ขนาดตัวอักษร

53.สาวใช้ของคุณหนูจ้าวมาติดพัน

 37 Views

        สีหน้าของหหลี่ซานเหอดำดิ่งลงในทันใด หันกลับไปถาม “ข้าขอถามเจ้าหน่อย หากไม่ใช่เพราะอาเจี่ยน เราจะสามารถเผาถ่านเองได้รึ? แล้วนี่เพิ่งจะเรียนรู้จากการเฝ้าดูคนอื่นเขาทำ ยังไม่เคยลงมือเองเลยด้วยซ้ำ เจ้ายังมีมโนสำนึกอยู่หรือไม่? เจ้าย่อมรู้ดี คนที่เขาประกอบอาชีพเผาถ่าน มีใครเต็มใจจะสอนเจ้าโดยไม่คิดเงินบ้าง? ไปสร้างเรื่องเช่นนี้ จากนี้ไปจะมีหน้าไปพบคนในสกุลเหลียนได้เยี่ยงไร? ดีนะ..ที่ข้าได้ล่วงรู้ความคิดเจ้าเสียแต่เนิ่นๆ  ลองให้บิดามารดาข้ามาได้ยินสิ  คงโดนด่าหูชาแน่!”

          จ้าวซื่อได้ฟังสามีพูดออกมา บังเกิดความอับอายและโกรธเคืองขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ใบหน้าเห่อร้อน โพล่งออกมาด้วยความโมโห              “อาเจี่ยนไม่ใช่คนบ้านสกุลเหลียนเสียหน่อย แล้วจะมาตัดสินว่าข้าไม่มีมโนสำนึกได้เยี่ยงไร? ตัวข้านี่นะไม่หวังดีกับบ้านเรา ท่านกล่าวออกมาได้เยี่ยงไร ข้านี่นะทำเพื่อตัวเอง! ข้าคิดว่าท่านนั่นแหละที่ไม่มีมโนสำนึก ใส่ร้ายป้ายสีข้า!”

          เมื่อหญิงสาวกล่าวจบ ดวงตาพลันแดงกล่ำ น้ำตาคลอหน่วยเตรียมจะหยด

          หลี่ซานเหอพูดเก่งสู้จ้าวซื่อไม่ได้อยู่แล้ว  จึงได้แต่ฟังนางพูดเวิ่นเว้อโดยไม่รู้จะตอบโต้อย่างไรดี  เมื่ออึดอัดมากๆเข้า จึงบันดาลโทสะ กระทืบเท้า ตวาดเสียงดัง “เจ้าห้ามพูดต่อไปอีกแม้แต่คำเดียว! ไม่ว่าอย่างไร เรื่องนี้ห้ามริอาจทำเด็ดขาด!”

          ป้าจางเห็นลูกชายและลูกสะใภ้แอบซุบซิบกันอยู่ที่ลานบ้าน ทันใดนั้นลูกชายก็ตวาดโพล่งเสียงดังจนนางเกือบขวัญหาย  จึงขมวดคิ้วมุ่น “ไยเจ้าจึงทำรุนแรงกับภรรยาเจ้าเยี่ยงนั้นเล่า? เกิดอันใดขึ้น? พวกเจ้ายังไม่ชำนาญในการเผาถ่านเท่าใดเลย ซ้ำถ่านกองนี้ยังไม่ได้นำออกขาย  ไฉนพวกเจ้าถึงส่งเสียงดังเช่นนี้!  พวกเจ้านี่ช่างวุ่นวายกันเสียเหลือเกิน  ยังไม่รีบหุบปากกันอีก!”

          หลี่ซานเหอหาได้เอื้อนเอ่ยคำใดออกมาไม่ ได้แต่พึมพำจนจับถ้อยความไม่ได้ ย่างเท้าก้าวฉับๆออกไปทันที เขารู้จักตัวเองดี หากยังขืนเจรจากับภรรยาต่อไป คงได้โพล่งความจริงออกมาเป็นแน่

          ป้าจางเห็นบุตรชายไม่ยอมพูดอันใดออกมา ใจนางให้รู้สึกวูบโหวงไปเล็กน้อย ยืนนิ่งเงียบงันไปชั่วขณะ ครั้นแล้วจึงถอนหายใจเบาๆออกมาด้วยความไม่สบายใจ หันหลังเดินกลับเข้าบ้านไป

          เช้าวันรุ่งขึ้น หลี่ซานเหอและบิดาพร้อมทั้ง อาเจี่ยน และเหลียนฟางโจว สี่ชีวิตเดินทางเข้าเมืองไปด้วยกัน

          ยังผลให้เหลียนเจ๋อมีเวลาว่าง จึงหันมาคร่ำเคร่งฝึกพื้นฐานวิทยายุทธ์อยู่ที่ลานหลังบ้าน

          ยามนี้เพิ่งย่างเข้ากลางเดือนสิบ ยังไม่นับว่าเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างแท้จริง บนท้องถนนที่คราคร่ำไปด้วยผู้คนที่ทำการค้ากัน  ยังไม่มีใครขายถ่านให้เห็น คนทั้งสี่ต่างปริวิตกในทันที

          เกวียนเทียมลาของพวกเขาที่เอาเข้าเมืองมา ปรากฏตัวโดดเด่นเกินไป ผู้คนที่สัญจรทำธุระบนท้องถนน  เมื่อเห็นแล้วต่างคิดอยากซื้อถ่านไว้ให้ครอบครัวใช้ในฤดูหนาว ครานี้หากซื้อถ่านไป  คงจะได้ราคาถูกกว่าปกติ  ครั้นแล้วจึงรีบออเข้ามาสอบถามราคากัน

          ไหนเลยเหลียนฟางโจวและพวกที่มาด้วยกันจะรู้ราคาเล่า?  คนทั้งสี่ต่างมองหน้ากันไปมาด้วยสายตาว่างเปล่า ลุงหลี่และหหลี่ซานเหอทั้งคู่ เริ่มมีเหงื่อซึมเต็มหน้าผากแล้ว

          ในเมื่อวันนี้ได้เข้าเมืองมาแล้ว ย่อมไม่อาจถอยหลังกลับไปได้! ถึงอย่างไร ไม้บนภูเขาก็ไม่ได้เสียเงินซื้อหามาอยู่แล้ว!

          ลุงหลี่ขบกราม ใจนึกอยากบอกราคาส่งๆไป  ทว่าเจอเหลียนฟางโจวเปิดปากเอ่ยเสียก่อน “ถ่านของพวกเรามีเพียงเล็กน้อยขณะนี้ยังไม่ขาย ต้องรอสักพักจึงจะขายเจ้าค่ะ!”

          เมื่อได้ยินดังนั้น บางคนจึงกระซิบกระซาบกันแล้วค่อยๆเดินจากไป ส่วนบางคนทำสีหน้ากังขา ครั้นแล้วจึงเซ้าซี้ถามเอาจนกว่าจะได้เหตุผลที่พอใจ   “ไยถึงไม่ขายตอนนี้เล่า? แค่บอกราคาพวกข้าก็ไม่ได้รึ?”

          เหลียนฟางโจเริ่มมีสีหน้ามืดครึ้ม เอ่ยเสียงขรึม “หากท่านอยากสอบถามราคา รอสักพักค่อยมาใหม่อีกครั้งเถิดนะ!”

          เมื่อเห็นเช่นนั้น บางคนเริ่มบังเกิดความรู้สึกขึ้นสองประการ คือไม่สบอารมณ์ และเสียหน้า จึงเอ่ยขึ้น “เจ้าเป็นแค่สาวน้อยตัวเล็กๆ ที่ช่างไร้เหตุผลเสียจริง! ขนถ่านเข้าเมืองมาไยจึงไม่ขายเล่า  หากไม่ขายก็ขนกลับบ้านไปเลย เจ้าเป็นเพียงเด็กไม่สมควรเป็นคนพูด โน่น..ให้ผู้ใหญ่เขาเจรจากันเอง  เป็นแค่เด็กสาวที่ยังไม่ออกเรือนจะเข้าใจอันใดเล่า!”

          แม้ว่าลุงหลี่ไม่รู้ว่าเหตุไฉนเหลียนฟางโจวถึงกล่าวเช่นนั้น แต่ชัดเจนแล้วว่านางกำลังโดนรุม เห็นเช่นนั้นแล้วเขาต้องรีบเข้าช่วยนาง จึงรีบเอ่ยขัดตาทัพ “หลานสาวของข้าคนนี้พูดไปเพราะอยากให้ราคาที่เหมาะสมแก่พวกท่าน!  เช่นนั้นเชิญนายท่านทั้งหลายโปรดกลับมาอีกครั้งก็แล้วกันนะขอรับ!”

          ครั้นแล้วจึงยืนส่งเหล่าลูกค้าที่ผิดหวัง ก่อนจะแยกย้ายจากไป พวกเขาอดบ่นพึมพำออกมาไม่ได้ “สงสัยคงไม่อยากทำการค้าแล้วกระมัง” และคำอื่นๆอีกหลายคำ

          เหลียนฟางโจวไม่รู้สึกเดือดร้อนใจเลยสักนิด

          “ฟางโจว ไยถึงพูดเช่นนี้? ถ่านพวกนี้เราไม่อาจเอากลับไปได้นะ!” หลี่ซานเหอให้รู้สึกกลัดกลุ้มอยู่บ้าง

          เช่นนั้นแล้วเหลียนฟางโจวจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “พี่หลี่ซาน อย่าได้ตีตนไปก่อนไข้เลย! ถ่านพวกนี้ถึงอย่างไรก็ต้องขายแน่  ทว่าครานี้เรายังไม่รู้ว่าควรขายที่ราคาเท่าใด?  เกิดตั้งราคาขายต่ำเกินไป ยิ่งไม่น่าเสียดายหรอกหรือ? ข้ากลับมองว่าเป็นเช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน ประเดี๋ยวเราให้ใครสักคนเฝ้าเกวียนไว้ก่อน แล้วให้คนอื่นอีกสามคนแยกย้ายกันเดินไปสอบถามราคาสักหลายๆที่หน่อยก็แล้วกัน  สอบถามราคาของปีที่แล้ว่าซื้อขายกันเท่าใด จะดีมากเลย จะได้ดูว่าราคาขัดแย้งกันหรือไม่ ?”

          “จริงด้วย!” หลี่ซานเหอเอามือตบหน้าผาก เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เจ้าพูดมาก็ถูกต้อง ไฉนข้าถึงคิดไม่ถึงนะ!”

          ลุงหลี่พยักหน้าเห็นด้วย รีบเอ่ยขึ้น “ถ้าเป็นดังนี้ ฟางโจวเจ้าดูอยู่ที่นี่เถิด พวกเราที่เหลือจะไปสอบถามเอง!”

          “ให้อาเจี่ยนเฝ้าอยู่ที่นี่ดีกว่า!” เหลียนฟางโจวลอบมองไปรอบๆ พลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “หากมีใครมากเกะกะระราน ข้าอาจเอาไม่อยู่นะ!”

          เมื่อพูดจบคนทั้งสี่ต่างหัวเราะออกมา

          ลุงหลี่จึงเอ่ยยิ้มๆว่า “ฟางโจว ช่างคิดได้รอบคอบนัก! เช่นนั้นเจ้าจงอยู่คอยกับอาเจี่ยนก็แล้วกัน!”

          เหลียนฟางโจวเป็นเด็กสาวที่ยังไม่ออกเรือน ลุงหลี่จึงจงใจพูดออกมาเช่นนั้น

          อย่างไรก็ดีเหลียนฟางโจวคิดอยากไปดูด้วยตนเองมากกว่า ครั้นแล้วจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ที่นี่ให้อาเจี่ยนเฝ้าคนเดียวก็พอแล้ว ข้าขอออกไปเดินสอบถามด้วย พวกเราสามคนควรแยกย้ายออกไปสอบถามกัน ไปกันหลายคนจะได้ข้อมูลหลายๆแบบ!”

          ลุงหลี่และหลี่ซานเหอเห็นหญิงสาวดื้อดึงเช่นนั้น จึงจำใจตกลง คนทั้งสามปรึกษาหารือกันสักพัก ครั้นแล้วต่างแยกย้ายมุ่งหน้าไปบนถนนคนละเส้น

          ถนนเส้นที่เหลียนฟางโจวเดินมาเป็นย่านขายสินค้าจำพวกพืชผัก เธอแสร้งทำเป็นเดินดูร้านค้าแผงลอย พูดคุยสอบถามเรื่องทั่วๆไป เก็บข้อมูลไปเงียบๆ  ครั้นแล้วจึงไปนั่งพักดื่มชา แล้วสอบถามคนซึ่งมานั่งพักดื่มชาด้วยกัน ว่าชอบราคาประมาณไหน รวมทั้งคำถามอื่นๆที่น่าสนใจ

          ข้อมูลที่รวบรวมมาพอสมควร  ทำให้เธอมั่นใจมากยิ่งขึ้น

          ใกล้เวลานัดหมายเหลียนฟางโจวกลับมาบริเวณที่จอดเกวียนแล้ว ลุงหลี่และหลี่ซานเหอ ยังกลับมาไม่ถึง ทว่าเธอเห็นหญิงสาวอายุน้อยสวมกระโปรงผ้าต่วนยาวกรอมเท้าสีขาว สวมเสื้อกั๊กรัดรูปสีม่วงแดงลายดอกไม้ ผูกผ้าคาดเอวสีเขียวเข้มอย่างที่พวกสาวใช้แต่งกายกัน กำลังยืนสนทนากับอาเจี่ยนอยู่

          เธอคิดว่าคงมีเศรษฐีท่านใดต้องการมาซื้อถ่านกระมัง จึงไม่ได้ใส่ใจ ทว่ายามเดินเข้าไปไกล้ พอได้ยินถ้อยคำของสาวใช้ที่เอ่ยออกมา เหลียนฟางโจวอดสีหน้าเปลี่ยนไม่ได้

          เธอได้ยินสาวใช้นางนั้นเอ่ยว่า “นี่ข้าบอกตรงๆนะ หากเจ้าไม่ชอบขีวิตในชนบท ก็ควรเปลี่ยนมาใช้ชีวิตอยู่ในเมืองสิ! หากเจ้าสนใจก็ไปกับข้าเลย  ข้าขอรับประกันว่านายท่านและคุณหนูของข้า จะไม่เอาเปรียบอันใดเจ้าเลย! เจ้าจะหาเงินได้เดือนละหลายอัฐเชียวนะ คุณหนูข้าบอกว่า จะให้เจ้าเพิ่มเป็นสองเท่า….”

          นี่มันอันใดกัน?

          เหลียนฟางโจวรู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมาทันใด จึงร้องทักเสียงดัง “อาเจี่ยน!” แล้วรีบเดินฉับๆเข้าไปไกล้

          อาเจี่ยนถูกสาวใช้นางนี้เข้ามาเกาะแกะอยู่เป็นนานแล้ว  ชายหนุ่มพยายามอดทนอดกลั้นมาสักพัก ครั้นสายตาเหลือบไปเห็นเหลียนฟางโจวกลับมา ให้รู้สึกดีใจยิ่งนัก สายตาจับจ้องร่างนั้น ร้องออกมา “ฟางโจว!”

          สาวใช้นางนั้นเมื่อได้ยิน จึงหันหน้ากลับมามองเหลียนฟางโจว ริมฝีปากเหยียดยกขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว  ทำเป็นยืนสงวนท่าทีอยู่ตรงนั้น

          “แม่นางท่านนี้ เจ้าต้องการมาซื้อถ่านใช่หรือไม่?” เหลียนฟางโจวถามเสียงเบา

          สาวใช้แสดงสีหน้าดูถูก แค่นเสียงเฮอะออกมา จ้องเหลียนฟางโจวที่เดินเข้ามาเขม็ง พลางกล่าวขึ้น “ใช่! บ้านข้าเวลาหน้าหนาวมักจะใช้ถ่านราวๆสัก 30-40 จิน(15- 20กิโลกรัม) ยามนี้หากซื้อไป ถึงแม้ว่าจะเร็วไปสักหน่อย แต่ก็ไม่มีปัญหาอันใดนัก! แค่ถ่านกองเดียวเอง  เช่นนั้นข้าขอเหมาถ่านหน้าตาพื้นๆพวกนี้ไปทั้งหมดก็แล้วกัน!

          เมื่อนางพูดจบ จึงแสร้งหัวเราะออกมา “แม่นาง ถ่านพวกนี้เป็นของเจ้ารึ?”

          เหลียนฟางโจวพยักหน้า “ใช่”

          สาวใช้ทำเป็นอ้างอาเจี่ยน ถามขึ้นว่า “เห็นพ่อหนุ่มท่านนี้บอกว่าเขาทำงานในบ้านเจ้ารึ?”

           เหลียนฟางโจวมุ่นคิ้วโดยไม่รู้ตัว เธอไม่ชอบท่าทางและการพูดจาของสาวใช้ผู้นี้เลย แต่ก็ยังรักษามารยาทตอบกลับ “อาเจี่ยนตอนนี้พักอยู่ที่บ้านข้าเป็นการชั่วคราว!” 

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top