ขนาดตัวอักษร

56.ไปเอาตัวเขามาให้ได้

 33 Views

         “คุณหนู!”  ซีเชวี่ยคุกเข่า เอ่ยเสียงสั่น “อาเจี่ยนผู้นั้น เขา..เขาไม่พอใจเลยทีเดียวเจ้าค่ะ ไม่เต็มใจจะมาด้วยซ้ำ! คนในครอบครัวที่เขาพักอยู่ ดึงตัวเขาไปกระซิบกระซาบยุแยงไม่ให้เขามาเจ้าค่ะ! บ่าวไม่กล้าหลอกนายหญิงน้อยแน่  ท่านสาปแช่งบ่าวได้เลยเจ้าค่ะ!”

            นายหญิงน้อยจ้าวหรูปรายตามองสาวรับใช้ พูดเสียงเนิบ “เจ้าคงจะโดนคำสาปแช่งอ่วมแน่  เพราะถึงกับปิดบังความจริงกับข้าด้วย! เจ้าตามรับใช้ข้างกายข้ามาหลายปี ไม่รู้นิสัยใจคอข้ารึ? ข้าเกลียดคนหลอกลวงที่สุด!  คอยรับโทษ โบยสิบทีด้วยนะ!

            นายหญิงน้อยจ้าวหรูครุ่นคิดอย่างละเอียดเป็นครู่หนึ่ง เอ่ยว่า “ผู้ที่ชื่ออาเจี่ยน เป็นคนที่มีฝีมือยิ่งนัก  ดูจากท่วงท่าที่เขาแสดงออกมา  ย่อมกระจ่างแก่ใจแล้ว! และเป็นเพราะแต่แรกเจ้าไปโม้โอ้อวดไว้มากเกินจริงนัก  เรื่องนี้เจ้ายังคงต้องจัดการต่อไป  ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร ต้องเอาตัวเขาเข้ามาทำงานในตระกูลเราให้ได้!”

            แม้ว่าคนผู้นั้นจะสวมใส่เสื้อผ้าเนื้อหยาบสีน้ำตาลซีด  ทว่าท่วงท่าอันสง่างามและความมั่นใจที่แสดงออกมา  โดยเฉพาะที่เตะตาที่สุด  คือดวงตาที่เหมือนห้วงมหาสมุทรอันล้ำลึก ทำให้แน่ใจว่าเขาไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไปเป็นแน่

            เวลานั้นเขาดึงรั้งบังเหียนบังคับม้า  ซึ่งกำลังพยศไว้ได้  ทุกการเคลื่อนไหว ไหลลื่นคล้ายเมฆเคลื่อนน้ำไหล ทุกอย่างล้วนดูง่ายดายในมือเขา หากเป็นคนทั่วไปคงทำเช่นนี้ไม่ได้ ความนิ่งสงบเป็นเพียงสิ่งเดียวที่เขาแสดงออกอย่างไม่ต้องระวังตัว  เห็นเช่นนั้นแล้ว  ดูไม่ออกเลยว่าเขาจะเป็นคนต้อยต่ำได้อย่างไร

            หากได้คนผู้นี้มาใช้งาน นายหญิงน้อยจ้าวหรูผู้ซึ่งดูคนไม่เคยพลาด  ตัวนางเองจะไม่มีทางขาดทุนเป็นแน่

            “เจ้าจงฟัง เรื่องค่าแรง ให้เขาเสนอมาได้ตามใจชอบ “ นายหญิงน้อยจ้าวหรูที่เพิ่งกลับมาเยือกเย็นเหมือนเดิม กล่าวเสริมขึ้น

            ซี่เชวี่ยน้อมรับ ได้ฟังแล้วถึงกับอึ้งตะลึงโดยพลัน อดเหลือบตามองเจ้านายไม่ได้  พอเห็นนายหญิงจับจ้องนางด้วยสายตาเย็นชาอยู่ก่อนแล้ว  จึงรู้ว่าตัวเองเสียมรรยาทเข้าแล้ว  รีบค้อมหัวเอ่ยว่า “เจ้าค่ะ บ่าวทราบแล้ว!”

            ซี่เชวี่ยไม่เข้าใจความคิดของนายหญิงน้อยจ้าวหรูเลย  คิดว่านายหญิงคงไม่อยากเป็นหนี้บุญคุณกระมัง?  ทว่าการตอบแทนหนี้บุญคุณไม่ได้มีกฏว่าต้องทำเช่นนี้นี่!  ต่อให้คนนั้นๆจะเป็นใครก็ตาม  คุณหนูก็ไม่น่าลงทุนดึงตัวถึงขนาดนี้….

            เมื่อเหลียนฟางโจวและอาเจี่ยนกลับถึงบ้าน ทุกคนในบ้านได้เห็นของที่ซื้อมามากมาย รวมทั้งได้ยินว่าวันนี้หาเงินได้มาก คนทั้งบ้านต่างยินดีปรีดายิ่งนัก  พูดคุยกันอย่างชื่นมื่น

            จากนั้นเหลียนฟางโจวเอ่ยกับทุกคนด้วยรอยยิ้ม “วันนี้ซื้อแป้งสาลี  และเนื้อหมูมาเป็นอันมาก  เย็นนี้จะทำเกี๊ยวกินกันนะ!  คอยอีกสักเดี๋ยวข้าจะเข้าแปลงผักเพื่อเก็บดอกกุ้ยไช่ คึ่นช่าย และกะหล่ำจีนกลับมา  เอามาปรุงกับเนื้อหมู เพื่อทำไส้เกี๊ยวด้วย!”

            “ดีนัก  เช่นนั้นอาหญิงสามก็ไปเถิด!” เหลียนฟางโจวยิ้ม ไม่ขัดขวางนางแต่อย่างใด
ในหมู่บ้านนี้ หนึ่งปีจะมีโอกาสกินเกี๊ยวใส่ไส้เพียงสองครั้งเท่านั้น  จึงถือว่าวันนี้เป็นวาระที่หาได้ยาก ยิ่งไม่ต้องคิดถึงเนื้อหมูที่เอามาทำไส้เลย เหลียนฟางฉิงและเหลียนเช่อต่างตื่นเต้นยินดีนัก อาหญิงสามก็มีความสุขมากด้วย รีบเอ่ยขึ้น “เช่นนี้ก็ทำให้มากหน่อย!  ช่วงนี้อากาศหนาวเย็น เก็บส่วนที่เหลือค้างคืนไว้ได้  พรุ่งนี้เช้าเราจะได้กินเกี๊ยวกันอีกครั้ง!  ให้ข้าเป็นคนไปแปลงผักเองก็แล้วกัน!”

            เหลียนฟางโจวเรียกอาเจี่ยนไห้ไปหา ครั้นแล้วนับเงิน 600 อีแปะที่เป็นส่วนแบ่งให้ชายหนุ่ม ยังไม่ทันรอให้นางเปิดปากพูด อาเจี่ยนรีบผลักมือกลับ เอ่ยว่า “ท่านให้เงินนี้แก่ข้าเพื่อการอันใด? ข้าไม่ใช้เงินพวกนี้หรอก!”

            “เจ้าไม่ยอมให้ข้ามอบให้หรือ? ตอนเผาถ่านท่านลงแรงไปมากนัก!”   เหลียนฟางโจวเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

            อาเจี่ยนเอ่ยง่ายๆว่า “ข้าพักอยู่ที่นี่ และเสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่ทุกวันนี้เป็นของท่าน  ถ้ายังเอาเงินจากท่านอีก  ใจข้าคงไม่สงบแน่!  ท่านเก็บไว้เถิด! รอภายภาคหน้า หากวันใดข้าจำเป็นต้องจากไปจริงๆ  ท่านค่อยให้ข้าเพื่อเอาไว้เดินทางตอนนั้นก็แล้วกัน!”

            เหลียนฟางโจว ต้องยอมตามอย่างไม่เต็มใจ  ไม่ให้เขาตอนนี้แต่เก็บเงินไว้ให้เขา ย่อมไม่ต่างกัน  เธอนึกขึ้นมาได้ว่า  ควรให้เงิน 20-30 อีแปะกับอาหญิงสาม  สำหรับการช่วยเหลืองานบ้านด้วย  ยามนี้  ช่างโชคดีนัก  ที่มีอาหญิงสามคอยช่วยแบ่งเบาภาระงานบ้านบางส่วน รวมทั้งดูแลน้องน้อยทั้งสองที่บ้านด้วย

            อาหญิงสามเก็บผักแล้วกลับมา เหลียนฟางโจวเห็นกะหล่ำจีน ดอกกุยไช่ และคื่นไช่ หอบใหญ่ ไห้อึ้งไปสักพัก  จึงรีบเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “อาหญิงสาม  อย่าเก็บผักมามากเกินไปสิ! เวลาทำไส้เกี๊ยวจะยุ่งยาก  ต้องเพิ่มเนื้อหมูมากขึ้นไปอีก!”

            “เจ้าจะเอ่ยขัดไปไย!” อาหญิงสามรีบเอ่ยขึ้น “เราจะได้เอามาทำไส้เกี๊ยวไห้ได้ปริมาณมากๆ  สามารถแบ่งทำกินได้ถึงสองมื้อเชียวนะ!”

            หากเป็นเมื่อก่อน เหลียนฟางโจวคงให้กินแต่เกี๊ยวใส้ผักอย่างเดียว ทว่าสถานการณ์ยามนี้ไม่เหมือนในกาลก่อนแล้ว  พอพูดว่าจะได้กินเนื้อหมู  ดวงตาของเธอเปล่งประกายขึ้นทันที

            เธออยากกินเกี๊ยวที่ไส้มีแต่เนื้อหมูเน้นๆมานานแล้ว  ไหนเลยจะเต็มใจฟังอาหญิงสาม?  แค่คิดถึงเกี๊ยวที่ไส้เยอะมีแต่เนื้อหมูเป็นหลัก  กัดเข้าไปเต็มปากเต็มคำ  เต็มไปด้วยน้ำซุปหมูเข้มข้นไหลเยิ้ม  กลิ่นหอมเข้มข้นของแป้งและไส้ผสมกัน ให้รสชาติกลมกล่อมหอมหวานยิ่งนัก กลิ่นหอมเย้าย้วนนั้นคล้ายเข้ามากระทบถึงก้นบึ้งของจิตใจ  ทั่วทั้งร่างอิ่มเอมไปด้วยความสุขจากรสชาติความอร่อยเน้นๆ!

            เหลียนฟางโจวพยายามยกแม่น้ำทั้งห้าหว่านล้อมทุกทาง  โน้มน้าวอาหญิงสามว่า มื้อหน้าค่อยเอาพวกผักที่เหลือ  ไปทำไข่ยัดไส้กะหล่ำจีน  อย่าเพิ่งแบ่งทำเกี๊ยวกินสองมื้อเลย  เพราะทำเกี๊ยวเป็นงานที่เหน็ดเหนื่อยและเสียเวลายิ่ง เช่นนั้นแล้วมื้อนี้ กินเกี๊ยวกันอย่างเลิศรสเถิด  สุดท้ายอาหญิงสามต้องยอมตกลงอย่างเสียไม่ได้

            เมื่อตกลงกันได้ คนทั้งบ้านพลันยุ่งวุ่นวายทันใด  อาหญิงสามเป็นผู้ทำแผ่นแป้ง เหลียนฟางโจว เฉือนเนื้อหมูมาสองชั่ง ล้างให้สะอาดครั้นแล้วสับอย่างละเอียด จนกลายเป็นหมูบะช่อ เหลียนเจ๋อ เหลียนเช่อและเหลียนฟางฉิงล้างผัก  อาเจี่ยนผ่าฟืนอยู่ที่ลานบ้าน

            หลังจากสับเนื้อหมูไปสักพักใหญ่  จึงนำเนื้อหมูใส่ลงในชามอ่างใบใหญ่ เด็ดใบกะหล่ำจีน ดอกกุ้ยไช่ และคึ่นไช่ตามลำดับใส่ลงในชามอ่างอีกใบ  เอาผักทั้งหมดมาสับซอยให้ละเอียด โรยเกลือ คนให้ทั่วด้วยตะเกียบ แล้วจึงนำผักที่ซอยละเอียดทั้งหมดคลุกเคล้ากับเนื้อหมูสับจนเป็นเนื้อเดียวกัน

ทางด้านนี้พร้อมแล้ว เหลียนฟางโจวหิ้วชามอ่างที่บรรจุไส้เกี๊ยวมีผ้าคลุมไว้เข้ามา ถามด้วยรอยยิ้ม “แผ่นแป้งพร้อมหรือยัง?  ต้องใช้ห่อไส้เป็นอันมาก!”            อีกด้านหนึ่งอาหญิงสามผู้อารมณ์ดีได้ตะโกนขึ้น  ขอให้เหลียนเจ๋อไปเอาน้ำมา มาล้างขัดทำความสะอาดโต๊ะ  เพื่อผสมแป้งนวดบนโต๊ะ  ทั้งยังวางกระจาดเตรียมไว้เพื่อใส่เกี๊ยวที่ห่อเสร็จแล้วด้วย

            อาหญิงสามเหลือบมองไส้ที่ผสมกันอย่างดีแล้วของหลานสาว  อดไม่ได้แค่นเสียงเฮอะออกมาสองที เอ่ยว่า “เฮอะ  ทำเตรียมไว้มากมายเชียว ราวกับจะไปขายในร้านอาหาร  สิ้นเปลืองเนื้อหมูเกินไปแล้วนะ!”

            เหลียนฟางโจวหัวเราะ “ใช้เนื้อหมูมากๆดีแล้ว! เช่นนี้เวลากินจะได้ทั้งรสชาติและกลิ่นหอมที่เข้มข้น!”

            ผ่านไปสักพักใหญ่ อาหญิงสามนวดแป้งจนเนียนนุ่ม  แบ่งแป้งมานวดปั้นเป็นแท่งๆหลายแท่ง  แล้วใช้มือเด็ดแท่งแป้งแบ่งเป็นก้อนเล็กๆ  จากนั้นเหลียนฟางโจวเอาไม้นวดแป้งมากลิ้งและคลึงจนก้อนแป้งเป็นแผ่นแบนๆเล็กๆ

“พวกเจ้ารึ?” อาหญิงสามเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ไว้คอยกินดีกว่า!”            เหลียนเจ๋อ น้องชายและน้องสาวตัวน้อยนั่งอยู่ข้างหนึ่ง  ใจนึกอยากช่วย  ทว่าไม่รู้จริงๆว่าจะเริ่มอย่างไรดี  เหลียนฟางฉิงมองแล้วให้คันยุบยิบในหัวใจ  นึกสนุกอยากทำบ้าง จึงเอ่ยถาม “พี่ใหญ่ พี่ใหญ่ พวกเราขอทำด้วย ให้พวกเราทำด้วยนะ!”

            เหลียนฟางโจวเอ่ยหัวเราะ “รออีกสักครู่  พี่ใหญ่จะสอนพวกเจ้าทำแป้งเกี๊ยว! ถึงตอนนั้นจะให้พวกเจ้าลองนวดแป้งเองด้วย!”

            เหลียนเจ๋อรีบเอ่ย “พี่ใหญ่ ข้าขอนวดแป้ง! อืม หรือไปเรียกพี่เจี่ยนมา พี่ชายเจี่ยนมีแรงมากนัก!” เหลียนเจ๋อพูดจบแล้วผลุนผลันออกไปหาอาเจี่ยนอย่างรวดเร็ว

            เหลียนฟางโจวอดยิ้มขำไม่ได้  ในใจคิดว่านี่มันแค่งานใช้แรงนวดแป้งนะ  ไม่ต้องใช้คนระดับมีวรยุทธ์หรอก

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top