ขนาดตัวอักษร

64.มีเรื่องสำคัญจะประกาศ 2

 38 Views

       เมื่อใดก็ตามที่มีเหตุการณ์สำคัญ   ลูกบ้านของหมู่บ้านทั้งหลายจะถูกเรียกให้ไปรวมตัวกันในสถานที่เฉพาะที่หนึ่ง  สำหรับสถานที่นัดประชุมของหมู่บ้านต้าฟางนั้น  คือใต้ต้นจางยักษ์กลางหมู่บ้าน  ยกตัวอย่าง เมื่อตอนฤดูใบไม้ผลิซึ่งเป็นฤดูไถหว่าน  ลูกบ้านได้รับการแจ้งเตือนให้เร่งรีบเพาะปลูกให้ตรงตามฤดูกาล   และยามฤดูแล้งมาเยือน ก็ได้รับการแจ้งเตือนให้เข้าไปลาดตะเวณตามเชิงเขา เพื่อทำการระวังไฟป่าที่อาจเกิดขึ้น  เมื่อถึงฤดูใบไม้ร่วงซึ่งเป็นฤดูเก็บเกี่ยว   จะได้รับการประกาศว่าให้จ่ายภาษีเมื่อใด   หรือหากทางราชสำนักต้องการให้มีการเกณฑ์ทหาร  หรือเกณฑ์ชาวบ้านให้ไปช่วยงานของทางการ รวมทั้งงานจิปาถะอื่นๆ   ล้วนต้องอาศัยการประกาศแจ้งข่าวทั้งสิ้น

 

         อย่างไรก็ดีดูเหมือนเรื่องการเกณฑ์ทหาร หรือเรื่องเกณฑ์คนให้ไปทำงานไม่ใคร่มีมากนัก  ดังนั้นโดยทั่วไปเรื่องที่ประกาศล้วนเกี่ยวข้องกับเรื่องการไถหว่านในฤดูใบไม้ผลิ  การเก็บเกี่ยวผลผลิต  และเรื่องเบ็ดตเล็ดอื่นๆ   ยามนี้มีเรื่องที่จะประกาศน่าจะเป็นเรื่องที่ไม่สำคัญ  หรือไม่..ก็อาจเป็นเรื่องที่สำคัญมากจนกระทั่งชาวบ้านต่างรู้สึกวิตกกังวล  ไม่ต้องสงสัยเลยว่าไฉนอาหญิงสามจึงถอนหายใจออกมา

          เหลียนฟางโวเอ่ยเรียงเรียบ “ใครจะสนใจกันเล่า!  รู้อยู่ว่ายามนี้บ้านเรามีแต่เด็กเล็กและเด็กโต!   จึงไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องบอกกล่าวเรื่องประกาศต่างๆ!”

         อาหญิงสามเห็นด้วยกับที่หลานสาวกล่าวมา  ครั้นแล้วจึงไม่คิดให้มากความอีกต่อไป

        ในตอนเย็น  เหลียนฟางโจว เหลียนเจ๋อ ป้าจางและลุงหลี่กลับมากันก่อน  ต่างรีบล้างไม้ล้างมือ  ครั้นแล้วจึงพากันเดินทางไปยังบริเวณที่ตั้งของต้นจางชู่ยักษ์กลางหมู่บ้านพร้อมกัน

          คราที่พวกเขามาถึงต้นจางยักษ์นั้น  ลูกบ้านยังยืนกันอยู่บางตา  พวกเขายืนจับกลุ่มคุยกันเป็นกลุ่มเล็กๆ สองคนบ้าง สามคนบ้าง

         จากสภาพการณ์นี้เห็นได้ชัดว่า  ไม่มีการแพร่งพรายเรื่องที่จะประกาศแจ้งเลย จนถึงนาทีสุดท้าย  เช่นนั้น…ย่อมไม่มีใครรู้ว่ามีเรื่องอันใดเกิดขึ้น  ผู้คนจึงได้จับกลุ่มถกเถียงและคุยกันเพื่อฆ่าเวลาไปพลางๆ!

         ยามนี้ผู้คนมารวมตัวกันหนาตาขึ้นมากแล้ว  ซ้ำยังมีเสียงพูดคุยกันจ๊อกแจ๊กจอแจมากมายนัก เหลียนลี่และเฉียวซื่อก็มาถึงแล้วด้วย  คนทั้งคู่เห็นเหลียนฟางโจว เหลียนเจ๋อมาพร้อมกับ ลุงหลี่และป้าจาง ซึ่งยืนจับกลุ่มอยู่ที่เดียวกัน  เหลียนลี่ไม่ได้พูดอะไร เฉียวซื่อส่งเสียงกดต่ำ “เชอะ”  ออกมาหลายครั้ง ครั้นแล้วจึงหันหน้าหนีไป  ไม่มองมาทางพวกเขาอีกเลย

          จางลี่เจิ้งมาถึงในที่สุด  ชายสูงอายุยืนอยู่ใต้ต้นจางชู่ยักษ์ ดูเด่นเป็นสง่า ต่อหน้าลูกบ้าน เขากวาดตามมองไปรอบๆอย่างรวดเร็ว  ถามขึ้นเสียงดังตามปกติ “ทุกคนพร้อมจะฟังกันหรือยัง?”

         ผู้คนตอบกลับเสียงเอ็ดอึง “อ้าว.. คนมากันเต็มแล้ว รีบแจ้งเรื่องมาเร็วเข้าสิ!”

          ครั้นแล้วจางลี่เจิ้งจึงกระแอมไอเสียครั้งหนึ่ง  และส่งเสียงแหลมสูงว่า “ทุกๆคนโปรดอยู่ในความสงบ  จงเงียบเสียง  แล้วฟังข้าพูดต่อจากนี้!”  ทั้งยังตะโกนซ้ำๆขึ้นอีกหลายรอบ  จนกระทั่งผู้คนเงียบเสียงลงในที่สุด  สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องไปที่จางลี่เจิ้ง

           ครั้นแล้วจางลี่เจิ้งจึงเริ่มต้นกล่าวออกมาช้าๆ “มีข่าวจากทางสำนักเขตปกครองเมืองเพิ่งจะแจ้งเข้ามา   เจ้าหน้าที่ราชสำนักได้ส่งเมล็ดพันธุ์ชนิดใหม่มาให้สองชนิด  และขอให้พวกเราทั้งหลายช่วยกันทดลองเพาะปลูกในปีหน้า..”

          หลังจากกล่าวจบ  ก็มีเสียงดัง “ปัง” คล้ายว่าความยุ่งยากลำบากกำลังจะบังเกิดขึ้น

           “อะไรนะ? เมล็ดพันธุ์ใหม่รึ? นี่นะคือเรื่องที่จะแจ้ง!”

            “ทดลองปลูกรึ? กับที่นาของเราน่ะรึ?”

             “เหลวไหล! แล้วพวกท่านไม่จำเป็นต้องปลูกข้าวกันแล้วรึ!”

             “ไม่ดีแล้ว!  จะมายุ่งอะไรกับพืชผลของพวกเราล่ะ?  ไม่ปลูกข้าวแล้วจะให้อดตายกันในปีหน้าหรือไร?!”

             “ข้าก็เห็นด้วยเช่นกัน  มาบังคับพวกเราให้ปลูกอะไรที่เราไม่รู้จัก  พอถึงเวลานั้นคงไม่มีอะไรให้กินแน่   เจ้าหน้าที่ราชสำนักช่างทำตามอำเภอใจนัก  ไม่สนใจประชาชนตาดำๆอย่างพวกเราเลยรึ?”

            “ช่างฝันกันไปใหญ่แล้ว  เจ้าหน้าที่ราชสำนักจะมาบงการชีวิตประชาชนอย่างพวกเราเสียแล้ว!”

            “อย่าเพิ่งเสียงดัง  อย่าเพิ่งโวยวายกัน  ไยไม่ฟังท่านจางลี่เจิ้งพูดให้จบก่อนเล่า!”

            แม้จางลี่เจิ้งจะได้ยินเสียงตะโกนเอ็ดตะโร จากคนกลุ่มหนึ่ง  ก็ไม่ได้ทำให้เขากลัดกลุ้มใจเลยแม้แต่น้อย  คล้ายกับจะคาดไว้แล้วว่า จะเห็นปฏิกิริยาอาการเช่นนี้จากลูกบ้าน  จึงยืนมองดูอยู่เฉยๆ   โดยไม่หลบสายตา  เขายืนเงียบๆ  ดูท่าทางสบายอกสบายใจอย่างเห็นได้ชัด

            “เฮ้อ  แล้วมีเรื่องอะไรจะมาแจ้งเล่า!  ข้ายังไม่รู้เลยว่าพรรณไม้นั้นคืออะไร  มันจะนำมากินเป็นอาหารได้หรือไม่ ?  ป้าจางถอนหายใจออกมา  ลุงหลี่ตรึกตรองดูสักครู่แล้วเอ่ยขึ้นมา “พวกเราได้เผาถ่านกันไปหลายหลุมเตาเผา  ซ้ำเก็บเงินได้มาส่วนหนึ่งแล้ว   หากเรื่องมันออกมาเลวร้ายสุดๆ  เมื่อถึงยามนั้นก็เอาเงินที่ได้นี้มาซื้อข้าวกินประทังหิวก็แล้วกัน ”

             เมื่อได้ยินคำกล่าวนี้  ป้าจางพยักหน้าเห็นด้วย  จึงหาได้มีความกลัดกลุ้ม และกระวนกระวายใจมากนัก

           แต่ถึงอย่างไร  นางค่อนข้างเศร้าใจ เพราะคิดว่าปีนี้จะเป็นปีที่จะได้สะสมเงินทองให้เป็นกอบเป็นกำ  สามารถซื้อหาของได้มากมายตามใจชอบ  ทว่าครานี้ดูเหมือน  คงต้องวางแผนการใช้จ่ายกันเสียแล้ว

            เหลียนฟางโจวเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ลุงหลี่  ป้าจาง เราฟังเขาพูดก่อนเถิด  บางทีอาจเป็นข่าวดีจริงๆก็ได้!”

           ลุงหลี่กับป้าจางหัวเราะเบาๆ   ทั้งสองมีความคิดไปในทางเดียวกัน   ตัวแทนราชสำนักจะมีสิ่งดีมาให้จริงๆรึ?  หากเป็นเรื่องดีจริงๆ คนพวกนั้นคงรีบลงมือทำก่อนเสียแต่เนิ่นๆแล้ว!

จางลี่เจิ้งมองทุกคนด้วยสายตาเป็นประกายเฉียบคม   เอ่ยเสียงดังก้องกังวาล  เพื่อให้ทุกคนอยู่ในความสงบ และเอ่ยว่า “เมล็ดพันธุ์ใหม่สองชนิดนี้  ตัวหนึ่งเราเรียกว่าถู่เต้า (มันฝรั่ง)  อีกตัวหนึ่งเราเรียกว่าฝ้าย  ถู่เต้า(มันฝรั่ง)นั้นสามารถปลูกไว้กินได้เหมือนข้าว  ส่วนฝ้ายถูกใช้ เอามาทำเสื้อผ้า…”

           ถู่เต้า(มันฝรั่ง) กับฝ้าย รึ  เป็นเรื่องดีจริงๆเสียด้วย!

ในหัวเหลียนฟางโจวครานี้เกิดเสียงดัง “ปัง”  เธอเงยหน้ามองจางลี่เจิ้ง ดวงตาคมทอประกายกล้า  พยายามระงับความตื่นเต้นลงอย่างเงียบๆยามนี้ มีเสียง “ปัง” ดังขึ้นอีกแล้ว

             อย่างไรก็ตาม สำหรับคนที่พกพาความได้เปรียบมา  สิ่งนั้นย่อมเป็นสิ่งดี!  ทว่าสำหรับคนที่ไม่เคยเห็นมาก่อน   สิ่งนั้นคือความไม่แน่นอน!

           ตัวอย่างตรงหน้าคือ  ชาวบ้านชนบท ผู้ซึ่งครานี้มีสีหน้าตื่นตระหนกหวาดหวั่น  ได้ยินแล้วเกิดความแค้นเคืองอย่างหาสิ่งใดเปรียบ

           “พวกข้าปลูกพืชบนผืนดินมาชั่วชีวิต  ในผืนแผ่นดินของพวกเราที่ปลูกแต่ถั่วเหลือง  มันคือสิ่งใดกัน  หรือ…มันคือสิ่งที่ชาวมองโกลปลูก  ที่เขาเรียกกันว่าถั่วลิสงซึ่งพวกเราไม่มีอีกด้วย!”

             “ฝ้ายนี่ก็เป็นสิ่งแปลกประหลาดนัก  ไฉนถึงเอาดอกไม้มาทำเป็นเสื้อผ้า  โดยทั่วไปเราเอาใบไม้มาทำเสื้อผ้านี่นา!”“แน่นอนย่อมไม่มีทางไปเปรียบเทียบกับถั่วลิสงได้   ซ้ำเวลาเรียกชื่อนี้ออกมาแล้ว ข้ารู้สึกกระดากปากยิ่งนัก!”

            มีคนระเบิดเสียงหัวเราะออกมาจากท่ามกลางฝูงชน  ทว่าหลังจากสิ้นเสียงหัวเราะแล้ว  กลับมีความโกรธเคืองและตื่นตระหนกเพิ่มมากขึ้นด้วย

              ผู้คนต่างคิดกันว่า  ตัวแทนราชสำนักชักจะลำเส้นเกินไปเสียแล้ว!  เรื่องที่ราชสำนักต้องการนี้  มันคือการเอาชีวิตทั้งชีวิตของชาวนาชาวไร่มาล้อเล่นอย่างเห็นได้ชัด!

             “พี่ใหญ่ ไม่ต้องกลัวนะ  พวกเราและลุงหลี่ กำลังมุ่งมั่นกับการเผาถ่านเป็นอันมาก  ซ้ำในปีหน้า ข้ายังสามารถเดินทางขึ้นเขาไปล่าสัตว์ได้อีกด้วย!” เหลียนเจ๋อคิดว่าเหลียนฟางโจวบังเกิดความวิตกกังวลจนใจเสียไปแล้ว  เขาจึงรีบกระซิบขึ้นเบาๆ

            “พี่ใหญ่ล้วนทำสิ่งถูกต้อง!  ท่านไม่จำเป็นต้องวิตกไป!” เหลียนฟางโจวส่งยิ้มบางให้น้องชาย

             อารมณ์ของทุกคนในที่นั้นพลิกผันไปไกลเกินกว่าที่จางลี่เจิ้งจะรอคอยต่อไปได้  จางลี่เจิ้งจึงหมดความอดทน   ครั้นแล้วจึงเอ่ยขึ้นเสียงดัง “หยุดโวยวายกันได้แล้ว! จงฟังที่ข้าพูด!  พวกเจ้าเอาแต่โวยวายกันไป  แล้วจะไม่ทำได้หรือ?   เอาแต่บ่นกันนัก  จะไม่เอาเมล็ดพันธุ์กันแล้วใช่หรือไม่?”

           ผู้คนยามมองเขาครานี้  ให้รู้สึกเกิดโทสะขึ้นมาจริงๆ   มิหนำซ้ำวาจานี้  เมื่อฟังดูแล้ว ย่อมรู้ว่าเป็นความจริงที่เลี่ยงไม่ได้  เขาจึงเอามากดดันให้ผู้คนหยุดพูด

            “จางลี่เจิ้ง  ท่านต้องคิดหาทางออกให้ทุกๆคนด้วยสิ!  จะให้ทำตามกันอย่างเคร่งครัด! ปีหน้าหลายครอบครัวคงจะมีอาหารไม่พอกินเป็นแน่!”  มีคนหนึ่งพูดขึ้น และคนที่เหลือต่างเห็นพ้องต้องกัน

           “เรื่องความลำบากยากเข็ญของพวกเจ้า ข้าไม่รู้หรอกนะ! “ จางลี่เจิ้งถอนหายใจยาว เอ่ยว่า “ทว่านี้คือการตัดสินใจของทางราชสำนัก  หมู่บ้านของพวกเราตั้งอยู่หนึ่งในสามจังหวัดที่อยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้  แต่ละจังหวัดจะเลือกมืองสามเมือง ให้ทดลองปลูก เมืองยู่เหอเซียนของเราก็เป็นหนึ่งในนั้น  เช่นนี้เราจะพูดอันใดได้เล่า?  เจ้าขอร้องข้าให้หาทางออก  แล้วข้าจะไปถามใครต่อดีเล่า?  ข้าแตกต่างจากพวกเจ้า  เป็นคนอีกประเภทหนึ่ง!  ไม่ต้องมีความสามารถในการเพาะปลูก ก็อยู่ได้ เมื่อถึงเวลาคงถูกรายงานไปยังสำนักเขตปกครองเมือง  แล้วอย่ามาตำหนิข้าว่าไม่เคยเตือนพวกเจ้าตรงๆก็แล้วกัน!”

            หลังจากจางลี่เจิ้งได้ถ่ายทอดคำพูดออกไปจนหมดสิ้น   ผู้คนทั้งหลายล้วนเงียบกริบ ทั้งสลดหดหู่ คอตก  มุ่นคิ้วลึก

          “จางลี่เจิ้ง  เรื่องนี้คงไม่ได้ทำกันทุกครอบครัวหรอกกระมัง  ข้าวนั้น  พวกเราก็ต้องปลูกด้วย ไม่ใช่แค่พืชสองอย่างนี้  ใช่หรือไม่?”  บางคนถามขึ้นมา

            ทุกคนเริ่มใจชื้นขึ้น   ต่างเงยหน้ามองตรงไปยังจางลี่เจิ้งกันเป็นตาเดียว  เนื่องจากไม่สามารถหลบเลี่ยงเคราะห์กรรมครั้งนี้ได้ การทดลองปลูกนั้น จะออกมาดีหรือร้ายก็แล้วแต่  ควรแบ่งพื้นที่บางส่วนไว้ให้ทุกคนปลูกข้าวได้ด้วย!

           เมื่อเห็นผู้คนที่คราแรกใบหน้าเคร่งเครียด  เริ่มคลายลงมากแล้ว  จึงเอ่ยเสียงเรียบ “ตัวแทนราชสำนักเห็นใจทุกคน   ส่วนเรื่องจะจัดการอย่างไรน่ะรึ?  ให้แต่ละครอบครัว จัดแบ่งพื้นที่ครึ่งหนึ่งไว้ปลูกฝ้ายและถู่เต้า(มันฝรั่ง)  ส่วนที่เหลือสามารถปลูกพืชผลใดก็ได้ตามใจชอบ  ส่วนเมล็ดพันธุ์ทั้งสองให้มาเอาที่ข้า!  เมล็ดถู่เต้าหนัก 1 ชั่งเป็นเงิน 2 อีแปะ  เมล็ดฝ้ายหนัก 1ชั่ง เป็นเงิน5 อีแปะ!”

            หา..ต้องขอเงินกันด้วยรึ!”  บางคนร้องออกมาอย่างตระหนกตกใจ

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top