ขนาดตัวอักษร

65.มีเรื่องสำคัญจะประกาศ 3

 41 Views

            “เหลวไหล!” จางลี่เจิ้งจ้องเขม็งไปยังทิศทางที่มีเสียงพูดดังขึ้นมา  เอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์นัก “เมล็ดพันธุ์พวกนี้หาได้ตกลงมาจากฟากฟ้านะ  ไม่อาจเสียเงินซื้อได้หรือ?  นี่เป็นราคาที่ถูกมากแล้ว!  อีกทั้งยามเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วง  ทางการจะลดการเก็บภาษีของพืชประเภทนี้ลงต่ำกว่าครึ่ง  นี่คือความเอื้อเฟื้ออันมากมายของราชสำนักแล้ว!”

 

               ยามผู้คนได้ยินเรื่องเสียเงิน   ต่างตั้งวงถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง   เมื่อรู้ว่าภาษีจะลดลงกึ่งหนึ่ง  ถึงแม้จะชอบใจ   ทว่ากลับมีความวิตกกังวลเพิ่มขึ้นด้วย  ว่าพืชประเภทนี้อาจไม่ใช่สิ่งที่ใช้สอยได้!

              เมื่อลองครุ่นคิดในประเด็นนี้  น่าจะเป็นอย่างที่คิด  ไม่เช่นนั้นทางราชสำนักจะเต็มใจลดภาษีให้หรอกหรือ?

              “ท่านจางลี่เจิ้ง  ท่านช่างมองในแง่ดีนัก  แล้วถ้าหากมีบางคนอยากอาสาช่วยครอบครัวอื่นปลูกแทน   เรื่องนี้สามารถทำได้หรือไม่?”

              ครั้นแล้วมีเสียงระเบิดหัวเราะดังออกมาจากฝูงชน   คล้ายกับได้ยินเหลียนฟางโจวกำลังพูดเรื่องขำขันอยู่  ต่างคิดกันว่าลูกสาวคนโต       ของสกุลเหลียนผู้นี้ช่างโง่งมนัก  จะมีใครบ้างที่เต็มใจขันอาสาไปช่วยปลูกพืชพวกนี้แทนครอบครัวอื่นเล่า?   มีแต่คนจะคอยจะโยนภาระเหล่านี้ไปให้ผู้อื่นเสียละมาก กว่า!

              จางลี่เจิ้งอึ้งงันด้วยความประหลาดใจ   หลังจากคิดใคร่ครวญอยู่สักพัก ครั้นแล้วจึงพยักหน้าเอ่ยขึ้น “ตราบใดที่ทั้งสองฝ่ายสมัครใจเห็นพ้องด้วยกันทั้งคู่  ย่อมไม่มีปัญหาแน่นอน!”

              เหลียนฟางโจวอุทานมาคำหนึ่ง “อา”  แล้วจึงถามต่อ “เช่นนั้น…ทางราชสำนักไม่มีการส่งคนมาแนะนำวิธีปลูกให้หรอกรึ?”

             “ไม่!” จางลี่เจิ้งตอบกลับโดยทันที  “พืชประเภทนั้น   ชาวนาอย่างพวกเราเองยังไม่รู้จัก  ไหนเลยยังต้องการให้ใครมาแนะนำเจ้าหน้าที่ราชสำนัก  เพื่อมาสร้างปัญหาให้มากมายขึ้นอีกเล่า?!”

              เหลียนฟางโจวมีท่าทางเข้าใจกระจ่างแจ้งโดยพลัน  ครั้นแล้วจึงไม่สอบถามอีกต่อไป

              แท้จริงแล้วราชสำนักตั้งใจส่งคนมาชี้แนะ สักคนหรือสองคน  ทว่าเมล็ดพวกนี้แทบจะไม่ค่อยพบคนปลูกให้เห็น  คงมีน้อยคนที่สามารถปลูกได้สำเร็จ  และเรื่องที่ให้มีการพยายามทดลองปลูกในภาคตะวันตกเฉียงใต้   เกิดจากคนใหญ่คนโตในหัวเมืองฝ่ายตะวันตกเฉียงใต้ต้องการจะประจบเอาใจในเรื่องนี้  ซึ่งเป็นราชกิจโดยตรงขององค์รัชทายาท  จึงอยากเป็นผู้ริเริ่ม  ซ้ำยังต้องการโอ้อวดแสดงความเก่งกาจเชี่ยวชาญของผู้คนในท้องถิ่นของตนอีกด้วย  แน่นอนจึงทำการปฏิเสธไม่ให้ราชสำนักส่งใครมา   ก็เพราะนี่ไม่ใช่การเพาะปลูกพืชไร่ที่เป็นพรสวรรค์ของคนภาคตะวันตกเฉียงใต้หรอกรึ?  ถึงจะเป็นเมล็ดพันธุ์ชนิดใหม่  แล้วไม่ใช่เมล็ดพันธุ์พืชเหมือนกันหรือไร?  ก็แค่หว่านเมล็ดพันธุ์ลงดิน  ดูแลอย่างเคร่งครัด  ใส่ปุ๋ย รดน้ำ  แล้วไม่ได้เป็นวิธีการที่ถูกต้องหรือไร?

              มิหนำซ้ำ  ก็ทดลองปลูกดูสิ  หากไม่ได้ผลขึ้นมา  พวกเขาก็ยังมีเหตุผลไปอธิบายว่าเป็นเพราะพืชพันธุ์ไม่สอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศ  รวมทั้งเหตุผลอื่นๆอีกร้อยแปด  จะมีใครพูดอะไรได้

             หากโครงการนี้ล้มเหลว  พวกเขาย่อมได้แสดงท่าทีอันจริงใจและเป็นบวกออกไปแล้ว   แต่หากประสบความสำเร็จขึ้นมา นั่นก็ถือว่าเป็นบุญกุศลอันยิ่งใหญ่!

              “เอาล่ะ เอาล่ะ!  ถือว่าเรื่องนี้ได้มีการแก้ไขให้เข้าใจตรงกันแล้วนะ เช่นนั้นอย่าลืมมาบ้านข้าเพื่อซื้อเมล็ดพันธุ์ไปทดลองปลูกดูเล่า!  อย่าได้ลืมเชียว!”  เมื่อกล่าวจบ จางลี่เจิ้งเดินลงมา ขณะที่โบกมือไล่ “แยกย้ายกันไปได้แล้ว!”

            ครั้นแล้วเหล่าผู้คนต่างค่อยๆแยกตัว  ยืนคุยถกเถียงกันเป็นกลุ่มๆ

            “นางสามารถ ถามเรื่องเหลวไหลได้อย่างหาไดเปรียบ! ไม่กลัวจะโดนผู้คนหัวเราะเยาะเอาเสียเลย!” เหลียนฟางโจวได้ยินคำกล่าวร้ายแหวกอากาศมาจากด้านหลัง  เป็นป้าเฉียวผู้น่าตายเอ่ยขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์

            เหลียนฟางโจวและเหลียนเจ๋อต่างหันมามองหน้ากัน  เธอยิ้มจางๆให้เหลียนเจ๋อ เดินจากไปด้วยกัน   ไม่นำพาต่อการเหน็บแนมของเฉียวซื่อ

            “เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องกังวลไป   รอให้ผ่านไปสักสองสามวันก่อน  แล้วค่อยมาดูว่าพวกชาวบ้านเขาทำกันอย่างไร  แล้วพวกเราค่อยตัดสินใจภายหลัง!”  ครานี้ผู้คนค่อยๆแยกย้ายเดินจากไปทีละคนสองคน  ในที่สุดทั่วทั้งบริเวณที่ชุมนุม  ไม่ปรากฏร่างของคนอื่นอีก  จากนั้นป้าจางจึงได้เอ่ยกับเหลียนฟางโจว

            เหลียนฟางโจวทำสีหน้าประหลาดใจอยู่ชั่วครู่หนึ่ง  แม้ว่าจะไม่ใคร่กระจ่างว่าหมายความว่ากระไร  ทว่าเธอรู้ว่าป้าจางจะไม่ทำร้ายเธอเป็นแน่   ครั้นแล้วจึงยิ้มพยักหน้าตอบรับ  พร้อมทั้งกล่าวคำอำลาจากไป

            หลังจากนั้นเหลียนเจ๋อได้เอ่ยขึ้น “พี่ใหญ่  ป้าจางพูดถูกต้องอยู่นะ  อย่าไปสนใจถ้อยคำเมื่อครู่ก่อนเลย  ป้าใหญ่คงกำลังเครียด   ข้ามองว่า  นางคงกำลังปวดหัวอยู่ไม่น้อย   งานนี้คงจะมีผู้เป็นตัวตั้งตัวตีไปเอาเมล็ดพันธุ์ไม่กี่คนหรอก!   เรามาดูกันก่อนว่า  หากทุกคนไม่ยอมเดินหน้า  เราก็ไม่เดินหน้าด้วย!”

            นื่คือ…คำสั่งราชสำนักที่ประชาชนเพิกเฉยได้หรือ?

            เหลียนฟางโจวคิดแล้วให้รู้สึกโล่งใจขึ้นมา  นี่หาใช่เรื่องที่ผู้คนโดยมากจะสนใจ  มีแต่คนกล้าเท่านั้นที่จะเอื้อมมือไขว่คว้าเอาไว้ อา!  นี้คือโชคชะตาฟ้าลิขิตอย่างไม่มีผิดเพี้ยน  ผู้ใดเล่าจะสามารถยืนหยัดในวิถีแห่งความกล้านี้ได้?

            อย่างไรก็ตาม นี้ย่อมหมายความว่าโอกาสของเธอมาถึงแล้ว!  2 คำถามที่เธอถามจางลี่เจิ้ง  หาใช่คำถามธรรมดาสามัญทั่วไปไม่

            ถั่วเต้า (มันฝรั่ง)และฝ้าย ผู้คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าคืออันใด  ทว่าเธอกลับรู้จักพวกมันดีนัก!  นั่นคือสิ่งดีเสียยิ่งกว่าดีเชียวล่ะ!

            ถั่วเต้านับว่าพอใช้ได้   ทว่าฝ้ายนั้น  หากปลูกได้ถูกวิธีตามฤดูกาล   จะให้เส้นด้ายฝ้ายและเส้นใยฝ้ายอันมีคุณภาพสูง  ซึ่งนำมาใช้ทำผ้าห่มยัดไส้ฝ้ายบางๆ  เสื้อคลุมกันหนาวบุใยฝ้าย  แค่นั้นก็เพียงพอที่จะเปลี่ยนชะตาชีวิตได้แล้ว!

            ฝ้ายนี้หาได้ใช้วิธีหว่านเมล็ดไปบนดิน  แล้วดูแลใส่ปุ๋ย รดน้ำอย่างขยันขันแข็งแล้วจะเพียงพอไม่  สิ่งที่ทำสำคัญที่สุดคือการหยอดเมล็ด   หากผู้ปลูกไม่รู้เรื่องนี้   แม้จะเป็นชาวนาชาวไร่ทั่วไปก็ไม่อาจนึกถึงวิธีทำเช่นนั้นได้

            ยิ่งไปกว่านั้น  การดูและระหว่างการเพาะปลูก  เวลาที่เหมาะสมในการเก็บฝ้าย และ การจัดการหลังเก็บเกี่ยว  ล้วนต้องใช้วิธีการเฉพาะตัวอีกด้วย

            เหลียนฟางโจวให้รู้สึกตื่นเต้นยิ่งนัก  ทว่าเมื่อเธอกลับถึงบ้าน   อารมณ์อันลิงโลดจึงค่อยๆกลับมานิ่งสงบลง   ซ้ำกำลังใจยังหดหายไปบางส่วนอีกด้วย

            ทั้งหมดทั้งมวลเป็นเพราะว่า เธอไม่มีเงินมากพอ

            โอกาสช่างริบหรี่เหลือเกิน  เธอแน่ใจได้เลยว่า หนึ่งปีหลังจากนี้  ทุกๆคนจะเห็นคุณประโยชน์ของฝ้าย  และเมื่อถึงเวลานั้น เธอจะเอาอะไรไปแข่งกับคนมีเงินเล่า?  ยามนี้เธอทำได้เพียงแต่คว้าโอกาสนั้นไว้!

            เพื่อที่จะยึดครองตำแน่งผู้นำในช่วงเริ่มต้น   การมีเมล็ดพันธุ์และเทคโนโลยี่นั้นถือว่ายังไม่เพียงพอ  สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องมีแรงงานคน!

            ซ้ำยังผืนดินที่ต้องซื้อ  คนที่มีอำนาจหนุนหลัง  เงินที่ต้องจ่ายเป็นค่าจ้างอีก

            ตามความคิดของเธอ  เรื่องนี้ใช้วิธีจ้างคนไม่ใคร่ปลอดภัยนัก   ที่ดีที่สุดคือ ควรซื้อคนที่เก่งงานหนักและมีอุปนิสัยซื่อสัตย์มาสัก 2-3 คนโดยผ่านคนกลาง  ด้วยวิธีนี้จะรับประกันว่าเทคโนโลยี่นี้จะไม่ถูกลอกเลียนไปโดยเร็วนัก

            ซ้ำหากใช้วิธีนี้  ยังต้องคำนึงถึงเรื่องอื่นตามมาด้วย  ทั้งเรื่องอาหาร ที่พักของคนที่เพิ่มขึ้นมา…

            เมื่อคิดถึงภาระความรับผิดชอบที่จะเกิดขึ้นมา  ให้รู้สึกสะดุ้งตกใจนัก!

            กล่าวโดยสรุป  เหลียนฟางโจวประจักษ์แล้วว่า เงินก้อนที่เป็นของเธอ  เหลียนเจ๋อและอาเจี่ยน ที่ได้จากการเผาถ่านอย่างแข็งขัน ยังไม่เพียงพอครอบคลุมค่าใช้จ่ายเหล่านี้

            เหลียนฟางโจวถอนหายใจออกมาเบาๆ  จะยอมแพ้ดีหรือไม่?  ทั่วทั้งหมู่บ้านนี้ยังไม่มีร้านขายผ้าฝ้ายเลย!

            โอกาสมีแค่ครั้งเดียวเท่านั้น

            เหลียนฟางโจวแต่เดิมตั้งใจจะลองขอกู้ยืมเงิน  แต่ก็เพียงทำได้แต่คิด  จึงล้มเลิกความคิดนี้ไป

            คงไม่มีผู้ใดเต็มใจให้เธอยืมเงินหลายร้อย หรือมากกว่าหนึ่งพันตำลึงเป็นแน่  หากจะอาที่ดินไปจำนอง  ครอบครัวเธอก็อาศัยอยู่บนที่ดินผืนนี้  ดูแล้วไม่มีอะไรที่จะสละออกได้เลย

            ครั้นจะลองหาหุ้นส่วนมาร่วมกิจการดีไหม?  เจ้าของที่ดินในหมู่บ้านแซ่ฉู่ ชื่อฉู่เจียฉวงอยากได้หุ้นส่วนนอกหมู่บ้านมากกว่า  ส่วนคหบดีผู้มั่งคั่งของหมู่บ้าน ชีวานหลี่ ก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่ร่ำรวย

เหลียนฟางโจวรู้อย่างชัดแจ้งว่า ความหวังของเธอนั้นช่างริบหรี่นัก  ทว่าเธอไม่อยากสูญเสียโอกาสอันหาได้ยากในรอบหนึ่งพันปีเอาเสียจริงๆ  แม้ว่าจะมีโอกาสแค่หนึ่งในพัน เธอก็อยากจะลองดูสักตั้ง

            อย่างไรก็ตามผลลัพธ์ที่ได้ช่างเลวร้ายนัก  เศรษฐีเหล่านี้ได้ออกมาปฏิเสธอย่างสุภาพ  บางคนก็แสดงความหยาบคายนัก  ไล่เธอออกไป ทั้งที่เธอยังพูดไม่ทันจบ  และบางคนไม่ยอมให้เธอเข้าพบเลยด้วย!

คนเหล่านี้มองเธอ คล้ายกับกำลังมองตัวโง่งม  ที่ยังบ้าไม่ถึงขั้นวิกลจริต!

            เหลียนฟางโจวยังได้เข้าเมืองไปหาสกุลจ้าว  ขอเข้าพบนายหญิงน้อยจ้าวหรูอีกด้วย  ตามที่เธอคิด  เจ้าหรู สตรีผู้ครอบครองกิจการของตระกูลจ้าว  หาได้เป็นคนเข้าถึงยาก  เพียงเป็นแค่สตรีแปลกผู้หนึ่ง  บางทีนางคงจะไม่ปฏิเสธเธอเหมือนกับคนอื่นๆ!

            ทว่าเหลียนฟางโจวไม่เคยติดต่อ หรือเคยพบจ้าวหรูเลย   เมื่อเธอไปถึง  เป็นซีเชวี่ยที่พบหญิงสาว  ซีเชวี่ยหยุดไม่ให้เหลียนฟางโจวเข้าไปในจวน  ซ้ำยังถ่มน้ำลายไล่หลังเธอ พลางเอ่ยว่า “มีเรื่องวุ่นวายอันใดงั้นรึ  ไยไม่ส่งกระจกชะโงกดูเงาหัวตัวเองเสียบ้าง  ช่างกล้ามาเพื่อขอพบนายหญิงน้อยของเรา  ช่างยะโสโอหังนัก!  นายหญิงน้อยของเราหาใช่บุคคลที่ใครจะเข้าพบได้ง่ายๆเสียเมื่อไร!  ไม่รู้จักละอายเสียบ้างเลย!”

            เมื่อหมดหนเข้าแล้วจริงๆ  เหลียนฟางโจวจึงต้องหันมาพิจารณาเงินตำลึงที่อยู่ในมือแทน

            เธอคำนวณคร่าวๆว่า เผาถ่านในหน้าหนาวจะได้เงิน 60-70  ตำลึง  รวมกับเงินค่าถอนหมั้นกับสกุลหยางที่เหลืออยู่ 10 ตำลึง ขายเห็ดทำเงินได้ประมาณ 12 ตำลึง รวมทั้งหมดเป็นเงินประมาณ 92 ตำลึง

 

            หักไว้ 32  ตำลึง เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆของครอบครัว  รวมทั้งค่าเล่าเรียนของเหลียนเช่อในปีหน้า  ก็จะมีเงินคงเหลืออยู่ 60 ตำลึง

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top