ขนาดตัวอักษร

55.นายหญิงน้อยสกุลจ้าว

 42 Views

         ลูกค้าครั้นได้ฟังแล้ว จึงคลี่ยิ้มออกมา เพราะเมื่อมองลักษณะถ่านแล้ว เห็นว่ามีคุณภาพดีจริงๆตามที่เอ่ยมา ครั้นแล้วจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แม่นางช่างพูดจาคล่องแคล่วเหลือเกิน ออกปากขนาดนี้แล้ว ถ่านพวกนี้ต้องเป็นของดีแน่ๆ!  ข้าขอซื้อคนแรกเลยแล้วกัน!”

          หลายคนในที่นั้นหัวเราะเบาๆ พลางกล่าว “หากเป็นเหมือนดังที่แม่นางอวดสรรพคุณมาจริงๆ  คราวหน้าพวกเราจะกลับมาซื้อของบ้านเจ้าอีก!”

          พอสิ้นคำ ทุกคนก็พากันหัวเราะออกมา

          เหลียนฟางโจวน้อมรับอย่างยินดี เพราะถ่านถูกขายหมดในเวลาอันสั้น

          ทั้งสี่ชีวิตรวมหัวกันนั่งนับเงิน รวบรวมแล้วได้เงินมาทั้งหมด 2,600 อีแปะ  ทุกคนต่างตื่นเต้นดีใจยิ่งนัก

          หลี่ซานเหอพร้อมลุย  เอ่ยขึ้นอย่างฮึกเหิม “แค่ไม่ถึงสิบวัน พวกเราหาเงินได้มากขนาดนี้แล้ว พวกเราต้องกลับไปขุดหลุมเตาเผากันสักหลายหลุมแล้ว  จะได้เผาถ่านเพิ่มขึ้น  คราวหน้าคงขายได้อีกมาก!”

          “ข้าก็คิดเช่นนั้น!” เหลียนฟางโจวยิ้มแย้มพลางกล่าว “คราวหน้า อากาศจะหนาวจัดลงว่าเดิม  เราจะได้เงินจากการขายถ่าน ทุกๆ100 ชั่ง เพิ่มอีก 10 อีแปะ!”
“เช่นนี้ก็มากจริงๆ! โอ ปีนี้อาจได้ฉลองปีใหม่ของจริงกันแล้ว!” ทั้งสี่คนต่างพูดคุยกันอย่างชื่นมื่น

          นานๆจะเข้าเมืองเสียที เป็นธรรมดาที่ต้องซื้อของติดไม้ติดมือกลับไปด้วย เหลียนฟางโจวกับอาเจี่ยน ลุงหลี่กับบุตรชาย แยกตัวไปหาซื้อของเข้าบ้านตนเอง  โดยอาเจี่ยนยังคงเป็นผู้ขับเกวียนเหมือนเดิม

          “พวกเราไปแถวประตูเมืองทั้งสี่ก่อน เพื่อขอให้คนช่วยสอบถามข่าวคราวของท่านให้!” เหลียนฟางโจวเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

          อาเจี่ยนพยักหน้าแย้มยิ้ม “ดีนัก!” และเอ่ยเพิ่มเติมว่า “อย่างไรก็ตาม ต้องขอขอบคุณท่านมาก!”

          “ท่านอย่าได้พูดจาเป็นคนอื่นคนไกลไปเลย!” เหลียนฟางโจวยิ้ม

          เรื่องนี้จัดการได้ไม่ยากนัก  ทั้งคู่ สัญญาจะให้เงิน 20 เฉียนแก่ผู้ที่ได้ข่าวคราว  ข้อเสนอของเหลียนฟางโจวและอาเจี่ยนดูน่าสนใจมาก  มีชายชราสองสามคนที่เฝ้าร้านน้ำชาแผงลอย ยิ้มรับข้อเสนอด้วยความเต็มใจ

          เหลียนฟางโจวรีบซื้อของเข้าบ้านอย่างรีบเร่ง มีแป้งสาลีหลายสิบชั่ง  ผ้าห่มหนาๆสองผืน เนื้อหมูสองชั่ง ขาหมูสองขา  รวมทั้งขนมงาแท่งสองห่อ

          พวกเขาซื้อของแล้วมาเจอกัน ณ สถานที่นัดหมาย ลุงหลี่และหลี่ซานเหอมาคอยอยู่ก่อนแล้ว

          เหลียนฟางโจวค่อนข้างกระดากใจ  รีบเดินเข้าไปหาพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “พวกข้ามาสายเข้าแล้ว พลอยทำให้ลุงหลี่และพี่หลี่ซานเหอต้องรอนานเลย!”

          ลุงหลี่โบกไม้โบกมือ พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ไม่เป็นปัญหาอันใดเลย! นานๆจะเข้าสักเมืองที  ดูของแปลกหูแปลกตาบ้างจะได้สดชื่น!”

          ทุกคนต่างยิ้มให้กัน คุยเรื่องสัพเพเหระไปพลางเอาของที่ซื้อมาเก็บขึ้นเกวียนไปพลาง อาเจี่ยนนั่งประจำที่คนขับ สะบัดแซ่ ครั้นแล้วบังคับเกวียนออกจากเมืองมุ่งหน้ากลับบ้าน

          ขณะที่พวกเหลียนฟางโจวออกจากเมืองมุ่งหน้ากลับหมู่บ้านไปแล้ว  อีกด้านหนึ่ง เบื้องหน้า นายหญิงน้อยจ้าวหรู แห่งจวนสกุลจ้าว ซี่เชวี่ยกำลังยืนตอบคำถามอยู่

          “บ่าวพยายามสอบถามอย่างละเอียดแล้วเจ้าค่ะ คนผู้นั้นมีชื่อว่าอาเจี่ยน เป็นคนต่างถิ่น บ่าวได้แจ้งแก่เขาไปแล้ว เขา..เอ่อ.บอกว่าจะกลับไปคิดใคร่ครวญดูอีกสองวันแล้วจะให้คำตอบเจ้าค่ะ…”

          เวลากว่าสองวัน บอกว่าต้องเกลี้ยกล่อมเขาให้มาทำงานที่สกุลจ้าว  จริงๆแล้วอาจไม่สามารถทำได้  ซีเชวี่ยแอบคิดในใจ

          ตอนก่อนหน้าที่ไปชักชวนคนผู้นั้น นางโอ้อวดต็มปากเต็มคำต่อหน้าคุณหนูว่าจัดการได้  ครานี้ไม่อาจทำสำเร็จดังพูด แล้วนางจะมองหน้าคุณหนูได้อย่างไร? จากนี้ไปคุณหนูจะยังไว้ใจนางได้อีกหรือ?

          นายหญิงน้อยจ้าวหรู เป็นธิดาเพียงคนเดียวของนายใหญ่สกุลจ้าว ยามนี้อายุ 19 ปีแล้ว มีรูปร่างหน้าตาที่งดงามน่ารัก ไม่ต้องพูดเรื่องหน้าตา แม้สติปัญญายังฉลาดล้ำ คุณชายเป็นอันมากยังสู้นางไม่ได้เลย!

          ยามนี้การค้าส่วนใหญ่ที่อยู่ในมือสกุลจ้าวได้ส่งผ่านมาให้นางบริหารจัดการ  ไม่เพียงไม่ขาดทุน ทว่ายังส่งผลให้ธุรกิจเจริญรุ่งเรืองมั่งคั่งยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

          เดิมที เครือญาติที่ใช้นามสกุลจ้าวเหมือนกันเห็นว่า นายใหญ่สกุลจ้าวยังไม่มีบุตรชายสืบสกุลเลย ทุกสายตาล้วนปรารถนาสมบัติของตระกูลนี้  บรรดาบิดาที่มีบุตรชายซึ่งเป็นเครือญาติหวังจะใช้บุตรชายพวกเขาเป็นทางเลือกสืบทอดวงศ์สกุลให้นายใหญ่สกุลจ้าว

          ทำทีเป็นใช้ชื่อสกุลช่วยเหลือ ในความเป็นจริงหวังสมบัติของตระกูลนี้

          ทุกคนต่างหวังสิ่งเดียวกัน  นายใหญ่สกุลจ้าวไม่มีบุตรชาย แต่ก็ยังไม่เลือกบรรดาหลานชายให้มาสืบทอด?

          นายใหญ่สกุลจ้าวไม่ชอบสถานการณ์เช่นนี้เลย   ทว่าก็ช่วยอะไรไม่ได้

          เป็นธรรมดาที่เขาจะต้องคิดเรื่องผู้สืบสกุลมาบ้างไม่มากก็น้อย  ทว่าที่ผ่านมานั้นจนถึงทุกวันนี้เขาได้รับอนุเข้ามาในจวนถึงเจ็ดคน แต่ก็ไม่มีใครให้กำเนิดบุตรชายเลยสักคน!  ไม่ว่าจะพยายามสักเพียงใด ก็ไม่อาจฝืนชะตาฟ้าลิขิตได้! ที่ทำได้คือควานหาคนที่ดีที่สุดในวงศ์สกุลเข้ามา!”

          ทว่านายหญิงน้อยจ้าวหรูไม่คิดเช่นนั้น

          นายหญิงน้อยจ้าวหรู ตั้งแต่วัยเด็กถูกเลี้ยงดูมาประหนึ่งเด็กผู้ชาย ใช้เวลาส่วนใหญ่เล่นลูกคิด เล่าเรียนหนังสือ และอ่านสมุดบัญชี นายใหญ่โปรดปรานนางมาก หลายปีมานี้เวลาทำการค้าจะพานางไปเรียนรู้อยู่ข้างกายด้วยเสมอ

          ใช้วิธีสั่งสอน โดยทำให้ดูเป็นตัวอย่าง อายุของนายหญิงน้อยจ้าวหรู แม้ว่าจะยังไม่มากนัก แต่ในวงการค้าขายถือว่าเป็นบุคลที่มีฝีมือเก่งกาจคนหนึ่ง  สามารถคิดตัดสินใจได้เฉียบขาดอย่างฉลาดล้ำลึก มีความฉลาดปราดเปรื่องยิ่งกว่าบิดาของนางเสียอีก

          คนผู้นี้เป็นไปไม่ได้ที่จะละทิ้งสมบัติของตระกูลตนเอง ไปให้บุตรชายของญาติทางฝ่ายบิดาเป็นแน่

          บรรดาลูกพี่ลูกน้องฝ่ายชายเคยเข้ามาดูแลร้านให้เป็นบางครั้ง  นายหญิงน้อยจ้าวหรูไม่ได้ต่อต้านแต่อย่างใด  เวลามีใครเข้ามาก็จะยิ้มให้อย่างอบอุ่น

          ทุกคนล้วนรู้ว่านางเป็นคนโปรดของนายใหญ่สกุลจ้าว  จึงต้องคอยพยายามประจบประแจงนางเข้าไว้  ยามที่นางเจรจาต่อหน้านายใหญ่สกุลจ้าว จะมีแต่เสียงสรรเสริญเยินยอมากมาย  พวกเขาต่างแข่งกันแสดงผลงานอย่างแข็งขัน เพียงเพื่อให้เป็นคนที่ถูกเรียกใช้งานบ่อยมากขึ้น!

          ด้วยเหตุนี้ นายหญิงน้อยจ้าวหรูจึงต้องรู้จักควบคุมตนเอง ไม่แสดงอารมณ์และความคิดออกมาให้ใครรู้  จึงทำให้ยากที่ใครจะยุยงปลุกปั่น

          ต่อมามีการจัดตั้งสำนักส่วนกลางขึ้นมา  เพื่อนำบรรดาลูกพี่ลูกน้องชาย ไม่ว่าจะอายุมากกว่าหรืออ่อนวัยกว่าเข้ามาทำงานร่วมกัน  และที่นี่เองพวกเขาได้เผลอแสดงความเห็นแก่ตัวออกมาตรงหน้าได้โดยมิอาจปิดบังได้

          สุดท้ายพวกเขาจำต้องพาตัวเองออกจากอาณาจักรของนายหญิงน้อยจ้าวหรูไป  โดยไม่มีโอกาสแก้ตัวเป็นครั้งที่สอง

          นั่นเป็นเพราะยิ่งมีใครในบรรดาพวกเขาได้รับคำยกย่องชมเชยเท่าใด  หลังจากนั้นไม่นานก็จะมีจุดจบที่หายนะ  พวกเขาไม่ได้มีความโกรธเคืองอันใดในตัวสองพ่อลูกแห่งจวนตระกูลจ้าวเลย  หากแต่พวกเขากลับสร้างความเกลียดชังกันเองขนาดแทบจะฆ่ากันให้ตายไปข้างหนึ่ง  การแก่งแย่งชิงดีทำให้พวกเขาแตกคอกัน ทำร้ายกันเอง จึงแพ้ภัยตัวเองไปในที่สุด

          เมื่อหมดหวังจากการหาผู้สืบทอดกิจการ  เอาจากบรรดาลูกพี่ลูกน้องชายในวงศ์วานสกุลจ้าวแล้ว ภายหลัง นายใหญ่สกุลจ้าวผู้พ่อ จึงมีคำสั่งให้ นายหญิงน้อยจ้าวหรูแต่งสามีเข้าจวนแทน  เพื่อในภายภาคหน้ามรดกของตระกูลจะส่งทอดต่อผ่านลูกหลานทางสายของนาง            บรรดา ลุง อา และลูกพี่ลูกน้องชายเห็นผลการตัดสินใจของนายใหญ่จวนตระกูลจ้าวแล้ว แต่ละคนต่างยอมรับโดยดุษณี  ไม่มีใครคิดโลภอยากได้สมบัติของตระกูลจ้าวอีกต่อไป

          ทุกคนล้วนคิดเหมือนกันหมด ไม่ว่าจะทำหนทางใด ก็คงไม่มีหวัง

          เรื่องนี้ได้กำหนดไว้เป็นมั่นเป็นเหมาะแล้ว ตั้งแต่นายหญิงน้อยจ้าวหรูอายุเพียง 15ปี

          หากนางใช้วิธีแต่งสามีเข้าบ้านเข้ามาตั้งแต่ช่วงแรกๆ  บรรดาญาติผู้ชายร่วมวงศ์สกุลจ้าวคงคัดค้าน  ไม่ให้มาครอบครองสมบัติของจวนนายใหญ่สกุลจ้าวเป็นแน่แท้  เพราะคิดว่าพวกเขามีความเหมาะสมมากกว่า  ไหนเลยจะเต็มใจให้คนนอกมาชุบมือเปิบไปได้ง่ายๆเล่า?  หลังจากแข่งขันกันมาสักพักใหญ่  ก็ยังไม่มีใครเข้าตาเลยสักคน! นายหญิงน้อยจ้าวหรูช่างพิถีพิถันในการเลือกสามีเอาเสียจริง

          ไม่ต้องรอให้ใครที่หวังสมบัติ มาใช้แผนขอแต่งเป็นเขยให้นายหญิงน้อยจ้าวหรูเลย  ทั้งนายใหญ่สกุลจ้าวและธิดาสาวต่างก็ประกาศเกณฑ์การคัดเลือกบุตรเขยออกมา  โดยครึ่งหนึ่งในจำนวนผู้สมัครมาจากบรรดาบุตรชายที่ถูกลุงหรืออาชายร่วมสกุลเดียวกันผลักดันเข้ามา

          หากมีญาติชายคนใดสมัครใจแต่งเข้าบ้านฝ่ายหญิงของจวนสกุลจ้าว  ก็สามารถเข้ามาถูกคัดเลือกตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ได้เลย!  ซึ่งที่ผ่านมาไม่มีผู้สมัครคนใดผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้เลยสักคน  ยิ่งไม่ต้องไปพูดถึงคนนอกอื่นๆเลย!

          และแน่นอน หากมีใครที่นางดูพึงพอใจ  นางก็ย่อมมีวิธีทำให้บุคคลคนนั้นเข้าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ได้เองเป็นธรรมดา

          ประเด็นก็คือ หลายปีที่ผ่านมานี้ ยังไม่มีใครเข้าตานางเลยสักคนเดียว

          อย่างไรก็ตามนางหาได้อนาทรร้อนใจไม่  ตราบใดที่นางยอมรับสภาพนี้ได้  ไยต้องกังวลเรื่องควานหาสามีเล่า?

          เมื่อฟังวาจาของซี่เชวี่ย นายหญิงน้อยจ้าวหรูหาได้กล่าวคำใดออกมาไม่  นิ้วเรียวสวยยกถ้วยชาขึ้นมา  มืออีกข้างโบกไล่ไอร้อนที่ลอยกรุ่นที่ผิวหน้าเบาๆ  ดูท่าทางเรียบเรื่อย แผ่รังสีความกดดันออกมาจนสาวใช้คนโปรดสัมผัสได้  ทำให้คนตรงหน้าก้มหน้าหลบสายตาด้วยความหวาดกลัว

          บรรยกาศมีแต่ความเคร่งเครียดกดดันแผ่ไปทั่ว

          ซี่เชวี่ยเลียริมฝีปากที่แห้งผากโดยไม่รู้ตัว คอเกร็งเขม็งคล้ายว่ามีมือที่มองไม่เห็นบีบอยู่  ลมหายใจพาลสะดุด

          “จงพูดความจริงออกมาเดี๋ยวนี้!” นายหญิงน้อยจ้าวหรูเอ่ยเสียงไม่ดังและไม่เบา สีหน้าดูเฉื่อยเนือยอยู่หลายส่วน  ครั้นแล้วความเฉื่อยเนือยได้แปรเปลี่ยนเป็นความดุร้ายที่ไม่มีผู้ใดกล้าต่อต้านโดยฉับพลัน

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top