ขนาดตัวอักษร

57.มาห่อเกี๊ยวกัน

 40 Views

          ทันทีที่อาเจี่ยนและเหลียนเจ๋อเข้ามา เหลียนฟางโจวคิดว่าอาเจี่ยนคงจะไม่ถนัดงานบ้านนี้   ใครจะรู้ว่าเขาจะให้ความสนใจยิ่ง  พาตัวมายืนอยู่ข้างๆโต๊ะตัวนี้  ครั้นแล้วชายหนุ่มจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้มกับเหลียนฟางโจว “ขอให้ข้าทำเจ้านี่รึ? อืม..เช่นนั้นช่วยสอนวิธีทำให้ข้าด้วยนะ!”

 

            เหลียนฟางโจวคิดเพียงว่ามีคนมาช่วยกันมากๆงานจะได้เสร็จไวขึ้น  ครั้นแล้วจึงสาธิตการห่อเกี๊ยวอย่างง่ายให้เขาดู  แล้วจึงให้เขาลองทำดู

            เหลียนฟางโจวรอคอยดูเรื่องน่าขบขันที่จะบังเกิดขึ้นตรงหน้า  ใครจะรู้ว่าอาเจี่ยนไม่เปิดโอกาสนี้ให้หญิงสาวเลย  เธอเริ่มเห็นชายหนุ่มตักไส้ลงบนแผ่นแป้ง แล้วห่อแป้งเกี๊ยวได้อย่างถูกต้องตามรูปแบบ ซ้ำยังดูสวยงามอีกด้วย

            อาหญิงสามเห็นแล้วอดชื่นชมในฝีมือชายหนุ่มไม่ได้ “อาเจี่ยนนี่. ..ช่างมีความสามารถรอบด้านเสียจริงๆ  ทำอะไรก็เก่งไปหมด!”  ในใจคิดว่า ‘ให้เขาอาศัยอยู่ที่บ้านนี้ด้วยนับว่าตัดสินใจถูกต้องแล้ว!’

            เหลียนเจ๋อเหลือบมองอาเจี่ยน ยิ้มให้อย่างชื่นชมบูชา เรื่องเล็กๆพวกนี้จะทำความลำบากให้พี่เจี่ยนได้เยี่ยงไร?  ต่อให้ยากลำบากมากเพียงไหน เขาย่อมเรียนรู้ได้หมด!

            อาเจี่ยนช่างเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนเสียจริง ส่งยิ้มอบอุ่น พลางเอ่ยขึ้น “เป็นเพราะฟางโจวสอนได้กระจ่างนัก ทำให้ข้าเข้าใจได้เร็ว!”

            เมื่อคิดตามที่เขาพูดแล้ว เธอจึงพูดขึ้น “ชอบล้อข้าเล่นเสียจริง” แล้วคลี่ยิ้มออกมา

            เหลียนฟางโจววางงานในมือ แล้วไปสอนเหลียนเจ๋อ เหลียนฟางฉิง และเหลียนเช่อห่อเกี๊ยว เธอสาธิตการห่อเกี๊ยวให้น้องๆดูทีละคน

            การห่อเกี๊ยวเป็นงานที่ไม่ได้ใช้ความเชี่ยวชาญอันใดมากมายนัก  ทว่าเกี๊ยวใส่ไส้ที่ห่อแล้วเล็กๆสามชิ้นตรงนี้  มีรูปร่างลักษณะที่ไม่อาจเรียกว่าเกี๊ยวใส่ไส้ได้  หน้าตามันดูพิลึกพิลั่นและดูตลกนัก จนใครเห็นก็แทบหัวเราะไม่หยุด

            เหลียนฟางโจวเอ่ยขึ้นมาหนึ่งประโยค “ทุกคนจงฟัง ตอนห่อเกี๊ยว เวลาใส่ไส้แล้ว ต้องจับจีบปิดปากให้สนิท อย่าให้เห็นไส้ข้างในนะ!”  น้องๆทั้งสามคนเกรงว่าเกี๊ยวที่ห่อจะปิดไม่สนิท  ต่างพยายามออกแรงบีบปากเกี๊ยวปิดให้แน่น  แต่พอยิ่งบีบก็ยิ่งดูน่าเกลียดนัก!

            อาหญิงสามเห็นแล้วอดรนทนไม่ไหวจริงๆ  จึงให้บรรดาลูกมือหยุดงาน เอ่ยว่า “พวกนี้ เจ้าเรียกมันว่าเกี๊ยวไส่ไส้หรือ ไฉนมันถึงได้ดูทุเรศทุรังปานนี้! เจ้ารอง ไยจึงทำออกมาเช่นนี้  ลองเมียงมองไปดูสิ่งที่เรียกว่าเกี๊ยวไส่ใส้จริงๆที่ผู้อื่นเขาทำสิ!”

            เหลียนฟางโจวอดเหลือบมองอาหญิงสามที่กำลังจับจีบเกี๊ยวอยู่หลายรอบไม่ได้  นางปิดปากเกี๊ยวได้สนิท โดยจับเป็นจีบอย่างสวยงาม ได้เกี๊ยวใส่ไส้สีขาวราวหิมะ ทั้งอ้วน นูน ได้รูปทรง มีจีบระบายอย่างงดงาม  เมื่อเทียบกับน้องๆที่ห่อเกี๊ยวรูปร่างประหลาดแล้ว ไม่มีทางเทียบกันได้เลยจริงๆ

            ทั้งสี่พี่น้องต่างส่งเสียงชื่นชมกันไม่หยุด “อาหญิงสามช่างมีฝีมือเป็นเลิศนัก  ยากหาผู้ใดเทียบเทียมได้เลย!”

            อาหญิงสามผู้มีมือเป็นอาวุธ พลันเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ “พวกเจ้ายังเด็กนัก  ไยจะทำได้เล่า มีข้าอยู่ นับว่าพวกเจ้าโชคดีแล้ว! ฟางโจว เจ้าไปต้มน้ำก่อน คอยน้ำเดือดจะได้เอาเกี๊ยวกระจาดนี้ไปต้มเป็นหม้อแรกเลย!”

            “วัตถุดิบมากมายเช่นนี้  เราควรรีบช่วยกันห่อก่อน  มิเช่นนั้นเมื่อใดเราจะทำเสร็จกันเสียที!”  เหลียนฟางโจวรีบขัด  ครั้นเมื่อเห็นเกี๊ยวไส่ใส้ที่อวบขาวสวยสี่ชิ้นในกระจาด  เธอจึงเปลี่ยนคำพูดโดยพลัน “เอ่อ…ข้าเข้าครัวไปต้มน้ำดีกว่า!”

            พอเห็นพี่สาวไปต้มน้ำแล้ว ทั้งสามพี่น้องต่างเร่งมือกันเป็นระวิง

            เหลียนฟางฉิงและเหลียนเช่อยืนอยู่ใกล้ๆ  คอยช่วยเอาก้อนแป้งมาเรียงเป็นแถว คุยกันไป หัวเราะกันไปอย่างสนุกสนาน

            หลังจากน้ำเดือด เหลียนฟางโจวมาถึง ครานี้มีเกี๊ยวไส่ใส้ที่ห่อเสร็จเรียบร้อยแล้วหลายสิบอัน เห็นเช่นนั้นแล้ว จึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ประเดี๋ยวข้าจะเป็นผู้ปรุงให้เอง ยามนี้พวกเราควรลงมือกินกันก่อน แล้วค่อยมาห่อส่วนที่เหลือภายหลัง!”

            เหลียนฟางฉิงวางงานในมือทันที เอ่ยยิ้มแป้น “พี่ใหญ่ ข้าช่วยท่านดูไฟในเตาให้เอง!” ครั้นแล้วจึงเดินเข้าครัวไปกับพี่สาว

            เพียงใช้เวลาไม่นาน กลิ่นหอมหวลของเกี๊ยวไส้หมูสับในหม้อต้มลอยฟุ้งออกมา  เหลียนฟางโจวคิดว่าครานี้มีเกี๊ยวสุกเป็นอันมากแล้ว  จึงหยิบชามใบเล็กและตะเกียบขึ้นมา เอ่ยกับคนทั้งหลายว่า “เอ้า  ทุกคนรีบมากินกันได้แล้ว!  เกี๊ยวที่ห่อไว้ในกระจาดนี้ให้เก็บไว้ก่อน เอาไว้ต้มครั้งต่อไปก็แล้วกัน!  คืนนี้เรามากินเกี๊ยวกันให้อิ่มหนำสำราญเถิด!”

            บนโต๊ะวางชามใส่เกี๊ยวที่สุกแล้ว มีควันฉุย ส่งกลิ่นหอมลอยอบอวลไปทั่ว คนทั้งหลายต่างส่งยิ้มให้กัน “หอมจังเลย”  ครั้นแล้วทุกคนต่างนั่ง  แล้วลงมือกินพร้อมกัน

            “อร่อยจริงๆ! ข้าไม่เคยกินเกี๊ยวไส่ใส้ที่อร่อยเช่นนี้มาก่อนเลย!” เหลียนฟางฉิงคีบมากินชิ้นหนึ่ง รสชาติของเครื่องเคราที่ใช้ทำเป็นไส้ ทำให้คนที่ได้ลิ้มลอง ลืมไม่ลงอย่างแน่นอน

            อาหญิงสามถอนหายใจออกมา “เฮ้อ..หากข้าไม่ตามใจเจ้า  ก็คงไม่ได้กินเกี๊ยวที่อร่อยเช่นนี้เป็นแน่!  มีแต่เนื้อหมูเต็มปากเต็มคำขนาดนี้  มันจะไม่โอชารสได้อย่างไรเล่า!”

            พูดจบก็หันไปยิ้มแย้มให้ทุกคน

            เหลียนฟางโจวเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “นี่จะเป็นอะไรได้เล่า  วันคืนของพวกเราจะต้องดีขี้น และดีขึ้นเรื่อยๆแน่นอน  ในภายภาคหน้าคงมีเรื่องให้หวั่นวิตกเพียงอย่างเดียวเท่านั้นคือ วันหนึ่งพวกเราอาจล้มป่วยเพราะกินมากเกินไปก็เป็นได้! อืม ยามฉลองเทศกาลปีใหม่ เราจะหาซื้อเนื้อหมูมากินกันอีก  อีกทั้งซื้อเนื้อแกะ ไก่ และปลาตามชอบ จะได้เอาไว้ทำไส้เกี๊ยวหลายๆแบบ ดีหรือไม่?!”

            “เจ้า คิดเช่นนั้นจริงๆรึ!” อาหญิงสามเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

            เหลียนเจ๋อรีบเอ่ยขึ้น “แค่เราเผาถ่านอีกสักสองสามรอบก็ได้เงินมากพอแล้ว  พี่ใหญ่บอกไปแล้ว  จะเป็นอันใดได้อีกเล่า!”

            อาหญิงสามฉุกคิดขึ้นในใจ ใจนึกอยากถามว่าวันนี้หลานสาวนางขายถ่านได้เงินมามากเท่าใด นางมัวแต่ตื่นเต้นดีใจกับของที่ซื้อมา  จึงลืมถามไปเสียสนิท!

            แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ เพราะคิดได้ว่าตนเองไม่ได้เป็นผู้ดูแลครอบครัว ขืนถามออกไปรังแต่จะทำให้เหลียนฟางโจวที่กำลังอารมณ์ดีอยู่ขุ่นเคืองขึ้นมา ไฉนต้องไปกวนน้ำให้ขุ่นด้วยเล่า?  ครั้นแล้วจึงกลืนถ้อยคำที่อยากเอ่ยลงคอไป ทำเพียงหัวเราะขณะกินเกี๊ยวไปเท่านั้น

            คุยกันไป กินกันไปสักพัก  เกี๊ยวใส่ไส้เป็นอันมากก็หมดลงอย่างรวดเร็ว  เหลียนฟางโจวถือเกี๊ยวที่อยู่ในกระจาดที่เหลือ  ต้มในหม้อเป็นรอบที่สอง

            “ช่างน่าเสียดายนักที่บ้านเราตอนนี้ไม่มีน้ำส้มสายชู คราวหน้าข้าว่าจะซื้อน้ำส้มสายชูมาสักหน่อย เอาไว้จิ้มเกี๊ยวกิน ไม่เพียงรสชาติจะดีขึ้นเท่านั้น  ทว่าจะทำให้ไม่เลี่ยนอีกด้วย!” เหลียนฟางโจวเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

            อาหญิงสามรีบพูดขึ้น “โอ ที่กินกันนี่เลี่ยนรึ? เช่นนี้พวกเรามากินอาหารเลี่ยนๆกันทุกวันเถิด!”

            พอเอ่ยจบทุกคนต่างหัวเราะขึ้นพร้อมกัน

            หลังจากกินเกี๊ยวที่ทำขึ้นมามากมาย  ทุกคนจึงอิ่มแป้ล   มีสองสามคนเอาไส้เกี๊ยวที่เหลือห่อเก็บไว้  ทำความสะอาดโต๊ะ  เก็บกวาด  เพื่อเตรียมเอาถ้วยชามไปล้างและนอนหลับพักผ่อน

            ขณะที่อาหญิงสามกำลังล้างถ้วยชามอยู่ในครัว  เหลียนฟางโจวเดินเข้ามา ครั้นแล้วจึงยื่นเงิน 30 เฉียนให้อาหญิงสาม แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ที่ผ่านมาอาหญิงสามทุ่มเทช่วยงานบ้านเป็นอันมาก เงินนี้ข้าให้ท่านสำหรับที่ท่านอุทิศแรงกาย!”

            “ให้ข้ารึ?” อาหญิงสามทั้งประหลาดใจและดีใจ ยิ้มแย้มกำลังจะยื่นมือไปรับ พลันหดมือไปครึ่งทาง เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “นี่คงไม่ต้องกระมัง!  ที่นี่ให้ข้ากินและดื่ม ตัดเสื้อผ้าใหม่ ตัดเย็บรองเท้าใหม่ นั่นไม่ได้ใช้เงินหรอกรึ? แล้วมีเรื่องใดอีกที่ข้าอยากได้เงินของเจ้ากัน!”

            “ท่านรับไว้เถิด!” เหลียนฟางโจวยื่นเงินที่อยู่ในห่อผ้าเช็ดหน้า  ใส่ในมืออาหญิงสาม ส่งยิ้มให้พลางถอนหายใจ “นี้คือผลตอบแทนที่ท่านควรได้รับ! คราวหน้าท่านจะได้เงินอีก อีกทั้งจะได้มากขึ้นด้วย!”

            “โอ เช่นนี้ ข้าก็ขอรับไว้! ปกติข้าจะขอให้เจ้าซื้อด้ายและเข็มเพื่อจะได้ทำสิ่งของเอง ประหยัดของที่ต้องหาซื้อลงนะ!” อาหญิงสามไม่ปฏิเสธอีกต่อไป เมื่อได้ยินเช่นนั้น นางจึงปลาบปลื้มดีใจอย่างเหลือล้น  คิดดูแล้ว  เหลียนฟางโจวควรได้รับสิ่งดีตอบแทนด้วยเหมือนกัน จึงเอ่ยขึ้น “มีอยู่เรื่องหนึ่ง เมื่อวานนี้ฮูหยินเฉียวผู้นั้น อยากเข้ามาขโมยผักในแปลงผักบ้านเรา   เจ้าบอกข้าได้เลยนะ หากอยากให้ข้าไปดุด่า และขับไล่นางไป! คราวหน้า หากนางกล้าเข้ามาอีกล่ะก็ ข้าจะไม่ให้ยกโทษให้นางแน่!”

            “ป้าใหญ่ช่างไม่มีคุณธรรมเลยจริงๆ  อาหญิงสาม ในภายภาคหน้าคงต้องเหนื่อยแรงท่านแล้ว!” เหลียนฟางโจวเอ่ยขึ้น

            “ต้องเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว! เรื่องนี้ป้าสะใภ้ทำไม่ถูกต้องกับคนรุ่นลูกรุ่นหลาน  ถึงอย่างไรในภายหน้าเจ้าย่อมต้องแต่งออกไป…อะแฮ่ม.. ข้าขอล้างชามก่อนนะ เจ้ารีบไปอาบน้ำชำระกายแล้วไปพักเสียเถิด! ข้าต้มน้ำร้อนให้ไว้บนเตาแล้ว!”

            อาหญิงสามพลันนึกได้ว่าเหลียนฟางโจวเพิ่งถอนหมั้นไป จึงรีบเปลี่ยนเรื่องพูด

            ส่วนเหลียนฟางโจวหาได้คิดมากไม่ ครั้นแล้วจึงพยักหน้าแย้มยิ้ม “อืม ข้าไปก่อนนะ! ท่านก็รีบพักผ่อนเถิด!”

            เธอไม่ใส่ใจเรื่องพวกนี้หรอก หากทั้งชีวิตจะไม่แต่งงานเลย มันจะมีปัญหาอันใดเล่า?

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top