ขนาดตัวอักษร

62.ขอหุ้นด้วยคน 3

 42 Views

      ยามได้ยินเหลียนลี่พูด  จ้าวซื่ออยากจะฉีกเนื้อเขาออกมานัก  เขากล้าฉวยโอกาสพูดเองเออเองได้อย่างไร?

            เหลียนลี่พลันรู้สึกกระดากอายเล็กน้อย  ใจนึกอยากเอาอะไรทุบหัวเหลียนฟางโจวและน้องชาย ที่ทำท่าจองหองนัก  ครั้นแล้วจึงเหลือบมองเหลียนฟางโจวด้วยสายตามาดร้าย  ส่งเสียงเตือนว่า “ฟางโจว  ยามนี้พวกเราอยู่ที่บ้านของผู้อื่น  หวังว่าเจ้าจะมีสำนึกสักหน่อยนะ ว่า สิ่งใดควรพูด  สิ่งไดไม่ควรพูด!  ในภายภาคหน้าเจ้ายังต้องพึ่งพา  คนที่ช่วยสร้างความโปร่งใสให้เจ้าอยู่นะ!”

 

            เหลียนฟางโจวโต้กลับทันควัน “ลุงใหญ่…เวลาที่ข้าร่วมมือทำสิ่งใดกับผู้ใด   ทั้งสองฝ่ายมักตกลงกันอย่างโปร่งใสอยู่แล้ว!  ส่วนเรื่องในภายหน้า  ตัวข้าเองไม่จำเป็นต้องพึ่งพาผู้ใด!  แล้วที่พี่จ้าวกล่าวมาเมื่อครู่เป็นเช่นนั้นจริงๆรึ ลุงใหญ่?   ไฉนข้าถึงจำไม่ได้ว่า  ข้าเคยไปบอกลุงเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใด ?”

            ใบหน้าเหลียนลี่พลันแดงก่ำ เอ่ยข้างๆคูๆ  “แม้ว่าเจ้าไม่ได้พูดประโยคเช่นนั้น  ทว่าเวลาเราฟังเจ้าพูดแล้ว   เพื่อสร้างความโปร่งใสให้เจ้า  มันก็มีความหมายตามที่พูดไปนี่แหละ!”

            เฉียวซื่อรีบพยักหน้ารับ  “ถูกต้อง!  เจ้าเป็นคนพูดออกมา แล้วยังไม่ยอมรับอีกรึ!”

          เหลียนฟางโจวรีบเอ่ยขึ้น“บางทีนั่นเป็นเพราะพวกท่านเข้าใจผิดกันไปเอง  ข้าไม่เคยหมายความเช่นนั้นเลย!  นี่คือองค์ความรู้ที่ท่านลุงหลี่เป็นผู้พบ  แล้วจะปล่อยให้คนอื่น  ขึ้นไปดูด้วยง่ายๆได้อย่างไร?  พวกที่เผาถ่านในละแวกใกล้เคียงกัน  หาได้เคยปล่อยคนนอกเข้าไปดูด้วยไม่ !  หากท่านไม่ได้คิดมาดูแลพวกเรา  ซ้ำพวกเราก็ยังเยาว์นัก  ท่านก็ไม่ควรเอาพวกเราขึ้นไป!  ที่ลุงมาทำท่าพูดนั่นพูดนี่   แท้จริงแล้ว ใจท่านต้องการจะเรียนรู้ และขโมยความรู้ของผู้อื่น ใช่หรือไม่  ?”

         “เจ้าพูดเรื่องไร้สาระอันใดกัน!  ข้าไม่เคยคิดเช่นนั้นเลย!”   หากไม่ใช่เพราะอยู่ต่อหน้าคนนอกพวกนี้  เหลียนลี่อยากระเบิดโทสะใส่หน้าเลียนฟางโจวเสียเดี๋ยวนี้นัก

           “เอ หรือข้าอาจจะเข้าใจผิดไปเอง !  เอาเป็นว่า ข้ารับทราบแล้วว่าลุงใหญ่หาได้หมายความเช่นนั้นไม่!  “ เหลียนฟางโจวส่งยิ้มบาง “ข้าคงร่วมเดินทางไปกับลุงใหญ่ไม่ได้หรอกนะ!” เอ่ยจบก็ค้อมหัวให้เล็กน้อย

           เฉียวซื่อก่นด่า “คนของสกุลลี่ยังไม่ได้กล่าวอันใดออกมาเลย  แล้วตัวเจ้าจะมาร้องแรกแหกกระเชอหาอะไรกัน?  ไม่เคยเห็นใครจะหน้าหนา หนังหนาเหมือนอย่างเจ้าเลย!”

           จ้าวซื่อรีบพูดแทรกอย่างไว “นี่..ฟางโจว  ลุงใหญ่ของเจ้าบอกด้วยว่า  ถึงเวลามาดูแลพวกเจ้าแล้ว!”

            เหลียนฟางโจวไม่สนใจฟังคำพูดของเฉียวซื่อแม้แต่น้อย  เธอหันไปเอ่ยกับลุงหลี่อย่างนอบน้อม “ลุงหลี่  พวกเราพี่น้องหาได้บอบบางเป็นคุณหนูขนาดนั้น  ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาดูแลพวกเราสี่พี่น้องหรอก!  นี้คือความรู้ความชำนาญที่ท่านได้ศึกษามา  ท่านจะถ่ายทอดให้ใคร หรือไม่ให้  ย่อมทำได้  ท่านและป้าจางมักคอยดูแลพวกเราอยู่เสมอ  เราย่อมแจ่มแจ้งแก่ใจดี   หากเพราะเรื่องนี้ เป็นต้นเหตุให้พวกท่านต้องประสบปัญหา  เราคงไม่อาจไปรบกวนท่านอีกแล้ว!”

             ลุงหลี่เองนั้นยังมีเรื่องที่ไม่เข้าใจอยู่บางประการ  ครั้นแล้วจึงรีบเอ่ยอย่างสุภาพ “พวกท่านคงเข้าใจผิดกันเสียแล้ว!   ท่านจงวางใจเถิดว่า เราจะดูแลฟางโจวกับน้องๆให้ดี  จะไม่ทำให้พวกเขาเหน็ดเหนื่อยหรอก!  ถึงอย่างไร  พวกเราก็เป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน…”

           ลุงหลี่ตั้งใจส่งถ้อยคำกล่าวนี้ไปให้เหลียนลี่และเฉียวซื่อ  เพราะถึงอย่างไร  ลุงหลี่และป้าจางหาได้เป็นญาติผู้ใหญ่ของเหลียนฟางโจวและน้องๆไม่  จึงไม่อยากไปปะทะกับลุงและป้าของพวกเหลียนฟางโจวตรงๆ

           ใครจะรู้ว่าเฉียวซื่อแท้จริงแล้วไม่เคยซาบซึ้งกับน้ำใจที่ลุงหลี่มีให้เลย  รีบเอ่ยขึ้น “เห็นไหม เรื่องนี้พี่ลี่ก็พูดออกมาอย่างชัดเจนแล้ว ว่าเขาไม่ใช่เจ้าของความรู้นั้น ”

           จ้าวซื่อฉุนมาก  อดพูดขึ้นมาไม่ได้ “ป้าเฉียว พ่อสามีข้าเห็นด้วยกับเรื่องอะไรงั้นหรือ?  ท่านพูดเองเออเองฝ่ายเดียวนะ!  ความรู้ซึ่งพ่อข้าเรียนมาด้วยความลำบากยากเข็ญ จะให้คนอื่นมาดูกันง่ายๆ ได้อย่างไร?”

          “เหมยซี่!” ป้าจางพยายามปรามไม่ให้จ้าวซื่อพูดต่อ  เอ่ยด้วยรอยยิ้มกับเฉียวซื่อ “ลูกสะใภ้ข้าเป็นคนตรงไปตรงมาเช่นนี้แหละ  วาจาที่พูดออกมาเลยไม่ค่อยน่าฟังนัก  ป้าใหญ่ของเด็กๆ  จงอย่าได้โกรธไป!”

            แค่พูดว่าไม่น่าฟัง  ไม่ได้พูดว่าที่กล่าวมาไม่ถูกต้องหรอกรึ

           “เนื่องจากที่นี่  มีแต่คนไม่เห็นคุณค่าในความปรารถนาดีที่เราหยิบยื่นให้  แล้วพวกเราจะเป็นห่วงเป็นใยพวกเขาไปทำไม!  ไปกันเถิด!  อย่าไปวุ่นวายกับเรื่องนี้เลย  พวกคนหนุ่มสาวก็ไม่รู้จักทำตัวให้สมกับเป็นคนรุ่นลูกรุ่นหลาน  เฮ้อ  น่าสงสารน้องชายข้า  และน้องสะใภ้ที่มาด่วนจากไปเร็วนัก  พวกหลานๆที่เคยเป็นเด็กดี  โตมากลายเป็นคนเช่นนี้ไปเสียแล้ว!” เหลียนลี่พูดพร่ำไป ถอนหายใจไป  ก่อนจะเดินจากไป  ยังไม่ลืมเหยียบเท้าเหลียนฟางโจวทีหนึ่ง

           “และในภายหน้า ถ้าเกิดขาดทุนขึ้นมา   ก็อย่าได้มาขอร้องให้เราช่วยรับผิดชอบด้วยก็แล้วกัน!  ต่อให้มาคุกเข่าขอร้อง พวกเราก็ไม่มีทางยอมให้แล้ว!” เฉียวซื่อจ้องหลานหน้าชายและหลานสาวเขม็ง ด้วยความประสงค์ร้าย

            ลุงหลี่ ป้าจาง และลี่ซานเหอต่างหันมามองหน้ากัน   จ้าวซื่อถ่มน้ำลายเบาๆ  บ่นพึมพำ “คนอะไรอย่างนี้นี่!” เห็นป้าจางจับจ้องมา จ้าวซื่อทำหน้าปั้นปึ่ง เอ่ยว่า “ท่านแม่  ถึงท่านจะจ้องข้าแค่ไหน ข้าก็จะพูดเช่นนี้แหละ!”

            หลังจากเสียงพูดเงียบลง  เหลียนฟางโจวจึงยิ้มออกมา  บรรยากาศในบ้านเริ่มคลี่คลายลงทันใด

           “เป็นเพราะข้าไม่ดีเอง  ไม่คาดคิดว่าวันนี้พวกเขาจะบุกมาก่อปัญหาเช่นนี้  จึงไม่ได้แจ้ง พี่ชาย พี่สะใภ้ ลุงหลี่และป้าจาง ให้รู้ล่วงหน้าไว้ก่อน!” เหลียนฟางโจวกล่าวขอโทษด้วยรอยยิ้ม

            “หยุดพูดเถิด!” ป้าจางโคลงศีรษะพลางยิ้ม ถอนหายใจออกมาเบาๆ “เฮ้อ จริงๆเลย….”

            ลุงหลี่รู้สึกเสียใจไม่น้อย  เอ่ยขึ้น “ถึงอย่างไรพวกเขาก็เป็นญาติผู้ใหญ่ของพวกเจ้า  หรือว่าจะให้มาเรียนรู้เรื่องเผาถ่านด้วย ดีหรือไม่?”

            “ลุงหลี่ !  ท่านอย่าได้พูดเช่นนั้นออกมาเชียว!” เหลียนฟางโจวส่ายศีรษะ พูดอย่างตัดสินใจแน่วแน่ “ท่านย่อมรู้เรื่องราวทั้งหมดทั้งมวลดี  เรื่องเน่าๆในบ้านสกุลเหลียนน่ะรึ  ข้าไม่กลัวที่จะเล่าออกมาหรอก!  ใครคือลุงกับป้าของข้ารึ?  ข้าไม่เคยเห็นเขามาช่วยพวกเราเลยแม้สักกะผีกเดียว   หากบอกให้ไปข่มเหงรังแกพวกเราที่เป็นกำพร้าละก็   พวกเขาจะรีบปรี่เข้ามาทำเป็นอันดับแรกเลย!   ครานี้ หากพวกเราเอาแต่ยอมฝืนทน   พวกเขาจะยิ่งเรียกร้องมากขึ้น   ในภายหน้า พวกขาจะยิ่งไม่รู้จักพอ  มีแต่ได้คืบจะเอาศอกไปเรื่อยๆ!”

            ป้าจางถอนหายใจเบาๆ เอ่ยว่า “เลยทำให้พวกเจ้าลำบากแล้ว!”

            เหลียนฟางโจวยิ้มบาง เอ่ยว่า “พวกข้าไม่มีสิ่งใดที่ต้องละอาย  ถึงพวกข้าไม่ได้พึ่งพาพวกเขา  ก็ยังคงมีชีวิตอยู่ได้ด้วยดี!  พวกเขามาเพื่อสร้างปัญหาเพียงเท่านั้น  ต้องคอยดูว่าคราวหน้าญาติผู้ใหญ่คู่นี้  จะเล่นงานอะไรพวกข้าอีก!”

            “ดีหรือชั่วพวกเจ้าก็คือคนสกุลเดียวกัน!  อย่าให้ต้องมาถึงจุดแตกหักกันเลย!” ป้าจางรีบเอ่ย

            เหลียนเจ๋อพูดตรงๆ “ป้าจาง  พวกเขาไม่ถือว่าพวกข้าเป็นครอบครัวเดียวกับเขาเลย! แต่ก่อน ทุกครั้ง บิดามารดาของข้า มักคอยช่วยทำงานให้พวกเขาตลอด  โดยที่พวกเขาไม่ขยับทำอะไรเลย แล้วตอนนี้กับพวกข้าพี่น้องที่เหลือเล่า ก็เหมือนกัน!  เขาคอยจ้องจะเอาเปรียบเพียงอย่างเดียว  แล้วจะให้พวกข้าทำตัวสุภาพกับพวกเขาได้อย่างไร!”

            ป้าจางเอ่ยเสียงเนือย “เป็นธรรมดาที่พวกเจ้าต้องรู้จักอดทนอดกลั้น  ถึงอย่างไรพวกเขาก็เป็นญาติผู้ใหญ่ของพวกเจ้า  ข้ารู้ว่าพูดไป มันไม่ง่าย!   แต่สุดท้ายผู้ที่เสียก็คือพวกเจ้า!  หากเกิดเรื่องไม่ดี  ที่กระทบถึงเชื่อเสียงของพวกเจ้าขึ้นมา  คนส่วนใหญ่ย่อมเชื่อป้ากับลุงของพวกเจ้า  เพราะมันดูเหลือเชื่อเกินไป   ที่คนๆหนึ่งจะมีญาติผู้ใหญ่เลวร้ายได้ขนาดนี้ !  ในภายภาคหน้า การแต่งงานของพี่สาวเจ้าต้องมีผลกระทบ รวมทั้งเหลียนเช่อด้วย  เห็นเจ้าเคยบอกว่ามีแผนจะส่งเขาไปเล่าเรียนหนังสือ มิใช่รึ?”

            เหลียนฟางโจวรู้สึกห่อเหี่ยวขึ้นมาทันใด   โลกยุคโบราณนี้  ทำไมมีปัญหามากมายนัก!  ทั้งยังต้องมาคอยระมัดระวังตัวตลอดเวลา  เธอไม่ใช่คนที่เกิดในยุคนี้   บางครั้งก็ละเลย  ไม่ได้ระวังตัวมากนัก!

            ครั้นแล้วหญิงสาวจึงพยักหน้า พลางเอ่ยขึ้น “ข้าจะจดจำเอาไว้! ขอบคุณป้าจางที่ช่วยตักเตือน!”

            เหลียนเจ๋อพยักหน้าด้วยความซาบซึ้งใจด้วย

            ลุงหลี่รีบพูดขึ้น “เอาล่ะ  เรื่องที่คาดการณ์มานี้ก็ปล่อยผ่านไปก่อน!  ข้าเข้าใจที่พวกเจ้าพูดดี  เรื่องนี้ไม่อาจผ่อนปรนได้!”

            “คงต้องสร้างปัญหาให้ท่านแล้ว!” เหลียนฟางโจวรู้สึกสำนึกบุญคุณเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

            ลุงหลี่โบกมือ เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ไม่มีปัญหาอันใดเลย!  หากไม่ใช่เพราะเจ้าหวังดีกับเรา  เราคงไม่สามารถหาเงินได้มากขนาดนี้หรอก!  ในภายหน้า หากมีเรื่องอันใดให้ช่วย ก็พูดออกมาได้เลย ไม่ต้องเกรงใจนะ!”

            เหลียนฟางโจวและเหลียนเจ๋อ ก้มหัวขอบคุณ  จากนั้นพูดคุยเรื่องสัพเพเหระกันอีกไม่นาน  จึงแยกย้ายกันกลับไป

 

            เมื่อสองพี่น้องกลับมาถึงบ้าน  ป้าสามได้ถามว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร?  เหลียนฟางโจวพูดเพียงว่า “เรียบร้อยแล้ว” แล้วไม่คุยอะไรเพิ่มมากนัก   ซ้ำยังบอกให้พวกเขาพยายามหลีกเลี่ยงให้ห่างจากลุงและป้า  เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของคนคู่นั้น

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top