ขนาดตัวอักษร

45.ข้ายังไม่มีสามี จะมีชายชู้ได้ที่ไหนเล่า

 38 Views

         เหลียนลี่คิดว่านั่นเป็นเพราะเฉียวซื่อวู่วามเกินไป  ทว่าอดพิจารณาเหลียนเสี่ยวม่านไม่ได้  ครานี้นางช่างสงบและสุขุมนัก  เช่นนั้นที่นางวิ่งแจ้นมาที่บ้านเขา ก็เพื่อจัดฉากน้ำตาท่วมจอเป็นแน่

          เฉียวซื่อเป็นฝ่ายควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้อย่างสิ้นเชิง

          ทว่าที่เขารู้  สีหน้าท่าทางของภรรยายามนี้ดูเหมือนไม่ได้กำลังโกหก ยิ่งไปกว่านั้นนางไม่จำเป็นต้องโกหกต่อหน้าเขา

          นั่นหมายความว่าสิ่งที่นางพูดคือเรื่องจริง

          ทั้งสองคนนิ่งอึ้งไปพักหนึ่ง

          เฉียวซื่อเอ่ยขึ้น”จู่ๆนางก็วิ่งมาที่บ้านเราเพื่อสร้างเรื่องทั้งหมดโดยไม่มีเหตุอันควร  เราไปกระทบกระทั่งกับนางจนมีเรื่องขัดแย้งจริงๆรึ?”

          “หญิงชั้นต่ำคนนี้!” ลมหายใจเฉียวซื่อสะดุด  รู้สึกมึนงงเล็กน้อย

          เหลียนลี่ก็โกรธแค้นจนพูดไม่ออก ให้รู้สึกเจ็บใจนัก  คนที่เคยเป็นลูกไล่มาตลอด  ทว่าครานี้กลับสามารถวางแผนการจัดฉากเองได้  กลายเป็นนังเหลียนเสี่ยวม่าน!  สองสามีภรรยาให้งุนงงสงสัยนัก ไม่รู้เลยว่า เหตุใดน้องสาวคนนี้ถึงได้วิ่งแจ้นมาหา แล้วมาสร้างเรื่องก่อกวนพวกเขา! เช่นนี้จะไม่ให้แค้นใจได้อย่างไรเล่า?

          “นังคนต่ำช้านั่น!  คนที่นางจ้องเล่นงาน คือเจ้าที่เป็นพี่ชายและข้าที่เป็นพี่สะใภ้ไงเล่า! ข้าต้องกลับไปถามนาง! ข้าต้องถามว่าเหตุใดนางถึงแจ้นมาบ้านเรา แล้วมาส่งเสียงเอะอะโวยวายโดยไม่มีเหตุอันควรเช่นนั้น!” เฉียวซื่อรู้สึกจุกแน่น จนต้องพ่นล่มหายใจออกมา

          “เจ้าดันกลับมาเล่นงานข้าด้วย!”  เหลียนลี่บีบแขนภรรยาอย่างเย็นชา  ปล่อยให้บางคนอารมณ์เย็นลงก่อน จึงเอ่ยขึ้น “วันนี้เจ้าเอะอะโวยวายมากนัก แค่นี้ยังไม่พออีกรึ จึงต้องลงมือกับข้า!”

          “ท่านยังไม่ลืมอีกรึ!” เฉียวซื่อส่งเสียงกรีดร้อง ทีนางยังโดนตบไปตั้งสี่ฉาดเลย

          จะให้ลืมรึ? ไม่แน่นอน

          “ยังมีเวลาเอาคืนอีกมาก!” เขาแค่นเสียงออกมา พลันก้าวฉับๆเข้าบ้าน

          เฉียวซื่อไม่อยากรอนาน  นางอยากกลับไปเดี๋ยวนี้  ไปตบหน้านางอาหญิงสามสัก2-3ฉาดให้หายแค้น  ทว่าวันนี้นางดิ้นรนต่อสู้มาเป็นนานสองนาน  จึงแทบไม่มีเรี่ยวแรงเหลือ ยังไม่ต้องพูดถึงหัวสมองที่ตอนนี้ค่อนข้างสับสนมึนงงนัก

          สองสามีภรรยาที่ถูกอาหญิงสามเล่นงานจนปวดเศียรเวียนเกล้า ไม่ได้ตระหนักว่าในบ้านครานี้มีแสงสว่างลอดออกมา  ช่างน่าแปลกนัก ไม่มีคนอยู่ในบ้าน แล้วไฉนถึงมีแสงสว่างได้เล่า?

          เมื่อเข้าไปในห้อง พวกเขาถึงได้เข้าใจ เมื่อเห็นภาพอันน่าทึ่ง ที่นั่งไว้ตรงกลางห้องโถงคือเหลียนฟางโจว  ทั้งสองตกใจยิ่งนัก

          “เจ้า…เจ้ามาอยู่ในบ้านนี้ได้อย่างไร!?” เฉียวซื่อถามขึ้น

          เหลียนฟางโจวรอจนบางคนสงบสติอารมณ์ลง จึงแย้มยิ้มออกมาอย่างมาดร้าย ถือชุดกาน้ำชาและทุ่มลงมาบนพื้นดัง “เพล้ง” ภาชนะดังกล่าวแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ

          เฉียวซื่อตกใจร้องเสียงหลง  เด็กสาวทุ่มถ้วยชาสี่ใบลงพื้น แตกละเอียดเป็นชิ้นๆอย่างสบายอกสบายใจ

          “ข้าจะสู้กับเจ้า!”  เฉียวซื่อเมื่อเห็นเหลียนฟางโจวทุ่มกาน้ำชาและถ้วยชาสี่ใบเป็นเสี่ยงๆในพริบตาเดียว ของรักของนางครานี้กลายเป็นผุยผงไปเสียแล้ว  นางจึงกรีดร้องขึ้นแล้วทุ่มกายทั้งหมดใส่เหลียนฟางโจว

          สองตาของนางจับจ้องแต่เหลียนฟางโจวเท่านั้น  แท้จริงแล้วยังมีอีกคนที่นางมองข้ามไป นั่นคืออาเจี่ยน

          อาเจี่ยนมายืนขวางหน้าเหลียนฟางโจวอย่างเงียบกริบ แต่ว่องไวนัก ยกมือขึ้นอย่างนุ่มนวล โบกมือไปด้านหนึ่งคล้ายกับไล่แมลงวัน  เฉียวซื่อชนเข้าไปเต็มรัก  จึงหงายหลัง เซถลาไปหลายก้าวกว่าจะหยุดตัวเองจนยืนมั่นคงได้

          ครั้นแล้วนางถึงได้สังเกตุเห็นอาเจี่ยน ส่งสายตาเจ็บใจจับจ้องไปยังชายหนุ่มร่างสูง  หลังจากที่ชนกันแล้ว  อาเจี่ยนมีท่าที่สงบนิ่ง ทว่าแววตาหาได้สงบนิ่งตามไปด้วยไม่  ทั้งตัวของคนผู้นี้แข็งแกร่งราวกับหินผา  ยืนนิ่งเฉยอยู่ที่เดิม  เท้าไม่ขยับเขยื้อนไปเลยแม้แต่นิด

          “เหลียนฟางโจว!  เจ้าไม่ห่วงหน้าตาตัวเองเลยหรือ  ริอาจแอบเลี้ยงชายชู้ไว้ใกล้ตัว  ไม่คำนึงถึงชื่อเสียงวงศ์ตระกูล  ข้าไม่คาดคิดเลยว่าเจ้าจะพาชายชู้เข้ามาในบ้านญาติผู้ใหญ่ของเจ้า!” เฉียวซื่อหันหน้าไปจ้องเหลียนฟางโจว ด้วยสายตาประสงค์ร้าย

          ใบหน้าเหลียนฟางโจวปรากฏโทสะขึ้นมาวูบเดียวแล้วหายไป  ควรจะกล่าวว่ามีสีหน้าบึ้งตึงเพียงครู่เดียวแล้วหายไปมากกว่า เด็กสาวส่งยิ้มบาง  สีหน้าเย็นเยือกประดุจน้ำแข็ง “ดูท่าว่าอาหญิงสามจะยังป่วนท่านน้อยไปนะ  พรุ่งนี้นางคงไปสถานศึกษาในเมืองเพื่อไปหาญาติผู้พี่ข้า เพื่อบอกความจริง และชี้แจงเหตุผลเอาให้ละเอียดไปเลย!”

          เฉียวซื่อสะดุงเฮือก  กวาดสายตามองหลานสาวและอาเจี่ยน เชิดคางขึ้นยกยิ้มเยาะพลางกล่าวว่า “ดี! พูดสิพูดเลย! ข้าคิดว่าเรื่องของเจ้าคงต้องถูกแฉออกมาก่อนด้วยเป็นอันดับแรก!”

          เฉียวซื่อปรายตามองอาเจี่ยน พลางแค่นเสียง “เจ้าไม่เคยรับรู้จริยธรรมและธรรมเนียมปฏิบัติของผู้หญิง  เก็บชายชู้ไว้ใกล้ตัว  เพื่อทำตัวสำส่อนในบ้าน พูดสิ พูดเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกไปเลย!”

          เฉียวซื่อพูดอย่างสำราญใจ  จ้องเหลียนฟางโจวเขม็ง ใจนึกอยากกระทืบเหลียนฟางโจวให้เจ็บปวดนัก คงจะทำให้จิตใจนางเป็นสุขขึ้นทันใด

          ไม่เพียงนาง  แม้แต่เหลียนลี่ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ก็เหยียดยิ้มขึ้นมานิดหนึ่ง ผู้หญิงของเขาเปลี่ยนไปกลายเป็นคนฉลาดหลักแหลมขึ้นมาแล้วจริงๆ

          เหลียนฟางโจวทำหน้าประหลาดใจแล้ว ประหลาดใจอีก พลันส่งยิ้มเยาะแถมล้อเลียน มองหน้าป้าเฉียว ถามขึ้นเสียงเนิบ “จริยธรรมและธรรมเนียมปฏิบัติของผู้หญิงรึ?  ชายชู้รึ?  ข้ายังไม่เคยออกเรือน  ข้าต้องคำนึงถึงจริยธรรมและธรรมเนียมปฏิบัติของผู้หญิงด้วยหรือ?  ข้ายังไม่มีสามีนี่นา  เขาจะเป็นชายชู้ข้าได้รึ? อาเจี่ยนจริงๆแล้วเป็นแรงงานระยะยาวของบ้านข้า  และข้ายังมีหนังสือสัญญาขายตัวเป็นทาสเป็นหลักฐาน! ท่านกล่าววาจาหยาบคายกับข้าอีกแล้ว ดูท่าว่าพรุ่งนี้พวกเราคงต้องเข้าเมืองจริงๆกันเสียแล้ว!”

          เด็กสาวรอให้ฝ่ายตรงข้ามสงบสติอารมณ์ลงก่อน จึงส่งยิ้ม เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง พลางเอ่ยขึ้น “ข้ายังไม่เคยแต่งงาน  อาเจี่ยนก็ยังไม่เคยแต่งงาน  แล้วหากข้าจะแต่งให้เขา แล้วอย่างไรเล่า? จะมีใครกล้าพูดว่าไม่รึ?”

          เฉียวซื่อและเหลียนลี่อับจนคำพูดโดยฉับพลัน แทบไม่สามารถตั้งรับได้

          เหลียนฟางโจวพูดเช่นนี้  นี่มันใช่เหตุผลหรือ!

          ฝ่ายอาเจี่ยนยามได้ยินเสียงเข้มดุของเหลียนฟางโจว  รู้สึกใจกระตุกแปลกๆ  จู่ๆก็เกิดความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้ขึ้นมาโดยไม่ทันตั้งตัว  อดหรี่ตาเหลือบมองไปยังเด็กสาวเงียบๆไม่ได้ ภายในใจรู้สึกถึงความหวานน้อยๆ ผุดขึ้นมาโดยไม่อาจอธิบายได้

          เฉียวซื่อและเหลียนลี่แทบจะบ้าตาย ไม่มีทางเถียงชนะนางได้เลย

          โดยปกติแล้วในช่วงแรกๆหลังจากบิดามารดาเหลียนฟางโจวได้จากไป  เฉียวซื่อและเหลียนลี่นั้นถือเป็นญาติผู้ใหญ่ของนาง  ควรจะเป็นที่พึ่งให้แก่นาง และดูแลนาข้าวของสี่พี่น้องไปด้วย

          อย่างไรก็ดีเฉียวซื่อและเหลียนลี่คิดว่า ในภายภาคหน้าทั้งสองต้องเตรียมสะสมสินเดิมให้กับหลานสาวทั้งสอง รวมทั้งยังต้องหาภรรยาให้กับหลานชายอีกสองคนด้วย  ดูแล้วไม่ได้ผลประโยชน์อะไรสักอย่าง

          แม้ว่าที่ดินขนาดสองมู่ของสี่พี่น้องจะน่าดึงดูดใจ  ทว่าพวกเขาคิดกันเอาเองว่า สี่พี่น้องป็นแค่เด็กโต  จะเข้าใจสิ่งใดเล่า?  ในเวลาเพียง 12ปี  ทั้งสองก็น่าจะสามารถหาวิธีฮุบที่ดินทั้งหมดมาเป็นของตนได้  จึงไม่จำเป็นต้องเลี้ยงดูพวกหลานๆ  ดูท่าเป็นความคิดที่แยบยลมากมิใช่หรือ?

          เพราะฉะนั้นเมื่อเหลียนฟางโจวแสดงทีท่าเชื้อเชิญให้พวกเขามาเป็นที่พึ่ง  ให้ป้ากับลุงเป็นผู้อุปการะสี่พี่น้อง  เหลียนลี่พร้อมกับเฉียวซื่อจึงพูดว่ายังไม่ต้องการ แสดงเจตจำนงว่าให้ตระกูลมีสองบ้าน  แล้วทั้งสองบ้านให้แบ่งสมบัติของตระกูลออกไป  สองเรื่องนี้ถือว่าทำผิดธรรมเนียมของตระกูล!  ยิ่งไปกว่านั้น น้องชายและน้องสะใภ้ก็จากไปแล้ว แม้ว่าไม่มีผู้ใหญ่ ทว่ายังมีบ้านกับผืนนา เหลียนฟางโจวอายุ15 เหลียนเจ๋อวัย 12 ไม่ใช่เด็กเล็กแล้ว พวกเขาสามารถดูแลตัวเองได้แน่นอน  ไฉนยังต้องการที่พึ่งอีกเล่า?  ตัวเขาสองสามีภรรยายังต้องมีภาระส่งเสียลูกชายให้เรียนสูงๆอีก  จริงๆแล้วก็ไม่มีกำลังไปช่วยเหลือแล้ว….

          เรื่องนี้คนในหมู่บ้านย่อมรู้กันทั่ว

          ตอนนี้เฉียวซื่อและเหลียนลี่ต้องการกลับมาจัดการเรื่องแต่งงานให้กับเหลียนฟางโจว อีกครั้ง  มันจึงเป็นไปไม่ได้แล้ว

          ส่วนอาหญิงสามน่ะหรือ? อาหญิงสามออกเรือนไปแล้ว  ไม่อาจเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของที่บ้านเดิมได้!

          เพราะฉะนั้นหากเหลียนฟางโจวต้องการเลือกสามี ก็สามารถทำได้แน่นอน

          เหลียนฟางโจวปล่อยให้ป้ากับลุงสงบสติอารมณ์ลงสักพัก เธอเหลือบมองพวกเขา  แล้วจึงหลุบตามองพื้น  ในดวงตามีแต่ความเหยียดหยามและดูแคลน  จากนั้นจึงเอ่ยขึ้น “อาเจี่ยนเราไปกันเถิด!  พรุ่งนี้พวกเราและอาหญิงสามจะเข้าเมืองกัน!”

          เหลียนฟางโจวยกเท้าเตรียมจะก้าวออกเดิน อาเจี่ยนเหลือบมองสองสามีภรรยา และเตรียมเดินตามเหลียนฟางโจวไป

          “ฟางโจว !  หลานใหญ่ของลุง!” เหลียนลี่ครานี้กลัดกลุ้มหนัก จึงตัดสินใจได้ เขาไม่อาจปล่อยให้เหลียนฟางโจวย่างกรายไปที่สถานศึกษาในเมืองได้  หาไม่แล้วชื่อเสียงของบุตรชายคงไม่เหลือหลอ

          เหลียนฟางโจวทำเป็นไม่ได้ยินวาจาของเหลียนลี่  ยังคงก้าวฉับๆต่อไป

          “หลานใหญ่! หลานรัก!” เหลียนลี่ปรี่เข้าไปขวางอย่างรีบเร่ง  ด้วยความหวั่นวิตก ขอร้องและพยายามดึงแขนเหลียนฟางโจว

          มือเขายังไม่ทันได้แตะตัวเหลียนฟางโจว มือของอาเจี่ยนยกขึ้นปัดแขนเขาได้ทันควัน  ทั้งยังแข็งแกร่งราวลูกกรงเหล็ก

          การเคลื่อนไหวของอาเจี่ยนลื่นไหลเป็นธรรมชาติมาก  ทั้งท่วงท่ายังดูสบายๆเหมือนไม่ได้ใช้ความพยายามเลย  บางทีดูไปเหมือนไม่น่าจะมีความแข็งแกร่งอะไร  ทว่าเหลียนลี่และเฉียวซื่อกลับทำอะไรไม่ได้เหมือนเดิม  รู้สึกว่าตัวเองชนเข้ากับอะไรสักอย่างที่ทรงพลัง ต่างคนต่างเซถลาไปข้างๆสองก้าวอย่างไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัว

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top