ขนาดตัวอักษร

52.แผนการของจ้าวซื่อ

 42 Views

    หญิงสาวเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ถูกต้อง ข้าขอบอกท่านเลยว่าท่านจงทำใจให้สบายเถิด ยามนี้ข้ายืมมือท่านให้งานของเราเดินหน้าไปได้  เมื่อถึงเวลาที่ท่านต้องจากไป  ข้าจะตระเตรียมเงินทองให้ท่านไว้ให้พรักพร้อมยามที่ต้องเดินทางกลับบ้าน!”

          ครอบครัวของข้าหรือ? บุคคลที่ข้ารักหรือ?

          อาเจี่ยนได้ยินเช่นนั้น แล้วอดเหลือบตามองขึ้นไปบนท้องฟ้าไม่ได้ ทั่วทั้งผืนนภาเต็มไปด้วยดวงดาวดารดาษส่องแสงระยิบระยับ  ทว่าความทรงจำของเขาก็คล้ายกับท้องนภาอันล้ำลึกที่เรืองรองไปด้วยดวงดาราสุกสกาวนั้น  ซึ่งเขาได้เพียงแต่มองดู  แต่หาได้ค้นพบสิ่งใดไม่

“หลังจากที่ข้าสูญเสียความทรงจำ ไม่มีสักวันที่ข้าจะไม่คิดเรื่องนี้  ไม่ว่าจะพยายามเยี่ยงไรก็หานึกออกไม่  มันทำให้ข้าปวดหัวจนแทบระเบิด  ด้วยเหตุนั้นข้าจะไม่ครุ่นคิดถึงเรื่องนี้อีกต่อไปแล้ว! คงต้องปล่อยให้กาลเวลาเป็นผู้ดึงความทรงจำออกมาเอง ยามนี้แม้จะพยายามนึกให้มากเท่าใดก็คงไร้ประโยชน์!” อาเจี่ยนถอนหายใจออกมาด้วยสีหน้าหม่นหมอง

          พูดว่าจะไม่คิดถึงอดีตของตนเอง มันจะเป็นไปได้หรือ?

          เหลียนฟางโจวพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม เอ่ยขึ้นว่า “ท่านต้องการหายดีใช่หรือไม่! เช่นนั้นเรามาตั้งต้นกันใหม่เถิด  ข้าเชื่อว่าฟ้าดินจะไม่ทอดทิ้งคนดีเป็นแน่!  ขอให้ท่านจงยืนหยัดต่อไปสักวันย่อมคิดออกได้เอง!”

          “ข้าขอยืมถ้อยคำให้กำลังใจของท่านเป็นเสมือนสิ่งมงคลในชีวิตนะ!” อาเจี่ยนส่งยิ้มให้  ครั้นแล้วชายหนุ่มก็ขมวดคิ้วมุ่น ถอนหายใจออกมาทันใด “แม้ว่าตัวข้าจะนึกเรื่องราวในอดีตไม่ออก ทว่าบางครั้งในช่วงเวลาที่จิตใจสงบ ในใจเตือนว่ามีสิ่งหนึ่งที่ข้าได้ทิ้งไป คล้ายกับ…คล้ายกับว่า มีเรื่องสำคัญยิ่งรอคอยให้ข้าไปจัดการ….ทว่าต่อให้ข้าพยายามคิดอย่างจริงจังแค่ไหน  ก็กลับคิดไม่ออก ยิ่งทำให้จิตใจว้าวุ่นมากขึ้น”

          เหลียนฟางโจวรีบเอ่ยปลอบโยนเขา “คนที่ไม่อาจจำได้ว่าเป็นใครมาจากไหน  ซ้ำยังจำเรื่องราวในอดีตไม่ได้  แล้วจะไปวิตกกังวลถึงคนในครอบครัวได้อย่างไรเล่า?  ท่านถึงได้จิตใจว้าวุ่นสับสนไม่หยุดเช่นนี้! ขอให้ท่านจงทำใจให้สบายเถิด  คอยยามที่เราเข้าเมืองคราวหน้า  พอได้เงินมามาก  เราจะเอาเงินไปจ้างครอบครัวที่อยู่แถวประตูเมืองสักหลายบ้านหน่อย  รวมทั้งร้านน้ำชาที่อยู่ข้างๆ  ให้ช่วยสอดส่องสืบข่าวให้ด้วย  บางทีอาจมีวันที่คนในครอบครัวของท่านออกมาสืบเสาะตามหาก็เป็นได้!”

          อาเจี่ยนสีหน้าเริ่มแช่มชื่นมีความสุขขึ้น “ดีนัก นี่เป็นวิธีที่ดีจริงๆ!  ทว่ากลับทำให้ท่านต้องสิ้นเปลืองเงินทองไปอีก!”

          เหลียนฟางโจวคลี่ยิ้มพร้อมเอ่ยว่า “บอกตรงๆนะ ท่านช่างเป็นคนที่เรียบง่ายและซื่อจริงๆ แค่เพียงพละกำลังของท่าน ก็ช่วยบ้านข้าได้ตั้งมากมายแล้ว คำนวณดูแล้วบ้านข้าได้กำไรมากกว่านะ!”

          เมื่อพูดจบสองหนุ่มสาวต่างส่งยิ้มให้กัน

          เพียงไม่นานเริ่มค่อยๆปรากฏแสงเงินแสงทองเรืองรองที่ขอบฟ้า เป็นรุ่งเช้าบนภูเขาในปลายฤดูใบไม้ร่วง ทุกหนแห่งเต็มไปด้วยหมอกหนาทึบ ลมอ่อนๆบนภูเขาพัดพริ้วมาต้องกายจนชายเสื้อปลิวโบกสะบัด  หากไม่มีเตาเผาถ่านนี้  ไม่รู้ว่าจะต้องเผชิญความเหน็บหนาวมากเพียงใด

          เหลียนเจ๋อตื่นแล้ว คนทั้งสามผิงไฟนั่งคุยกัน คอยป้าจางและจ้าวซื่อทั้งสองคนมาเปลี่ยนเวร

          พระอาทิตย์เริ่มลอยสูงขึ้นทีละน้อย หมอกหนาเริ่มค่อยๆจางหายไป  ป้าจางและจ้าวซื่อยุ่งกับการเตรียมอาหารรองท้องในตอนเช้า

          ที่แขนจ้าวซื่อกระเตงตระกร้าไม้ไผ่สานมาด้วย ภายในมีน้ำซุป1หม้อ พร้อมชาม 3 ใบ

          เนื่องจากป้าจางคิดว่าอากาศกำลังหนาวเย็น จึงเรียกให้คนทั้งสามมากินซุปร้อนๆกันคนละถ้วยเพื่ออบอุ่นร่างกาย ก่อนจะลงจากเขา

 

         คนทั้งสามแสดงความขอบคุณ ต่างดื่มซุป และขอโทษขอโพยที่ทำให้ป้าจางและจ้าวซื่อต้องลำบาก พวกเขาหิ้วตระกร้าเปล่าลงจากเขาไป

          หลังจากได้ดื่มซุปร้อนๆ  คนทั้งสามต่างเดินลงจากเขา มุ่งหน้ากลับบ้านอย่างรีบเร่ง หาได้รู้สึกง่วงไม่

          หลังจากอาบน้ำชำระร่างกายและกินมื้อเช้าแล้ว เหลียนฟางโจวจึงเดินไปดูแลแปลงผัก

          ลมหนาวที่พัดมาจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ มีอุณหภูมิต่ำมากประมาณ 7 องศา โดยปกติอุณหภูมิจะอยู่ที่ประมาณ 32 องศา ผักกะหล่ำหลากหลายชนิด เติบโตเต็มที่ในช่วงหน้าหนาวนี้  ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของพวกมัน  เวลานี้ผักดังกล่าวมีใบอวบและเขียวอย่างเห็นได้ชัด

          ครั้นแล้วเธอจึงดึงต้นหญ้าที่ขึ้นแซมกะหล่ำปลีออก ย้ายต้นกล้าข้าวเล็กๆไปปลูกใหม่ ในช่วงบ่ายคิดว่าจะพักสักเล็กน้อยขณะที่คิดก็รู้สึกง่วงงุนมาก

          เหลียนเจ๋อไม่ยอมปล่อยให้เวลาผ่านไป ในตอนบ่ายภายใต้การสอนของอาเจี่ยน เด็กหนุ่มได้ฝึกฝนพื้นฐานวรยุทธ์ที่ลานหลังบ้าน โดยเริ่มจากท่าตุ้นหม่าปู้(ท่าม้านั่งยอง)ก่อน เหลียนฟางฉิงน้องน้อย มายืนมองดูพี่ชายฝึกฝนวรยุทธ์อยู่อีกด้านหนึ่ง  พลางหัวร่องอหายยกใหญ่ เหลียนเช่อเห็นพี่ชายแล้วคิ้วขมวดเล็กน้อย ครั้นแล้วจึงตรงเข้าไปลากน้องสาวออกไปเพื่อไม่ให้รบกวนการฝึก

          เหลียนฟางโจรู้ใจของน้องรองดี เมื่อเห็นว่าเขายังไม่เหนื่อยล้าเกินไปนัก  เธอจึงปล่อยให้เขาฝึกต่อไป

          ผ่านไปอีกสองวัน  จึงทำการปิดผนึกหลุมในที่สุด

          เมื่อไฟในหลุมเตาเผาดับ ถ่านที่เผาได้ยังคงถูกปล่อยให้อยู่ในดินที่ร้อนระอุ พวกเขาได้แต่มองหน้ากัน ในใจไม่ใคร่มีความมั่นใจนัก

          เหนือสิ่งอื่นใด นี่คือช่วงเวลาอันสำคัญยิ่ง  ที่จะเป็นตัวกำหนดความล้มเหลวหรือความสำเร็จเลยทีเดียว ไฟในเตาเผายังสามารถเห็นได้อยู่บ้าง ทว่าถ่านไม้สักก้อนยังไม่มีใครได้เห็นในนั้นเลย

          เมื่อยังไม่เห็นอะไรก็ยิ่งเพิ่มความวิตกกังวล

          “นี่ มันจะกลายเป็นถ่านได้หรือ?” หลี่ซานเหออดมองและถามอาเจี่ยนไม่ได้

          “ไม่น่ามีปัญหาอันใด! คอยให้มันเปลี่ยนสภาพกลายเป็นถ่าน ไม่เกิน3-4 วันก็น่าจะใช้ได้แล้ว!” เหลียนฟางโจวพูดเสียงขรึม แม้แต่ตัวเธอก็ยังไม่มั่นใจเต็มร้อย

          “โอ!” หลี่ซานเหอได้ฟังหญิงสาวพูด ก็รู้สึกเบาใจขึ้น  เมื่อคิดว่าเหลียนฟางโจวคงไปถามอาเจี่ยนมาก่อนแล้ว  เพราะเห็นนางตอบคำถามเขาด้วยตัวเอง  แต่ถึงอย่างไรในใจก็ยังไม่เชื่ออย่างจริงจังนัก

          “ครานี้  ต้องให้ใครมาคอยเฝ้าหรือไม่?” ลุงหลี่ถามขึ้นอย่างระมัดระวัง

          คอยเฝ้าหรือ? เมื่อไฟในเตาเผามอดหมดแล้ว  ก็ไม่มีที่ให้ผิงไฟได้  การมาเฝ้าระวังในภูเขาที่ห่างไกลนี้ หากเกิดไปต้องลมหนาวยะเยือกในตอนกลางคืนขึ้นมา อาจเป็นสาเหตุให้ล้มป่วยเอาได้!

          เหลียนฟางโจวรีบเอ่ยขึ้น “สำหรับเรื่องนี้ ครานี้มีเพียงพวกเราเท่านั้นที่รู้  ซ้ำที่นี่คือบริเวณภูเขาอันห่างไกล  ข้าคิดว่า ไม่จำเป็นต้องเฝ้าระวังก็ได้? ยามนี้อากาศหนาวเหน็บ หากเป็นหวัดขึ้นมาจะสร้างปัญหาได้?”

          “ใช่! ใช่! หากเป็นหวัด ซ้ำร้ายยังต้องเสียเงินไปหาหมออีก!” จ้าวซื่อรีบพูดขึ้น นางไม่ยอมให้คำพูดแม้เพียงครึ่งคำกองอยู่ในท้อง หากเผาถ่านไม่สำเร็จ ก็ไม่อาจหาเงินได้  ซ้ำยังไม่ต้องพูดถึงเรื่อง ต้องหาเงินมาจ่ายค่าหมอค่ายาอีก ดูแล้วเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มเอาซะเลย!

          ลุงหลี่ ป้าจางและคนอื่นๆฟังหลักการซึ่งเหลียนฟางโจวพูดมาต่างเห็นด้วย ทว่าก็ยังพูดด้วยรอยยิ้มเปี่ยมด้วยเมตตาว่า  วันอื่นค่อยมาดูอีกที!

          เมื่อเวลาผ่านไป4วัน ในตอนบ่าย ก็ถึงเวลาเปิดหลุมเตาเผาที่หลายๆคนรอคอยอย่างใจจดใจจ่อมาตลอด

          เมื่ออาเจี่ยน และหลี่ซานเหอลงมือขุดหน้าหลุมเตาเผาที่อยู่เหนือถ่านไม้อย่างระมัดระวัง คนที่เหลือจ้องหลุมเตาเผาเขม็งโดยไม่ยอมให้คลาดสายตา  ทั้งกังวลทั้งมีความหวังผสมปนเปไปหมด

          ในที่สุดเมื่อเปิดหน้าหลุมเตาเผาได้แล้ว  หลังจากรอให้เย็นตัวลง  จึงค่อยๆเกลี่ยผิวหน้าออกมา  หัวใจของคนทั้งหมดแทบหยุดเต้นทันใด จากนั้นจึงตามมาด้วยความยินดีของทุกๆคนขึ้นพร้อมๆกัน

          ไม่คิดเลยว่าจะเห็นถ่านสีดำที่ดูเลอค่าเช่นนี้! ในหลุมเตาเผา  มีถ่านไม้ที่สามารถเอาไปเป็นเชื้อเพลิงได้จริงเสียๆด้วย!

          “กลายเป็นถ่านแล้ว! โอ้แม่เจ้า สำเร็จแล้ว เกิดถ่านไม้แล้ว!” จ้าวซื่อชอบอกชอบใจสีหน้าเบิกบาน  คลี่ยิ้มกว้างจนถึงใบหู

          ดวงตานางจับจ้องที่ถ่านไม้สีดำตาเป็นมัน นั่นน่ะคือก้อนเงินที่สุกปลั่งทั้งนั้น!

          “ใช่ ใช่! ฮ่าฮ่า ช่างดีอะไรอย่างนี้!” ป้าจางพลอยตื่นเต้นไปด้วย

          เหลียนฟางโจวสุขใจยิ่งนัก ในใจบังเกิดความหวังขึ้นมา ฤดูหนาวนี้ครอบครัวเธอคงสามารถผ่านทุกอย่างไปได้ด้วยดี นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

          “พรุ่งนี้เราจะเข้าเมืองกัน ไปดูว่าปีนี้ถ่านไม้มีราคาเท่าใด!” ลุงหลี่พูดกับเหลียนฟางโจวด้วยรอยยิ้ม

          เหลียนฟางโจวเห็นด้วยโดยไม่มีข้อแม้ หากราคาออกมาดี  ก็ค่อยกลับมาขุดหลุมเตาเผาเพิ่มอีก 3 หลุม จะได้เผาถ่านเป็น 4 หลุม

          นางมองเห็นถ่านไม้ฟากนึ่งมีไฟเผาอยู่  จึงรีบเอ่ยขึ้น “เราปล่อยถ่านทิ้งไว้ในเตาเผานานไปหน่อย ถ่านตรงด้านนี้กำลังเผาตัวเองเป็นวงกว้างแล้ว อืม ดูเหมือนว่าคราวหน้า น่าจะปิดผนึกหลุมไว้สามวัน จึงจะพอดี!”

          ในเมื่อสามารถประหยัดเวลาได้เป็นวัน  แน่นอนย่อมเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่ง ลุงหลี่หาได้รู้สึกเบาใจไม่  จึงถามอาเจี่ยนในเรื่องนี้ซ้ำอีกครั้ง

          อาเจี่ยนย่อมพยักหน้าเห็นด้วยตามหญิงสาวอยู่แล้ว

          ถ่านที่ผลิตได้เหล่านี้มีน้ำหนักมากกว่า 1,000จิน (500 กิโลกรัม) ลุงหลี่ผู้พ่อ บุตรชาย ภรรยา และลูกสะใภ้ เพิ่มเติมอาเจี่ยนอีกคน  แต่ละคนเลือกเก็บถ่านมาพอขนกลับบ้านไปได้หนึ่งเที่ยว  แล้วเอาไปกองรวมกันไว้ในลานบ้านของลุงหลี่  คอยให้ถึงวันพรุ่งนี้ จะไปยืมเกวียนเทียมลาเพื่อขนถ่านทั้งหมดเข้าไปขายในเมือง

          จ้าวซื่อจ้องมองกองถ่านที่กองเป็นภูเขาย่อมๆในลานบ้าน  ให้รู้สึกดีอกดีใจมากปานดอกไม้ที่กำลังเบ่งบาน ยิ่งดูกองถ่าน จิตใจก็ยิ่งโสมนัสนัก

          ทันใดนั้นนางก็ฉุกคิดได้อย่างหนึ่ง ครั้นแล้วจึงดึงเหลียนซานเหอผู้สามีไปอีกด้านหนึ่ง เพื่อแอบพูดคุยกันเงียบๆ “การเผาถ่านนี้ จริงๆแล้วมันก็ไม่ยากนะ!  คราวนี้ถือว่าพวกเราได้เรียนรู้กรรมวิธีแล้วด้วย ครั้งหน้า หรือครั้งต่อๆไป พวกเราสองคนมาทำกันเอง ดีหรือไม่? จะได้ประหยัดเวลาไง  ภายหลังจะได้ไม่ต้องไปยุ่งกับปัญหาส่วนแบ่งที่ยังไม่ชัดเจน เจ้าตอบตกลงมาสิ”

 

          หลี่ซานเหอได้ยินถ้อยคำนี้ ครั้นแล้วจึงรู้ว่าภรรยากำลังมีแผนเล่นตุกติก นางไม่ชอบเหลียนฟางโจวและเหลียนเจ๋อที่ยังเป็นเด็กอยู่  คิดว่าตัวนางเองกำลังเสียเปรียบ!

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top