ขนาดตัวอักษร

51.เริ่มเผาถ่าน

 53 Views

         “ดูพี่จ้าวพูดเข้า! กล่าวเช่นนี้ราวกับเป็นคนอื่นคนไกล!” เหลียนฟางโจวได้ยินคำกล่าวนี้แล้ว รู้สึกเสียใจขึ้นมาทันที จึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “พี่จ้าวต้องลงแรงไปมิใช่น้อย  ท่านควรเก็บไว้กินเถิด!”

          “ไม่ลำบาก ไม่เหน็ดเหนื่อยอันใดเลย! ควรเป็นเช่นนี้เหมาะสมแล้ว! ฮ่าฮ่า ครอบครัวเราทั้งสองต่างใกล้ชิดสนิทสนมกันนัก เจ้าช่วยข้า ข้าย่อมช่วยเจ้าตอบ!” ฮูหยินเจ้ารีบเอ่ยอย่างชื่นมื่น

          “ท่านไม่จำเป็นต้องพูดถึงขนาดนี้เลย!” เหลียนฟางโจวยิ้มแย้ม ทั้งสองคุยเรื่องสัพเพเหระกันอีกเล็กน้อย ครั้นแล้วหญิงสาวจึงเดินไปส่งจ่าวซื่อที่ประตูรั้วบ้าน

          เมื่อกลับเข้ามา อาหญิงสามอดพูดขึ้นมาไม่ได้ “ไอ้ที่เอามาให้นี่ มันแบ่งคนละครึ่งกันจริงๆรึ? มีแต่ขาไก่ ปีก เนื้ออก เลือดกับไส้ เท่านี้นะ! ยายจ้าวนี่มันเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวจริงๆ เจ้าดูเอาเถิด!

          “เช่นนั้นก็ไปทำผัดผักมาเพิ่มอีกจานก็แล้วกัน!” เหลียนฟางโจวเอ่ยปากออกมาอย่างช่วยไม่ได้จริงๆ  อาหญิงสามครานี้เริ่มไม่สบอารมณ์แล้ว เพราะเจอเปลี่ยนบ่อย ทว่ายังคงมีอีกมากที่นางไม่อยากจะฝืนทน

          อาหญิงสามบังคับเหลียนฟางโจวไม่ได้อยู่แล้ว และก็ไม่อยากสนใจหลานสาวแล้วด้วย พลางบ่นพึมพำเดินเข้าห้องครัวไป

          ใจของเหลียนเจ๋อครานี้พะวักพะวนเรื่องให้พี่ชายเจี่ยนสอนวรยุทธ์  หมายใจว่าหลังมื้อเย็นอยากจะหารือกับเขาในเรื่องนี้

          เหลียนฟางโจวเห็นแล้วอดนึกขำในใจมิได้ ครั้นแล้วจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “อาเจี่ยน รอให้เรื่องยุ่งๆช่วงนี้จบก่อนเถิด แล้วท่านค่อยสอนน้องรอง! พวกท่านก็กำหนดวันกันเอาไว้ก่อน ว่าจะเรียนช่วงใด!”

          เหลียนเจ๋อเอ่ยขึ้น “หรือว่าเป็นพรุ่งนี้ดีไหม? พรุ่งนี้นะ!”

          อาเจี่ยนนิ่งคิดสักครู่ จึงเหลือบมองเหลียนฟางโจวพลางเอ่ยว่า “คราแรกข้าจะบอกให้เขาเตรียมตัวก่อน อีกสามวันให้หลัง จึงค่อยเริ่มเรียนกัน?”

          “ข้าไม่มีความรู้ในเรื่องนี้  ท่านช่วยเป็นธุระจัดการให้ด้วยก็แล้วกัน!  แต่ขอให้ลงมือฝึกไปตามลำดับ อย่าได้ทำให้ร่างกายบาดเจ็บนัก!” เหลียนฟางโจวเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

          “ท่านวางใจได้ ข้าจะดูแลอย่างดี จะไม่ทำให้น้องรองบาดเจ็บแน่นอน!” อาเจี่ยนแย้มยิ้ม

          หญิงสาวคลี่ยิ้มออกมา พลางพยักหน้ายอมรับ

          ฝ่ายเหลียนเจ๋อนั้น ถูไม้ถูมือด้วยความตื่นเต้น ปฏิญาณออกมาอย่างเด็ดเดี่ยว “พี่ใหญ่อย่าได้กังวล ข้าจะระวังตัวอย่างดี! พี่เจี่ยนท่านสอนข้าได้ตามใจชอบเลย ข้าไม่กลัวความยากลำบาก…”

          วันต่อมา คนทั้งหลายยุ่งอยู่กับการสับไม้ไปอีกนานพอดู  หากต้องการถ่านไม้ชั้นดีย่อมต้องสับไม้ให้ดีด้วย

          ช่วงบ่าย อาเจี่ยน เหลียนฟางโจว เหลียนเจ๋อ สามคนรับผิดชอบงานสับไม้  ถัดออกไปราว3จั้ง คือหลุมเตาเผา ที่ปล่อยตากแดดจนแห้งมาประมาณ1-2 วัน  ครานี้สามารถบรรจุไม้ฟืนลงในหลุมเตาเผาได้แล้ว เพื่อทำการจุดไฟเผา

          หลังจากจุดไฟแล้ว ก็ถึงเวลาเผาไม้ฟืนที่เป็นเชื้อเพลิงจำนวนมาก บ้านป้าจางทั้งสี่คนจะรับผิดชอบหาไม้ฟืนเพื่อการนี้

          การจุดไฟหลุมเตาเผาเมื่อเปรียบเทียบแล้วไม่เหมือนกับจุดไฟเตาที่บ้าน  โดยทั่วไปต้องการใช้ไม้ฟืนที่ให้เปลวไฟได้นาน

          ช่างโชคดีที่บนภูเขามีทุกอย่างให้พร้อมสรรพ  เพียงแต่ต้องใช้เวลารวบรวมอยู่บ้าง

          หลังจากวิ่งวุ่นอยู่เป็นเวลาสองวัน ในที่สุดก็ได้เวลาจุดไฟหลุมเตาเผาแล้ว

          เปลวไฟที่ได้ เกิดจากการจุดไฟในหลุมเตาเผา ส่วนควันสีเทาจะพวยพุ่งออกมาทางปล่องควัน  และจะถูกกระแสลมพัดพากระจายไปเรื่อยๆ จนหายวับไปในที่สุด

          เมื่อดูควันไฟสีเทาที่พวยพุ่งออกมาไม่หยุด ค่อยๆลดปริมาณลง  จิตใจของคนกลุ่มนี้เริ่มหวั่นวิตก เหนือสิ่งอื่นได พบว่าไฟที่จุดไว้ไม่เพียงพอจะเผาไหม้  เนื่องด้วยขนาดเตาที่ใหญ่เกินไป

          ในฤดูหนาว ไม่ว่าอากาศจะหนาวแบบไม่มาก หรือหนาวแบบเลวร้าย ก็มักพบเห็นสภาพเหตุการณ์นี้ได้ทั้งนั้น

          ทันทีที่หลุมเตาเผาถ่านต้นแบบนี้ใช้ได้ผล  จะมีการขุดหลุมเตาเผาขึ้นอีกสามหลุมข้างๆกัน  ในท้ายที่สุดถ่านที่ผลิตได้จะมาจากหลุมเตาเผาถ่านทั้งสี่หลุม และจะทำการเผาซ้ำอีกประมาณ 5-6ครั้ง ครานี้ก็ไม่จำเป็นต้องห่วงกังวลเรื่องอันใดอีกแล้วตลอดฤดูหนาวนี้

          “จากนั้นแล้ว ต้องปล่อยให้ไฟเผาท่อนไม้ในหลุมเตาเผาเป็นเวลาสามวันสามคืน ห้ามมีสิ่งใดขัดจังหวะเด็ดขาด!  พวกเราต้องมาจัดเวรยามเฝ้าคอยดูไฟในตอนกลางคืน ในพวกเราย่อมมีบางคนในที่ที่นี้ต้องอยู่เฝ้า เพื่อคอยดูเติมฟืนเป็นเชื้อไฟให้สม่ำเสมอตลอดเวลา!” เหลียนฟางโจวกล่าวขึ้น

          ลุงหลี่รีบเอ่ยขึ้น “ข้ากับหลี่ซานเหอจะอยู่เฝ้าคืนนี้ให้ก่อน! ตอนกลางวันให้ป้าจางและเหมยซี่มาอยู่เวร! พวกเจ้าสองคนพี่น้องเหนื่อยมาหลายวันแล้ว กลับไปพักผ่อนก่อนเถิด!”

          “นี้จะดีได้อย่างไร อย่าเปลี่ยนเวรแบบทิ้งช่วงนานเกินไป  หากงีบหลับไปแล้วเกิดไฟมอดขึ้นมาโดยไม่คาดคิด ผลผลิตที่ได้จะไม่เต็มร้อย  เราอาจต้องเสียแรงงานเสียเวลาเพิ่มอีกหลายวัน!” เหลียนฟางโจวรีบพูดแย้ง

          เหลียนเจ๋อรีบเอ่ยขึ้น “พี่ใหญ่ เอาเช่นนี้ดีกว่า ข้า กับพี่เจี่ยน พี่ลี่ซานเหอ และลุงหลี่ จะเป็นคนเฝ้าในช่วงเย็นนี้เอง ช่วงเวลากลางวันพวกท่านผู้หญิงสามคน เพิ่มอาหญิงสามอีกคน ค่อยมาผลัดเวรถัดไป”

          ทุกคนต่างเห็นพ้องต้องกันว่าเป็นความคิดที่ดี  จึงไม่มีข้อเสนออื่นใดอีก

          คืนแรกอาเจี่ยน และเหลียนเจ๋อจะเฝ้าระวังเป็นผลัดแรก ลุงหลี่และบุตรชายมองว่าอาเจี่ยนคือผู้เชี่ยวชาญ เช่นนั้นแล้วจึงไม่คัดค้านพวกเขา

          เย็นวันนี้ เริ่มเผาถ่านเป็นวันแรก อาเจี่ยน เหลียนเจ๋อหอบผ้าห่มเพื่อรีบไปเฝ้าหลุมเตาเผาแต่เนิ่นๆ  เหลียนฟางโจวไม่วิตกกังวลเลย ที่พวกเขาจะไปทำหน้าที่ในตอนกลางคืน

          จริงๆแล้วไม่จำเป็นต้องหอบผ้าห่มมาด้วยเลย  เหตุเพราะมีเปลวไฟมหาศาลกำลังไหม้อยู่ในหลุมเตาเผาอยู่  คืนนี้ไม่มีทางหนาวเหน็บจนแข็งแน่

           ไม่เพียงแต่จะไม่หนาวเหน็บแล้ว เพราะเหตุที่อุณหภูมิสูงมากเกินไป  ทำให้พวกเขาไม่อาจอยู่ใกล้เตาเผาจนเกินไปได้

          คนทั้งสามนั่งเฝ้ากันตามอัธยาศัยเพื่อคอยดูไฟ และต้องหาตำแหน่งที่นั่งที่ไม่ร้อนจนเกินไปนัก  และในวันนี้คนทั้งหมดก็ไม่ค่อยได้คุยหยอกล้อกันเท่าใดนัก

          เหลียนเจ๋ออดไม่ได้ที่จะไปกวนอาเจี่ยนให้อธิบายเรื่องการฝึกวรยุทธ์

          เหลียนฟางโจวหัวเราะ และเอ่ยว่า “เจ้านี่ ช่างอยู่ไม่สุกราวกับกินเต้าหู้ร้อนเลย! อีกหลายวันให้หลัง พวกเราก็ยังต้องมีสภาพเหมือนสองวันนี้แหละน่า! คอยดูไฟให้ดีเถิด วันนี้เป็นเวรข้า  หากข้าไม่อยู่เฝ้าล่วงหน้าให้ในตอนเย็น เจ้าก็เอาแต่คุยรื่องที่ตัวเองหมกมุ่นจนเพลิน  อาจจะทำให้เกิดเรื่องผิดพลาดเอาได้นะ!  ทุกเรื่องเจ้าต้องหัดจัดลำดับความสำคัญ รู้ไหมเล่า!”

          เหลียนเจ๋อได้ฟังพี่สาวตักเตือนจึงตระหนักได้ว่า เรื่องนี้เป็นไปได้อย่างที่สุด  พลันให้รู้สึกหวั่นกลัวขึ้นทันใด

          เขากำลังจะเปิดปากพูด  อาเจี่ยนส่งยิ้มให้เหลียนฟางโจวแล้วรีบเอ่ยเสียก่อน “ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอันใด ข้าจะเป็นผู้เฝ้าระวังให้เอง!  เมื่อดูแลเอาใจใส่อย่างถ้วนถี่  ย่อมไม่อาจเกิดข้อผิดพลาดได้  หายากนักที่เขามีหัวใจที่ฝักไฝ่ปานนี้  เช่นนั้นค่อยคุยกันไประหว่างดูไปด้วยก็ได้!”

          เหลียนเจ๋อรู้สึกดีขึ้น ทว่ายังคงมีความไม่แน่ใจอยู่บ้าง  เมื่อเห็นอาเจี่ยนรับรองให้ว่ามันจะออกมาดีครั้งแล้วครั้งเล่า และเห็นพี่สาวไม่พูดอันใดอีก เขาจึงรู้สึกโล่งใจขึ้น

          เหลียนฟางโจวได้ยินอาเจี่ยนพูดเช่นนี้อีกครั้งแล้ว ก็ไม่ได้โต้แย้งอันใด  จึงได้แต่ฟังพวกเขาคุยกันอย่างกระตือรือร้น เธอฟังแล้ว คราแรกก็คิดตามไปด้วย ภายหลังเริ่มเหนื่อยล้า หลังจากนั้นจึงเริ่มหาวติดกันหลายครั้ง ดวงตาเริ่มปรือลงทุกที  นั่งคำนวณกองฟืนที่เหลืออย่างไม่ค่อยมีสติสตังเต็มที่เท่าใดนัก

          เหลียนฟางโจวตื่นขึ้นกลางดึก ท่ามกลางท้องฟ้ารูปโดมโค้งสีน้ำเงินเข้มและหนาวยะเยือกราวกับสรวงสวรรค์  ตรงหน้าปรากฏภาพดวงดาวสุกสกาวพร่างพราวมากมาย ทำให้รู้สึกถึงความงดงามอันแปลกตาและเงียบสงบ  คล้ายกับเลียนแบบดินแดนแห่งเทพเซียน  ยามมองไปนานๆ  ราวกับมีมนต์ขลังให้รู้สึกดื่มด่ำ  ลืมความเป็นไปรอบๆตัว

          “ท่านตื่นแล้วรึ?” เสียงทุ้มนุ่มดังมาจากอีกด้านหนึ่ง  เหลียนฟางโจวค่อยๆยื่นหน้ามองมา เห็นอาเจี่ยนส่งยิ้มให้เธอตามปกติ

          เธอกวาดตามอง เพี่งค้นพบว่าเหลียนเจ๋อหลับไปแล้ว

          อาเจี่ยนยิ้มอ่อนโยน เอ่ยขึ้น “ข้าให้เขาพักเอง หลายวันมานี้ เขาเหน็ดเหนื่อยหมดแรงไปมาก ให้เขาพักเสียหน่อยดีกว่า  ตอนนี้ไฟในเตาเผายังลุกโชนดี!”

          เหลียนฟางโจวคลี่ยิ้ม พูดด้วยเสียงนุ่มเบาเหมือนกับชายหนุ่ม “จริงๆแล้ว  ข้าทำให้ท่านต้องเหนื่อยแล้ว! ท่านอดหลับอดนอนมานานนัก!”

          “ข้ายังไม่ง่วง ไม่เลย” อาเจี่ยนส่ายหัวและยิ้มออกมา

          เหลียนฟางโจวรีบเอ่ยขึ้น “จะไม่ง่วงได้อย่างไร? ต่อให้ไม่ต้องเป็นเวรเฝ้า ท่านก็ต้องพักดัวย หลายวันมานี้ ท่านอาจเป็นผู้ที่เหน็ดเหนื่อยมากกว่าพวกเราทั้งหมดก็เป็นได้!”

          เธอถอนหายใจเบาๆ “จริงแล้ว ช่างโชคดีจริงๆที่มีท่าน มิเช่นนั้น…”

          อาเจี่ยน “ท่านให้ที่พักอาศัยแก่ข้า ข้าทำสิ่งที่ข้าสามารถทำได้!  ข้าไม่ง่วงจริงๆ หากต้องการพัก ข้าจะบอกให้ท่านรู้เอง!”

          เหลียนฟางโจวเห็นเขายังยืนกรานอย่างไม่เต็มใจ  เมื่อตรึกตรองดูแล้ว  จึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ถ้าเป็นเช่นนั้น เราก็มาคุยฆ่าเวลากันเถิด! ท่านมองว่าน้องรอง เขามีร่างกายเหมาะที่จะฝึกฝนวรยุทธ์ได้หรือไม่?”

          อาเจี่ยนสบสายตาหญิงสาว  “ข้ามองว่า มันไม่เกี่ยวกับความเหมาะสมอันใดหรอก เขามีหัวใจเช่นนี้ เรียนให้จบก็นับว่าดีแล้ว!” แล้วพูดต่อว่า “ข้ามองว่า เขาอยากฝึกฝนเพื่อท่านใช่หรือไม่?  เขาคงอยากปกป้องพี่สาวของเขา”

          เหลียนฟางโจวทอดถอนใจเบาๆ “จริงแล้วแค่หัวใจมุ่งมั่นของเขาก็เพียงพอแล้ว ถึงใครอยากจะรังแกข่มเหงข้า แม้อาจทำได้ แต่ก็ไม่ง่ายนักหรอก!”

          ไม่รู้ว่าอาเจี่ยนไม่ได้ฟังเลยไม่เข้าใจ หรือ ฟังเข้าใจแต่หูไม่ดี เขาพยักหน้าและให้คำมั่นว่า “ท่านมีข้า ท่านไม่จำเป็นต้องกังวลสิ่งใดอีกแล้ว! ข้าอาจไม่รู้อะไรมากนัก ทว่าอย่างน้อยที่สุด ใครจะมาขโมยสิ่งใดจากท่านย่อมเป็นไปไม่ได้”

          เหลียนฟางโจวได้ฟังแล้วหัวเราะกิ๊กๆออกมา “ที่ท่านพูดมานี่ ได้ฟังแล้วรู้สึกชื่นใจจริงๆ! ทว่าข้าคิดว่าวันหนึ่งท่านคงต้องจากไป

          “แล้วท่าน..ที่แท้ท่านต้องการไล่ข้าออกไปรึ!” อาเจี่ยนพูดขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียดโดยพลัน

          เหลียนฟางโจวมีถ้อยคำที่เก็บไว้ในใจตั้งแต่คราแรก  เธอไม่เห็นด้วยที่จะให้เขาอยู่ด้วยหรือ? เช่นนั้นเธอมิกลายเป็นคนชั่วร้ายไปตลอดกาลหรือ?

 

          “ไม่ใช่เช่นนั้น” เหลียนฟางโจวเอ่ยเสียงนุ่ม “ท่านมีบ้านของท่าน และยังมีคนในครอบครัวที่รักท่านด้วย วันหนึ่งที่ท่านนึกขึ้นมาได้ ท่านย่อมจากไปเองเป็นธรรมดา ไหนเลยจำเป็นที่ข้าจะต้องขับไล่ไสส่งท่านเล่า?”

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top