ขนาดตัวอักษร

50.อาหญิงสามขี้บ่น

 48 Views

          เหลียนฟางโจวมองออกว่าเหลียนเจ๋อคิดคำนึงถึงเรื่องนี้มาตลอด ทว่าคงไม่กล้าเอ่ยปากออกมา ครั้นได้ยินอาเจี่ยนรับปากกับเหลียนเจ๋อที่มีความกระหายอยากเรียนอยู่แล้ว  นางจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เจ้าอยากเรียน อาเจี่ยนอยากสอน แล้วยังจะให้ข้าพูดอันใดอีกหรือ? เพียงแต่ว่า การฝึกฝนวรยุทธ์ไม่ใช่เรื่องที่สบาย มันต้องใช้แรงกายมากเลยล่ะ!”

          “ข้าไม่กลัวเรื่องพวกนั้นแน่  ขอบคุณพี่สาว!” เหลียนเจ๋อดีอกดีใจ ขอบคุณเหลียนฟางโจว หันมาส่งสายตาเป็นประกายและประจบเอาใจไปให้อาเจี่ยน

          ชายหนุ่มอมยิ้ม พยักหน้า ที่เรื่องนี้ตกลงกันได้

          คนทั้งสามสับไม้อยู่ที่หนึ่ง ลุงหลี่นั่งแยกห่างออกไป ถ้อยคำที่เพิ่งสนทนากันไม่ดังนัก ลี่ชูจึงไม่ได้ยินถ้อยคำอันใด  ครานี้เมื่อเขามองกลับไปอีกครั้ง  เห็นเลียนเซ่อหัวเราะเริ่งร่าผิดปกติ  จึงไม่รู้ว่ามีสิ่งใดผิดแปลกออกไป

          “ไก่ฟ้าตัวใหญ่ อ้วนมากอีกด้วย! วันนี้ช่างโชคดียิ่งนัก!”  จ้าวซื่อเอ่ยขึ้นขณะเดินหิ้วไก่ฟ้ากลับมา

          ก้อนหินที่อาเจี่ยนขว้าง ไปโดนปีกข้างหนึ่งของมันอย่างจัง จ้าวซื่อใช้กำลังไปมากทีเดียวกว่าจะจับไก่ฟ้าซึ่งดิ้นพลาดๆอยู่บนพุ่มไม้หนาได้

          ยามนี้  ในมือของจ้าวซื่อหิ้วไก่ฟ้าที่ร้องครางเสียงต่ำออกมาอย่างน่าสงสาร และมันยังคงฟาดปีกใส่คนที่บังเอิญอยู่ใกล้ยามที่หิ้วผ่านไป นางหัวเราะดีใจ “ตัวโตจริงๆ ดูขามันสิ เนื้อทั้งนั้น  อวบหนาดีจริงๆ! ฮ่า ฮ่า เอาไปปรุงกับผักอร่อยๆคืนนี้กันเถิด! แหม..วันนี้ช่างโชคดีแท้! ไม่ได้กลับไปมือเปล่าเลย!”

          ทุกคนต่างมองดู  สัตว์ปีกที่เห็นคือไก่ฟ้าที่มีขนาดใหญ่โตจริงๆ  น้ำหนักอย่างน้อยน่าจะราวๆประมาณ 3 จิน(1.5 กิโลกรัม)  หาได้ยากมากที่จะเห็นไก่ฟ้าตัวโตขนาดนี้ ทุกคนต่างพูดคุยและหัวเราะกันอย่างยินดี

          ป้าจางไม่พอใจลูกสะใภ้ ปรายตามองนาง เอ่ยด้วยเสียงเหยียดหยัน “ดูเจ้าสิ ดีใจไม่รู้เหนือไม่รู้ใต้ไม่รู้ตะวันออกตะวันตก! หากไม่ใช่เพราะอาเจี่ยน ไหนเลยเจ้าจะจับไก่ฟ้าตัวนี้ได้? กลับไปแล้วอย่าลืมแบ่งให้บ้านฟางโจวครึ่งนึ่งเล่า”

          ทันทีที่จ้าวซื่อได้ยิน ความรู้สึกลิงโลดใจก็หมดลงในทันที ทว่าแม่สามีกล่าวได้ถูกต้องแล้ว  ซึ่งนางไม่อาจโต้แย้งได้เลย จึงเปลี่ยนใจคิดว่าแบ่งให้พวกเขาดีกว่า ในภายหน้าหากอาเจี่ยน จับไก่ฟ้าได้อีก อาจจะแบ่งให้บ้านนางครึ่งหนึ่งก็เป็นได้

          เช่นนั้นจ้าวซื่อพยักหน้ารีบกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ที่ท่านแม่บอกมาข้าก็คิดเอาไว้แล้ว! ฟางโจว..เจ้าคอยข้าตุ๋นไก่ให้เสร็จก่อนนะ แล้วจะตักแบ่งมาให้หนึ่งชามใหญ่  เตรียมตัวรอกินอย่างเดียว! เจ้ามองว่าดีหรือไม่?”

          ขณะที่ปากจ้าวซื่อเจื้อยแจ้วไป ในใจก็คิดคำนวณไปได้วย ถึงยามนั้นเนื้อก็ถูกสับเป็นชิ้นๆแล้ว ตักแบ่งให้น้อยๆพวกเขาคงดูไม่ออกหรอก…แน่นอนต้องมีชิ้นเนื้อ สองตีนและสองปีกให้พวกนั้น  ทำเช่นนี้จะได้ดูว่ามากมาย

          เหลียนฟางโจวไหนเลยจะสนใจเรื่องเล็กๆน้อยๆเช่นนาง จึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ดี รบกวนพี่จ้าวแล้ว!”

          “ไม่เป็นการรบกวนอันใดเลย!” จ้าวซื่อหัวเราะอย่างเบิกบานใจยิ่งนัก

          เมื่อเห็นพระอาทิตย์จะตกดินในไม่ช้า  พวกเขาจึงขนไม้ที่จะเผาเป็นถ่านชั้นดีมากองไว้บนหลุมเตาเผา วางให้เป็นระเบียบแล้วแยกย้ายกลับบ้าน

          ตลอดการเดินทางเหลียนเจ๋อยิ่งรู้สึกตื่นเต้นมากขึ้นๆ ปากพร่ำพูดติดพันกับอาเจี่ยน ดวงตาเป็นประกายเจิดจ้า เหลียนฟางโจวเห็นแล้วอดขำไม่ได้ คิดในใจว่าน้องชายจะเรียนไปได้สักกี่วัน หากจะเรียน  ย่อมไม่ควรหักโหม ค่อยเป็นค่อยไป  น่าจะดีกว่า

          เมื่อถึงบ้าน อาหญิงสามต้มน้ำเพื่อทำอาหาร และมีน้ำร้อนเตรียมไว้ สำหรับล้างหน้าล้างมือและคลายความเมื่อยล้าให้พวกที่ออกไปเผาถ่าน

          เมื่อเห็นทั้งสามคนกลับมา จึงรีบเอ่ยขึ้น “พวกเจ้ารีบล้างหน้าล้างตาแล้วไปพักเสียก่อน ข้ากำลังทำมื้อเย็นอยู่! เช่อมาจุดไฟให้หน่อยสิ!”

          เหลียนฟางโจวจึงหยุด เรียกอาหญิงสาม เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “หากไม่ต้องทำผัดผักเพิ่มอีกก็คงดี เพราะเราจะได้กินไก่ฟ้าตุ๋นกัน พี่จ้าวจะเอาไก่ฟ้าตุ๋นชามใหญ่มาให้!”

          “ไก่ฟ้าหรือ?” อาหญิงสามดวงตาลุกวาบขึ้นทันใด รีบถามขึ้นว่าไปทำอย่างไรถึงได้มา

          เหลียนเจ๋ออยากจะเล่าเต็มแก่อยู่แล้ว จึงรีบโอ้อวดวีรกรรมความเก่งกาจของอาเจี่ยนด้วยใบหน้าตื่นเต้นแฝงความภาคภูมิใจ

          เหลียนฟางโจวไม่สนใจจะรู้ว่าอาหญิงสามจะมีทีท่าตอบสนองเช่นไร จึงหมุนตัวจะเดินออกไปยังลานบ้านเพื่อล้างหน้าล้างมือ

          ฝ่ายอาหญิงสามไม่สนใจเรื่องเล่ายกย่องชื่นชมในฝีมือของอาเจี่ยนเลย!

          แน่นอน หญิงสาวเพิ่งจะหมุนตัวไป ทันได้ยินคำถามอันร้อนของอาหญิงสาม “เจ้าพูดว่าอาเจี่ยนจับไก่ฟ้าได้รึ? แล้วเหตุใดถึงให้จ้าวซื่อเป็นคนเอาไปเล่า? นางเจ้าเล่ห์จะตายไป!  เชอะ..ตุ๋นมาแบ่งให้เราชามใหญ่รึ? เฮอะ..ใครจะรู้ว่าไอ้ที่นางว่าจะเอามามากมายนั่นนะ คือกระดูกหรือเนื้อ! ไม่เห็นจะได้เรื่องเลย  เช่นนั้นข้าจะไปบ้านคนพวกนั้น!”

            เหลียนฟางโจวซึ่งอยากไปที่ลานบ้านเต็มแก่ จำต้องเรียกอาหญิงสามให้หยุดอย่างเลี่ยงไม่ได้ “อาหญิงอย่าไปนะ!  ท่านจะไปสนใจอันใดกับเรื่องขี้ประติ๋ว  ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอันใดเลย! งานเผ่าถ่านที่กำลังทำอยู่นี่  เราต้องให้คนที่บ้านลุงหลี่ช่วยอยู่นะ!”

          อาหญิงสามไม่ฟังหลานสาว จ้องหน้าเหลียนฟางโจว แล้วเอ่ยขึ้น “เจ้ามันใจบุญสุนทานเสียจริง  ข้ากลัวแต่ว่า  ต่อไปคงได้เจอแต่คนที่โลภมากไม่รู้จักพอขี้นเรื่อยๆ! เมื่อก่อนเจ้าเคยเล่าให้ข้าฟังว่า  สามารถจัดการฮูหยินสกุลฮวาได้เก่งกาจอย่างนั้นอย่างนี้  ข้าว่า..ที่เล่ามาคงเป็นเรื่องหลอกลวงทั้งเพใช่หรือไม่?”

          แล้วจึงหันไปพูดกับอาเจี่ยน “อาเจี่ยน พละกำลังของเจ้า  ข้ามองว่าต่อให้เอาลุงหลี่ และลูกชายเขามารวมกันยังสู้เจ้าไม่ได้เลย! ที่ว่าอะไรๆก็พึ่งพวกเขาหมด ใครจะเชื่อกัน!”

          เหลียนฟางโจวอึ้งไปสักครู่  อาหญิงสามช่างมีพรสวรรค์ในการคำนวณความได้เปรียบเสียเปรียบอย่างหาตัวจับยาก  พูดเสียจนเหลียนฟางโจวไม่มีหนทางปฏิเสธ

          “เอาพี่จ้าวไปเทียบกับป้าจางได้เยี่ยงไร?”  เหลียนฟางโจวขมวดคิ้วมุ่น  “ข้าบอกว่าไม่ให้ไป ก็ไม่ต้องไปนะ! ป้าจางและลุงหลี่ช่วยเหลือบ้านเราไว้ตั้งเท่าไร?”

          อาหญิงสามพยายามสกดกลั้นความโกรธ  ยอมนั่งลงอย่างว่าง่าย เอ่ยเสียงเรียบ “เจ้าบอกว่าไม่ให้ไป ข้าก็ไม่ไป ก็เจ้าเป็นหัวหน้าครอบครัวนี่นะ! จะพูดพลิกแพลงอย่างไรก็ได้  ทุกอย่างขึ้นอยู่กับประกาศิตของเจ้าใช่หรือไม่?  พอเห็นจ้าวซื่อวิ่งมาประจบสอพลออยากมาร่วมหาเงินกับเจ้า  เจ้าก็ให้นางหรือ?  แล้วหากใครมาขอยืมเงิน  เจ้าก็ให้ได้ด้วยใช่ไหม?”

          อาเจี่ยนเห็นคนทั้งสองโต้เถียงกันไม่เลิก จึงรีบเอ่ยขึ้น “อาหญิงสาม ท่านเชื่อฟังแม่นางเหลียนเถิด  สำรับเรื่องไก่ฟ้านั้น ครั้งหน้าข้าจะไปล่ามาให้อีก ขอให้เรื่องจบลงตรงนี้เถิดนะ!”

          เดิมทีอาหญิงสามเอาแต่พร่ำบ่นอย่างขุ่นเคือง ไม่ยอมฟังเหลียนฟางโจว  พอได้ฟังอาเจี่ยนพูดเช่นนี้จึงถอนหายใจออกมา  “เจ้าก็เอาแต่ช่วยนาง  เข้าข้างกันเป็นปี่เป็นขลุ่ยเชียวนะ เช่นนั้น..หากข้าบอกให้เจ้าไปจับกระต่ายป่า เจ้าทำได้หรือไม่?”

          “ได้!” อาเจี่ยนพยักหน้า

          “แล้วอย่างอื่นเล่า? พวกสัตว์ตัวใหญ่ๆก็ได้ด้วยรึ?” อาหญิงสามเริ่มสนใจขึ้นมาทันใด

          อาเจี่ยน นิ่งคิดสักครู่แล้วพยักหน้า “ตราบใดที่ข้ายังมีมือมีเท้า จะแพะป่า กวางป่า กวางเป๋าซี่ หนูป่า หรือเก้ง ล้วนไม่เกินกำลังข้า!”

          “โอ้ เช่นนั้นต้องทำให้ได้อย่างที่พูดนะ! แหมช่างดีจริงๆ!” อาหญิงสามปรบมือยิ้มแย้มขึ้นมาทันใด แล้วกำชับอาเจี่ยนว่า “คราวหน้าไม่ต้องชวนคนบ้านสกุลลี่ไปนะ โดยเฉพาะยายจ้าวซื่อจอมงกนั่น!”

          “ได้” อาเจี่ยนพยักหน้าพลางยิ้ม

          เหลียนฟางฉิงและเหลียนเช่อได้ยินอาเจี่ยนพูดถึงความเก่งกาจสามารถอันล้นปรี่ น้องน้อยทั้งสองอดเข้าไปเกาะแข้งเกาะขา ถามซอกแซกเอากับชายหนุ่มไม่ได้  เขายอมเล่าให้พวกเด็กๆฟังอย่างอดทน  ยิ้มไปเล่าไปอย่างออกรส  จนเป็นเหตุให้เด็กน้อยทั้งสองอุทานด้วยความตื่นเต้นครั้งแล้วครั้งเล่า

          เหลียนฟางโจวออกไปที่ลานบ้านสักพักแล้ว จึงไม่ได้ยินเรื่องอันใด

          ไม่นาน จ้าวซื่อก็ถือน้ำแกงไก่ฟ้าตุ๋นเห็ดชามใหญ่เข้ามา ซึ่งใส่มาในตระกร้าสานไม้ไผ่ที่นางหิ้วมาด้วย

          เมื่อเปิดฝาตระกร้า กลิ่นหอมฉุยจึงโชยออกมา เหลียนฟางฉิงเป็นคนแรกที่อดทำจมูกฟุดฟิดไม่ได้  นางเริ่มน้ำลายสอแล้ว พลางเอ่ยขึ้น “หอมจัง!”

          ด้วยหน้าตาที่น่ากินและความหอมที่ตลบอบอวลไปทั่ว จึงไม่มีใครทนต่อความยั่วยวนของมันได้  เหลียนฟางโจวส่งยิ้มขอบคุณจ้าวซื่อ

 

          จ้าวซื่อถือน้ำแกงไก่ฟ้าตุ๋นเห็ดวางบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ไก่ฟ้าตุ๋นเห็ดชามนี้ ข้าเติมขิงและต้นหอมเข้าไปได้วย เพื่อกลบความคาว ทั้งยังช่วยเพิ่มความหอมให้มากขึ้นอีก!  เราสองบ้านมาแบ่งกันคนละครึ่งนะ เชิญรับไว้ด้วย!”

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top