ขนาดตัวอักษร

41.ไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี

 42 Views

        อาหญิงสามกลัวว่าหลานสาวจะส่งนางกับบ้านพ่อแม่สามีอีก  ยามที่นางอยู่ในบ้านหลังนี้ รู้สึกสบายใจมากขึ้น  ถึงแม้ว่าเหลียนฟางโจวยังไม่ให้นางเป็นผู้จัดการเรื่องราวทั้งหมดในบ้านก็ตาม  ด้วยเหตุนี้ นางจึงจำต้องยอมสารภาพอย่างตรงไปตรงมา

          วันนี้เป็นวันที่อาหญิงสามเกิดอยากจะขยันขึ้นมา นางกวาดลานบ้าน และผ่าฟืน พอเห็นชายคนนั้นอยู่บ้าน นางจึงเรียกใช้เขาให้ไปตำข้าว ซ้ำภายหลังได้ยินเหลียนฟางฉิงบอกว่ามีมันเทศต้องไปเก็บ  ครั้นแล้วนางจึงพาบุคคลนั้นไปทำงานคลุกดินคลุกทราย เรียกให้เขาขุดมันเทศให้

          “อะไรกัน!” ยามเหลียนฟางโจวได้ยิน เธอถึงกับตาลุกวาบ “นี่ท่านเรียกเขาไปทำงานที่ต้องคลุกดินคลุกทรายเชียวหรือ? ไฉนท่านถึงเป็นคนเช่นนี้?!”

          “ไม่ใช่นะ ไม่ใช่นะ ข้า!” อาหญิงสามเห็นเหลียนฟางโจวบันดาลโทสะเช่นนั้น นางเริ่มวิตกขึ้นทันใด รีบเอ่ย “ชายผู้นั้นมาพูดกับข้าว่าต้องการไปเนินเขาใกล้ๆ เพื่อหาสมุนไพรไปทำยาใส่แผล ข้าจึงคิดว่าไหนๆก็ต้องขึ้นเขาแล้ว เช่นนั้น.. ข้าก็เลย…ข้าก็เลยปล่อยเขา…”

          เหลียนฟางโจวคิดว่ากับอาหญิงสามผู้นี้ เธอไม่รู้จะสรรหาคำพูดใดมาบรรยายเลยจริงๆ! หญิงสาวกระทืบเท้า  กล่าวอย่างอารมณ์เสีย “ท่านมันรู้ดีจริงๆ! คนผู้นั้นพูดว่าหายาสมุนไพรเพื่อใส่แผล ท่านกลับใช้เขาไปทำงานอื่นๆด้วย! อาหญิงสาม นี่.. เขาพักอยู่กับเราอีกไม่นานก็ออกจากบ้านเราไปแล้ว ดังนั้นพวกเราจงปฏิบัติกับเขาอย่างมีมรรยาทดีงาม  ซ้ำท่านเรียกคนผู้นั้นมาคอยรับใช้เราหรือ? ฉิงเอ๋อร์และเช่อเอ๋อร์ยังเล็กนัก หากพวกนั้นจดจำเป็นตัวอย่างขึ้นมา ท่านอาจทำร้ายวิถีชีวิตเดิมของพวกเด็กๆอีกด้วย! หากเกิดเรื่องเช่นนี้อีกเพียงครั้งเดียว อาหญิงสาม ครอบครัวข้าคงไม่กล้ารั้งท่านให้อยู่ด้วยแล้ว!”

          อาหญิงสามมักเก็บเรื่องที่เเหลียนฟางโจวตำหนินางมาคิดแค้นบ่อยๆ  ทว่าครานี้เป็นเรื่องที่นางทำพลาดเต็มๆ  นางไม่ชอบใจเลย  ทำได้เพียงแต่อดทน  อย่างน้อยที่ยกเว้นเรื่องตำหนิติเตียน  ในส่วนอื่นๆตัวเหลียนฟางโจวเองก็ดีกับนาง หลานสาวมักขยันขันแข็ง บากบั่นมุมานะทำงานหาเลี้ยงครอบครัวได้ยอดเยี่ยมนัก เมื่อเทียบกับหัวหน้าครอบครัวบ้านอื่นที่เป็นผู้ชาย!

          ด้วยเหตุนี้ อาหญิงสามจึงฝืนใจรับคำ “รู้แล้ว ข้าทราบแล้ว!”

          ใจของเหลียนฟางโจวหงุดหงิดนัก เอ่ยขึ้นตรงๆ”ท่านจงจำไว้ให้มั่น อย่าสักแต่รับปากข้าไปวันๆ! ท่านจะเข้าสวนไปเก็บผักมาทำงานใช่หรือไม่? เช่นนั้นท่านก็ไปเถิด!”

          “จ้ะ” อาหญิงสามพยักหน้า ทันไดนั้นนางก็ยื่นหน้าเข้ามาใกล้เหลียนฟางโจว เอ่ยขึ้น “ข้าพิจารณาดูแล้ว หรือว่าเราให้คนผู้นั้นอาศัยอยู่บ้านเราต่อไป  ร่างกายเขาแข็งแกร่งทรงพลังขนาดนั้น ให้ทำงานที่ใช้แรงหนักน่าจะดี  ดูเขาเป็นคนสู้งาน ซ้ำยังซื่อๆและว่าง่ายอีกด้วย”

          เมื่อเห็นดวงตาของเหลียงฟางโจวลุกวาบ จ้องนางเขม็ง  อาหญิงสามทำคอย่น แล้วเสเปลี่ยนเรื่องพูดทันที “เออ ข้าไปแปลงผักก่อนนะ!”

          “จริงๆเลย..” เหลียนฟางโจวถอนหายใจยาว รีบล้างมือล้างหน้าที่เปื้อนฝุ่นออก จากนั้นจึงหันหน้าเดินออกจากบ้านไป

          นางไปขอยาทาแผล และเถาสมุนไพรให้ชายคนนั้น  ว่าไปแล้ววันนี้เธอต้องออกไปหาให้ตามที่เคยบอกคนผู้นั้น  ใครจะรู้ว่าคราที่ออกไปแต่เช้าตรู่ นางดันลืมเรื่องนี้เสียสนิท คนผู้นี้ได้รับบาดเจ็บ  จึงเที่ยวหายาสมุนไพรเอง  พอไปถามอาหญิงสาม เลยโดนนางบีบบังคับทำงานตามอำเภอใจ

          ทว่าบุคคลนี้ลืมทุกคนที่เขาเคยรู้จัก แม้แต่ตัวเขาเอง แต่นึกไม่ถึงว่าเขายังจำเรื่องยาสมุนไพรได้ด้วยหรือ?

          เหลียนฟางโจวรีบกลับบ้านมาอย่างไว ในมือกำขวดยามาด้วย

          หญิงสาวถือขวดยาเข้ามาในบ้าน  ในยามนี้ คนผู้นั้น เหลียนเจ๋อ และน้องเล็กอีกสองคนกำลังนั่งคุยอยู่กลางห้องโถง น้องเล็กทั้งสองซักไซ้ไล่เลียงถึงเหตุการณ์ตอนที่คนผู้นั้นไล่พวกอันธพาลในวันนั้นอย่างสนใจใคร่รู้  ซ้ำยังสังเกตสังกาชายผู้นั้นอย่างละเอียด

          เมื่อเห็นเหลียนฟางโจวมา ทุกคนก็หยุดพูด แล้วเอ่ยเรียก “พี่ใหญ่ !”

          เหลียนฟางโจวพยักหน้ารับ เอ่ยขึ้น “พี่มีเรื่องจะคุยกับคุณลุงท่านนี้ พวกเจ้าเข้าไปใปข้างในก่อนเถิด”

          น้องเล็กทั้งสองรวมทั้งเหลียนเจ๋อ ต่างพยักหน้ารับคำ เหลียนฟางฉิงกระพริบตาล้อเลียนพี่สาวคนโต ยิ้มยิงฟัน จ้องพี่สาวตรงๆ “พี่ใหญ่ เขาไม่ใช่ลุงเสียหน่อย ต้องเป็นพี่ชายสิ!”

          เหลียนฟางโจวนิ่งงันไป เด็กสาวตัวน้อยหัวเราะคิกคัก พลางเดินเข้าห้องไป  หญิงสาวจึงได้แต่ยิ้ม

          เหลียนฟางโจวดึงจุกฝาขวดยาออก ยื่นยาไปตรงหน้าคนผู้นั้น ด้วยรอยยิ้มปนสำนึกเสียใจ เอ่ยว่า “เช้านี้ข้าต้องไปเอายานี้มาให้ท่าน ทว่าข้าลืมไปเสียสนิท ท่านจงเอายานี้ไปทาเสีย!”

          คนผู้นั้นรีบเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม “คุณหนูใหญ่ ช่างเคร่งมรรยาทมากไปแล้ว!  ตัวข้ามีแต่บาดแผลตื้นๆ  คุณนายสามให้ข้าช่วยขุดมันเทศ  ข้าเห็นว่าเนินเขาข้างๆอาจมีสมุนไพรที่มีประโยชน์ ให้เก็บเอามาทำยาได้ กลับมาข้าก็เอามาตำและบดคั้นน้ำเอามาทาไปทั่วแผลทั้งหมด ทาซ้ำอีกสักสองครั้ง เพียงสองวันก็น่าจะหาย  ข้าไม่อยากให้คุณหนูต้องมาเหน็ดเหนื่อยด้วยเลยจริงๆ!

           เหลียนฟางโจวฟังถ้อยคำพวกนี้แล้วแอบกัดฟันเงียบๆ  ฮึ่ม..อาหญิงสามพูดปดกับเธอซึ่งๆหน้า! หากนางยังกล้าพูดเยี่ยงนี้อีกครั้งละก็!

          “ท่านเอาไปเสีย ! ยานี้มีสรรพคุณดีกว่าสมุนไพรสดที่ท่านเก็บมา!  เหลียนฟางโจเอาขวดยายัดในมือเขาอย่างกระแทกกระทั้น พูดอย่างอึดอัดใจ “ท่านช่วยชีวิตพวกเรา เป็นผู้มีพระคุณของเรา เอาล่ะ เรามาคุยกันต่อ หากอาหญิงสามยังกล้ามาใช้ท่านทำงานอีก ท่านไม่ต้องสนใจทั้งนั้น! ในบ้านนี้  ข้าเป็นหัวหน้าครอบครัว ท่านไม่จำเป็นต้องรับใช้นาง! แล้วก็ อย่าเรียกข้าว่าคุณหนูใหญ่ …ให้เรียกว่า แม่นางเหลียน!”

          คำที่อาหญิงสามเสนอว่าให้คนผู้นี้อยู่ใช้แรงงานที่นี่ ผุดขึ้นมาในหัวของเหลียนฟางโจวทันใด  ในหัวใจเธอพลันค่อนข้างหงุดหงิดและไม่สบายใจ ณ ตอนนี้ ชัดเจนว่าเขาคือผู้มีพระคุณ เขาเรียกอาหญิงสามว่าคุณนายสาม ด้วยสมญานามแบบนั้น มันทำให้เขาคล้ายกับเป็นบ่าวรับใช้…

          บุคคลผู้นั้นรับขวดยามาด้วยความซาบซึ้งใจ  จึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แม่นางเหลียน  ท่านอย่าได้ต่อว่าคุณนายสามเลย นาง..”

          “อาหญิงสาม!” เหลียนฟางโจวฉุนกึกเมื่อได้ยินคำเรียกชื่อ  คงต้องอบรมอาหญิงสามให้ปรับเปลี่ยนความคิด ที่น่าขายหน้านี้เสียแล้ว!

          “ในบ้านพวกข้ามีแค่อาหญิงสามเท่านั้น!” เหลียนฟางโจวพยายามปรับสีหน้าตนเองให้ดูเป็นมิตรขึ้นอย่างสุดความสามารถ เอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม “ในภายหน้า  ท่านไม่ควรเรียกขานเช่นนั้น  หากไปเรียกให้ใครได้ยินเข้า  คงทำให้ผู้คนหัวเราะเยาะเอาได้!  ท่านเป็นคนระดับเดียวกับพวกเรา  เช่นนั้นใช้คำเรียกว่า อาหญิงสามก็พอแล้ว!”

          เหลียนฟางโจวกลัวว่าจากนี้ไปอาหญิงสามจะไปสร้างปัญหาลับหลังนางอย่างไร้เหตุผล จึงเอ่ยเสียงเข้ม “ท่านฟังให้ชัดๆนะ คนที่เป็นหัวหน้าครอบครัวบ้านนี้คือข้า!  ตราบไดที่ท่านฟังแต่ข้า นั่นก็พอแล้ว! หากอาหญิงสามมาขอให้ท่านทำสิ่งไดอีก ท่านต้องบอกข้าก่อนเป็นอันดับแรก!”

          คนผู้นั้นจริงๆแล้วไม่สนใจคำเรียกขานชื่อเท่าใดนัก  จึงยิ้มรับโดยพลัน  ครั้นแล้วจึงเอ่ย “อันที่จริง ข้ามีเพียงแผลตื้นๆ ทำงานใช้แรงไม่ได้กระทบกระเทือนอันใดเลย  ท่านอย่าได้ต่อว่าอาหญิงสามเลย!”

          ขณะที่พูดเขาค่อนข้างเก้อกระดาก จึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “หากว่ากันตามจริงแล้ว ที่จริงท่านช่วยชีวิตข้า ทำงานใช้แรงเช่นนี้ก็สมควรแล้ว”

          เหลียนฟางโจวถอนใจเบาๆ ดีแล้วที่การพูดคุยในหัวข้อนี้จบลงได้  หากมัวแต่โต้เถียงหาเหตุผลกันไปเรื่อยๆ  เธอก็ไม่รู้ว่าจะต้องคุยกันไปถึงเมื่อใด

          “เช่นนั้น เราทั้งสองก็กระจ่างกันทั้งสองฝ่ายแล้ว! ต่อไปก็ไม่ต้องพูดถึงเรื่องนี้อีกแล้ว เห็นด้วยไหม?  ช่วงหลายวันนี้ท่านก็จงหยุดพัรักษาแผลให้หาย  เมื่อถึงเวลาท่านจะได้จากไปอย่างสบายใจ!” เหลียนฟางโจวยิ้ม เมื่อพูดจบ ครั้นแล้ว ลุกขึ้นเตรียมตัวไปดูอาหญิงสามทำอาหารมื้อเย็น

          แม้ว่าบาดแผลของคนผู้นี้จะไม่รุนแรง  โดยรวมแล้วสุขภาพเขายังไม่ดีขึ้นทั้งหมด  ตัวเหลียนฟางโจวเอง แท้จริงแล้ว ยังไม่โหดร้ายพอที่จะเอ่ยเรื่องขอให้คนผู้นี้ออกไป

          “แม่นางเหลียน!” คนผู้นั้นหยุดนางด้วยเสียงเรียกนั้น น้ำเสียงแฝงความกลัดกลุ้ม

          เหลียนฟางโจวชะงัก ครั้นแล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ท่านมีเรื่องอันใดอีกรึ? มีเรื่องอันใดก็เชิญพูดมาตามสบายเถิด!”

          เมื่อเห็นว่า  สีหน้าชายผู้นี้ดูไม่คล้ายกับจะพูดปด หรือทำตัวเนรคุณต่อเธอ  ดังนั้นครานี้เหลียนฟางโจวจึงพูดด้วยสีหน้าแช่มชื่นขึ้น

 

          “ไม่ว่าจะขอสิ่งใดแม่นางเหลียนได้โปรดให้สัญญากับข้าได้ไหม?” ดวงตาของคนผู้นั้นฉายแสงแรงกล้า  รีบละล่ำละลักถามเหลียนฟางโจว จนหญิงสาวคิดว่าบางทีเขากำลังรอคอยเอ่ยคำพูดนี้อยู่นานแล้ว

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top