  เหลียนฟางโจวเอ่ยขึ้น “ข้าจะรู้ได้อย่างไรเล่าว่าสัมภาระห่อนี้เป็นของท่านจริงๆ?  ท่านต้องบอกมาก่อนว่าสิ่งของภายในห่อนี้มีอะไรบ้าง  หากบอกได้ถูกต้อง  ข้าย่อมคืนให้ท่านเป็นธรรมดาอยู่แล้ว!   ซ้ำจะได้รู้ว่าในห่อผ้านี้มีของบางชิ้นขาดหายไปบ้างหรือไม่   ทั้งยังเป็นการป้องกันและหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะเกิดตามมาภายหลังอีกด้วย!”

            หากเขาแจกแจงว่ามีของบางชิ้นขาดหายไปจริงๆ   ย่อมยากที่จะกล่าวหาว่าคนทั้งสามแอบยักยอกซ่อนเร้นไว้   จะหาใครมาเป็นพยานให้เขาได้เล่า?

            บ่าวรับใช้หนุ่มหวั่นวิตกขึ้นมาในทันใด  และครานี้เขาไม่อาจทอดเวลาออกไปได้แล้ว  จึงเอ่ยขึ้น  “ข้าต้องรีบไปแล้ว! คงไม่มีเวลาว่างพอมาเล่นตามเจ้าอย่างหน้ามืดตามัวหรอก!  หากไม่ใช่ว่าห่อของนี้เป็นของนายท่านของข้า  ข้าจะรู้ว่ามีห่อสัมภาระถูกลืมทิ้งไว้  แล้วเที่ยวออกตามหาจนมาพบเจ้าได้อย่างไรเล่า?  เจ้าวางใจเถิดว่าเราคือคนในสกุลที่เป็นเจ้าของอย่างถูกต้องชอบธรรม  จะไปทำสิ่งไร้คุณธรรมกับเจ้า ว่าเป็นผู้เอาของไปได้อย่างไร!”

            เหลียนเจ๋อเริ่มคืนสติสัมปชัญญะกลับมาจากเหตุการณ์ตรงหน้า พลางเอ่ยว่า “พี่สาวข้ากล่าวได้ถูกต้องแล้ว  เป็นการดี หากพวกเราได้คุยกันให้กระจ่างไปเลย!”

            “เรื่องนี้ต้องคุยกันยาว   ท่านไม่อยากให้เรื่องนี้จบลงหรอกรึ?”  อาเจี่ยนพูดขึ้น

            บ่าวรับใช้หนุ่มหันไปมองอาเจี่ยน  แล้วประเมินในใจตนว่า  หากเขาใช้วิธีช่วงชิงห่อผ้าสัมภาระไปเลย  ดูแล้วแทบจะเป็นไปไม่ได้  จึงฝืนยิ้มพลางเอ่ยขึ้น “ทว่า  สัมภาระห่อนี้เป็นของเจ้านายข้าจริงๆนะ  ข้าไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วภายในบรรจุสิ่งใดอยู่หรอก!”

            “เรื่องนี้ไม่ยาก  แค่ถามเอากับเจ้านายท่านโดยตรงสิ!” เหลียนฟางโจวเอ่ยขึ้น

            บ่าวรับใช้เห็นว่าคงไม่มีหนทางเกลี้ยกล่อมคนทั้งสามได้เป็นแน่แท้  จำต้องพยักหน้ายอมรับ “ดี! เจ้าทั้งสามคนโปรดมากับข้า!  เจ้านายตระกูลข้ากำลังรอคอยอยู่ข้างหน้าโน้นแล้ว!”

            เหลียนฟางโจวและพวก  เห็นพ้องด้วยกัน  ครั้นแล้วจึงพากันเดินไปกับชายคนนั้น

            เมื่อเดินไปสักพัก  ครั้นแล้วก็เห็นภายใต้ร่มไม้ข้างหน้า  มีบุรุษผู้หนึ่งสวมเสื้อคลุมสีเขียวเข้ม  ผมดำขลับดุจน้ำหมึกเกล้าเป็นจุกสูง   นายน้อยหนุ่มร่างสูงสง่าประดุจหยก  ยืนหันหลังให้พวกเขาอยู่   ใกล้ๆกันนั้นมีม้าตัวสูงใหญ่สีแดงเข้ม รูปร่างสวยงามไม่มีที่ติ  ซึ่งไม่ได้ผูกไว้กับต้นไม้ยืนกินหญ้าอยู่

            เมื่อได้ยินเสียง  บุรุษผู้นั้นค่อยๆหันหน้ากลับมาอย่างเชื่องช้า  ครั้นเห็นบ่าวรับใช้หนุ่ม มากับคนสามคนมาด้วยกัน  จึงสะดุ้งงัน

            เหลียนฟางโจวเงยหน้าขึ้นมอง  บุรุษผู้นั้นมีคิ้วเข้มยาวพาดเฉียงขึ้นไปบนหน้าผาก   ริมฝีปากบางกระจ่างดุจพระจันทร์ส่องสว่าง  ภายใต้เสื้อคลุมสีเขียวเข้ม    เสื้อคลุมตัวในคอกลมเป็นผ้าไหมทอยกดอกเรียบลื่นเป็นเงาสีน้ำเงินเข้ม  ที่เอวคาดเข็มขัดหยก ยิ่งเสริมให้รูปร่างดูสำอางขึ้น  ใบหน้านั้นเล่า ช่างขาวผุดผาดหมดจด  หน้าตาหล่อเหลา  ทั่วทั้งร่างแผ่กลิ่นอายแห่งความสูงศักดิ์ออกมาอย่างไม่เก็บงำ  พาให้ผู้คนไม่กล้าจ้องมองเอาตรงๆ

            “นายน้อย!” บ่าวรับใช้หนุ่มเดินขึ้นมาข้างหน้าหลายก้าว  กระซิบเล่าความอธิบายกับนายน้อยผู้นั้น

            ครั้นบุรุษผู้สูงส่งผู้นั้นฟังจนครบถ้วนกระบวนความแล้ว  จึงพลันอึ้งงันไป  หันมาจับจ้องสำรวจคนทั้งสามอย่างประเมิน

            ท่วงทางและสีหน้าที่เขาแสดงออก  รวมถึงรูปลักษณ์อันหล่อเหลาสง่างาม  นำมาซึ่งความกดดันอันหนักอึ้ง  จนเหลียนเจ๋ออดรู้สึกประหม่าไม่ได้  เขาก้มศีรษะเล็กน้อย  ไม่กล้าสบตาคนผู้นั้น อาเจี่ยนยังคงยืนอยู่ที่นั่นด้วยท่วงท่าผ่อนคลายสบายๆ  เป็นธรรมชาติ  ส่วนเหลียนฟางโจวสบตากับบุรุษผู้นั้นตรงๆ  ก้าวเดินขึ้นมาข้างหน้า 2 ก้าว  เอ่ยอย่างสุภาพด้วยรอยยิ้ม “นายน้อยท่านนี้  จริงๆแล้ว เพียงท่านบอกพวากเราได้ว่าในห่อสัมภาระนี้มีของสิ่งใดบ้างได้อย่างถูกต้องแล้ว  พวกเราจะคืนของให้แก่ท่านอย่างแน่นอน”

            นายน้อยเห็นปฏิกิริยาโต้ตอบที่แสดงออกอันแตกต่างกัน ของคนทั้งสาม  นึกแอบงุนงงสงสัยในใจอยู่เงียบๆ  พิจารณาดูอาภรณ์ที่พวกเขาสวมใส่เป็นแบบเรียบง่าย  จึงรู้ว่ามาจากครอบธรรมดาสามัญเป็นแน่   เช่นนั้นเมื่อคนเหล่านี้ได้มาประสบพบเจอคนร่ำรวยมั่งคั่งที่มาจากสกุลสูงส่งเช่นเขา  อย่างไรย่อมไม่ควรมีปฏิกิริยาแสดงออกเช่นนี้

            เขามองสำรวจคนทั้งสามตรงหน้าทีละคน   ท่าทีที่เด็กชายวัยรุ่นแสดงออกดูปกติทั่วไป   หากชายหนุ่มที่ยืนคุมเชิงอยู่  ผู้ซึ่งมีรูปร่างกำยำสูงตระหง่านปานขุนเขา  ดูมีความมั่นใจในตนเองเต็มเปี่ยมอย่างเป็นธรรมชาติ  ไม่เพียงไม่มีวี่แววความขลาดกลัวให้เห็นแม้แต่นิด  ทว่ายังเปี่ยมไปด้วยความน่าเกรงขามจนเขาเองรู้สึกได้  เมื่อได้ประจักษ์กับตัวเองแล้ว  เขาอดนึกขันในใจเงียบๆไม่ได้  เป็นเช่นนี้ได้อย่างไร!

            และเด็กสาวรุ่นผู้นี้เล่า  ดูเพิ่งจะพ้นวัยปักปิ่นมาไม่นาน (เด็กผู้หญิงจะปักปิ่นตอนอายุ 15 ปี)  ทว่ากลับมีท่าทางเปิดเผย  ซ้ำยังกล้าสบตาเขาตรงๆ  ไม่มีทั้งท่าทางเย่อหยิ่งหรือประจบเอาใจเลย  ซ้ำยังพูดจาได้ตรงไปตรงมาและฉะฉานนัก

            ชุยฉ้าวซีหัวเราะขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว  ครั้นแล้วจึงจงใจเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “จริงๆแล้ว หากข้าจำสิ่งของที่อยู่ในห่อสัมภาระนี้ไม่ได้เล่า?  แล้วแม่นางจะไม่คืนให้ข้ารึ?”

            บุคคลผู้นี้ยามยิ้มแย้ม หรือหัวเราะ  ราวกับมีลมตะวันออกจริงๆ  ที่พัดผ่านพาให้เหล่าดอกไม้แย้มบาน  ช่างงดงามดึงดูดสายนัก   พาให้ผู้คนตกประหม่าไม่กล้าจ้องมองเอาตรงๆ  ดวงตาดำยาวรีปรากฏแววแห่งความขบขันเจืออยู่รางๆ  สีหน้าเปี่ยมเสน่ห์ลื่นไหลดุจผ้าไหม

            เหลียนเจ๋อเห็นแล้วรู้สึกเก้อเขิน

            เหลียนฟางโจวเห็นเขาพูดจาหยอกเอิน  ให้เริ่มรู้สึกหมดความอดทน  จึงเอ่ยขึ้น  “นายน้อยผู้นี้บอกไม่ได้  เช่นนั้น…คนที่ข้าตั้งใจมาพบ  คงหาใช่นายน้อยเสียแล้ว!  พวกเราจะส่งห่อผ้านี้ให้กับเจ้าหน้าที่ทางการแทน  รอให้นายน้อยผู้เป็นเจ้าของตัวจริงไปทวงเอาของสิ่งนี้กับทางการเอาเองเถิด!”

            เมื่อพูดจบ ครั้นแล้วจึงส่งสายตาเป็นสัญญาณให้อาเจี่ยน และเหลียนเจ๋อออกเดินตามไป

            “เฮ้!” ชุยฉ้าวซีรีบเข้ามาขวางหน้าพวกเขาทั้งสามคนทันใด  พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม  “ข้าแค่ล้อเล่นเท่านั้นเอง!  แม่นางเป็นเด็กสาวที่ยังไม่ออกเรือน   เจ้าจะไปเจรจาโดยตรงกับพวกเจ้าหน้าที่ทางการเองเนี่ยนะ  เจ้าไม่กลัวการไปพบกับเจ้าหน้าที่พวกนี้หรอกรึ!”

            เหลียนฟางโจวนึกตรองดูอีกที  นางไม่ควรเข้าไปสอดมือยุ่งเรื่องนี้เอาเสียเลย   หากรู้อย่างนี้  สู้ทิ้งห่อผ้านี้ไว้ที่เพิงพักเสียเฉยๆดีกว่า

            “เอาล่ะ ข้าจะบอก! ข้าคิดว่า” ชุยฉ้าวซีเห็นหญิงสาวได้แต่มองและไม่เอื้อนเอ่ยอันใด  พอโดนมองมากๆ  เขาเองเริ่มทนไม่ไหว  ได้แต่คิดอย่างเบื่อหน่าย  จึงเอามือแตะจมูกพลางเอ่ยขึ้น “อืม มีขนตัวซี่เตียวสองผืน และผ้าพับหนึ่ง  ตั๋วเงิน 5,000 ตำลึง  ถุงใส่เงินข้างในมีแผ่นทองรูปใบไม้เล็ก 2-3 ชิ้น และไข่มุก 2 เม็ด และเศษเงินอีกนิดหน่อย!  เท่านี้แหละ แม่นาง”

 

            บุรุษรูปงามถอยหายใจเบาๆ  เอ่ยขึ้นอย่างปลงๆ “สิ่งที่บรรจุอยู่ในถุงใส่เงินจะให้ระบุว่ามีจำนวนเท่าใดนั้น  ข้าไม่อาจจำได้จริงๆ!”

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top