ขนาดตัวอักษร

37.เอาของไปฝากบ้านป้าจาง

 44 Views

        อย่างไรก็ดี นางไม่อยากให้อาหญิงสามเห็นความเขินอายของตน จึงแสร้งทำเป็นเหลือบตามองอาหญิงสามนิ่งๆ  ยามที่เธอส่งยิ้มนิ่งๆ  อดรู้สึกชื่นชมการกลบเกลื่อนของตัวเองไม่ได้ ครั้นแล้ว จึงเก็บสายตากลับ หยิบตะเกียบขึ้นกินข้าวด้วยมาดนิ่งเงียบ

          เมื่อเห็นการแสดงออกของหลานสาว  อาหญิงสามชักลังเล กระพริบตาขึ้นอีกครั้ง  สงสัยว่าตัวเองคงตาฝาดไป  ที่เห็นสายตาหวานเชื่อมของหญิงสาว

          “อาหญิงสามเป็นหวัดรึ?” เหลียนฟางโจวอดถามขึ้นไม่ได้

          เหลียนเจ๋อและเหลียนเช่อครั้นได้ยิน  ราวกับนัดกันไว้ก่อน หันไปมองหน้าอาหญิงสามพร้อมกันทันที  ในดวงตาปรากฏความเป็นห่วงฉายชัด

           เหลียนฟางโจวโล่งอกเงียบๆ พยายามรวบรวมจิตใจที่หวั่นไหวเมื่อครู่ก่อนกลับมา  แน่นอน มีเพียงอาหญิงสามคนเดียวที่เห็น!  เพราะฉะนั้น เธอจึงยังก้มหน้าก้มตากินต่อไปด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง

          “ไม่! ข้าแค่สำลัก!” อาหญิงสามยิ้มท่าทางลังเล

          เหลียนฟางฉิง ไม่ได้เอ่ยแม้สักคำ  ถือชามก้มหน้ากินข้าวอย่างตั้งอกตั้งใจ

          เหลียนฟางโจวเห็นแล้วให้นึกขำเงียบๆ

          หลังจากกินมื้อเย็นเสร็จ  อาหญิงสามจัดเก็บโต๊ะตามปกติ  เข้าครัวไปล้างถ้วยชาม ครั้นแล้วเหลียนฟางโจวจึงหันกลับไปสั่งเหลียนเจ๋อ “เจ้าไปหาชุดของท่านพ่อมาให้เขาเปลี่ยนสักชุดเถิด  แล้วให้เขาไปอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้ามอมแมมออกเสีย!”

          จากนั้นนางก็ส่งยิ้มให้บุคคลผู้นั้น “เสื้อผ้าออกจะเก่าไปสักหน่อย โปรดอย่าได้รังเกียจเลย!  ท่านอาบน้ำให้สะอาด  จะได้ทำความสะอาดแผลได้สะดวก  แผลจะได้ไม่ติดเชื้อ  พรุ่งนี้ข้าจะเข้าหมู่บ้านขอเถาสมุนไพรมาให้ วันนี้ค่อนข้างมืดแล้ว  ท่านจงพักผ่อนตามสบายเถิด!”

          เหลียนเจ๋อจ้องมองชายอาคันตุกะอยู่  พลางพยักหน้าให้

          ชายผู้นั้นสั่นศีรษะ พลางคลี่ยิ้ม “ที่จริงแล้ว..บาดแผลข้าไม่รุนแรงนัก ปล่อยให้หายเองก็พอ   เพียงแต่อาจใช้เวลาสักหลายวันหน่อย”

          ในใจเขาละอายยิ่งนัก  ยังไม่นับอาหารที่เขาได้กินไปเมื่อสักครู่นี้เอง  เขาช่างทำตัวเป็นภาระให้ผู้อื่นเสียจริง!

          ผมเผ้าของคนผู้นั้นได้รับการจัดแต่งเข้ารูปเล็กน้อย หนวดเครายังครึ้มรกรุงรังปานวัชพืช ทว่ายามที่เขายิ้ม เผยให้เห็นฟันขาวเรียงตัวเป็นระเบียบสวยงาม

          เหลียนฟางโจวขอให้เขานั่งลง พลางถามด้วยรอยยิ้ม “เอาล่ะ ถึงตอนนี้ข้ายังไม่ได้ถามชื่อแซ่ท่านเลย!”

          บุคคลผู้นั้นเมื่อได้ยินวาจาดังกล่าว พลันสะดุ้ง  สีหน้าพลันเปลี่ยนเป็นอ่อนไหว พร้อมกับทอดถอนใจออกมา

          เหลียนฟางโจวพลอยอึ้งไปด้วย  จึงแย้มยิ้มเอ่ยขึ้น “ท่าน.. หากท่านยังไม่สะดวกใจพูดออกมา  ก็เอาไว้ก่อนเถิด!”

          หากสิ่งที่ไม่สามารถเปิดเผยออกมาได้  เป็นเรื่องผิดกฏหมาย  หญิงสาว ขอไม่รับรู้ให้เกิดความขัดแย้งจะดีกว่า ไม่มีเหตุผลที่จะแกว่งเท้าหาเสี้ยน!

          นางมีอาหญิงสามที่ต้องเลี้ยงดู  ตัวของนางเองยังต้องปากกัดตีนถีบ ในครอบครัวที่ยากจนข้นแค้นนี้  ไม่คิดว่าตนเองมีคุณสมบัติพอไปข้องเกี่ยวกับด้านมืดของผู้ใด

          เขาคนนี้มีวรยุทธ์ดีมาก สามารถทำเรื่องน่ากลัวได้สบาย  ทำให้เธอนึกคาดเดาเรื่องร้ายๆที่อาจเกิดกับเธอและคนในครอบครัวได้ต่างๆนาๆ

          “ไม่ใช่เช่นนั้น!” บุคคลผู้นั้นรีบปฏิเสธทันที  พลางก้มเอามือกุมหัว ค่อนข้างกระดากใจนัก “แม่นางน้อย ท่านอย่าได้เข้าใจผิด  ข้าไม่มีเบื้องหลังน่ากลัวแอบซ่อนไว้หรอก ที่จริงคือ… ข้า..จำเรื่องราวของตนเองไม่ได้!”

          “อะไรกันนี่!” เหลียนฟางโจวเบิกตากว้างเพ่งมองเขา ความจำเสื่อมหรือนี่?

          ชายหนุ่มยิ้มขื่น “ข้าฟื้นขึ้นมาริมหาดทราย ไม่รู้ว่ามาถึงเมืองยู่เหอเซียนได้อย่างไร  จากนั้นจึงได้พบท่านจนกระทั่งถึงวันนี้…ข้าไม่สามารถจำเรื่องราวอันใดได้เลย ทั้งเรื่องครอบครัวข้าอยู่ที่ไหน ก่อนหน้านี้เกิดอันใดขึ้นกับข้าด้วย!”

          เหลียนฟางโจวพลันไม่รู้จะพูดอะไรดี อดเวทนาในชะตากรรมของเขาขึ้นมาหลายส่วนไม่ได้

          ชายผู้นั้นนิ่งคิด ส่งยิ้มจางๆ พลางเอ่ยขึ้นอย่างเย้ยหยันตนเอง “ข้ามาถึงเมืองยู่เหอเซียนกับพวกผู้อพยพกลุ่มหนึ่ง บางทีข้าอาจเป็นพวกผู้อพยพ ที่บ้านประสบอุทกภัยร้ายแรงก็เป็นได้!”

          เหลียนฟางโจวไม่รู้ว่าควรพูดสิ่งใดต่อไปดีขึ้นมาโดยฉับพลัน จึงเงียบไปพลางยิ้มให้ “จริงๆแล้ว ตัวข้าไม่น่าเลย ไม่ควรพาดพิง ทำให้ท่านต้องคิดถึงเหตุการณ์อันน่าเจ็บปวด!  ท่านก็จงทำใจให้สบายอยู่พักฟื้นที่บ้านของพวกเราสีย  อย่าได้คิดมาก!”

          ชายหนุ่มพยักหน้า เมื่อเข้าใจความประสงค์ของเหลียนฟางโจว จึงพลันโพล่งขึ้น “…ขอเวลาข้าสักสองวัน แล้วข้าจะจากไป”

          เขาเป็นคนที่รู้จักกาละเทศะดีนัก พูดจาไม่อ้อมคอม ทำให้ใบหน้าหญิงสาวเห่อร้อนขึ้นมา ในใจนึกละอายนัก  เธอจึงรีบเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น ข้า…”

          ชายแปลกหน้าเงยหน้ามองนางทันใด แย้มยิ้มให้ คล้ายกับจะบอกว่านางไม่จำเป็นต้องพูดสิ่งใด เขาเข้าใจนางดี และไม่คิดต่อว่านางเลย

          เหลียนฟางโจวคิดแล้วให้รู้สึกเสียใจนัก ไม่รู้เคราะห์กรรมอันใดถึงทำกับผู้ที่ช่วยชีวิตคนสามคนได้?  ถ้อยคำของบุคคลผู้นี้ทำให้จับความนัยได้ว่า จริงๆแล้ว เขาค่อนข้างจะขุ่นเคืองใครบางคนเล็กน้อย

          ยามนี้เธอไม่รู้ว่าควรกล่าวอันใดต่อไปดี  พอดีเหลียนเจ๋อหาเสื้อผ้าครบแล้ว เดินมาถึง เหลียนฟางโจวจึงรีบให้เหลียนเจ๋อพาเขาไปล้างเนื้อล้างตัว

          เมื่อเห็นพวกเขาออกไปแล้ว  เธอจึงแอบโล่งอกเงียบๆ

          “พี่ใหญ่ พี่ใหญ่!” เหลียนเช่อผลุนผลันเข้ามา “ป้าจางบอกข้าว่าเมื่อพี่กลับมาบ้านแล้ว แล้วให้แวะไปบ้านนางด้วย!”

          เหลียนฟางโจวเอามือตบหน้าผาก รู้สึกเซ็งตนเองนัก “โอ ข้าลืมครอบครัวป้าจางได้เยี่ยงไร! มัวแต่คิดฟุ้งซ่าน..จริงๆเลย! เจ้า ไม่รีบเตือนพี่ใหญ่เสียแต่เนิ่นๆ!”

          “ ข้าลืมไปเลย !” เหลียนเช่อเอามือจับแก้มทั้งสอง  แล้วแลบลิ้นแผลบออกมา

          เหลียนฟางโจวหัวเราะ บอกให้เขาไปเล่นได้ ครั้นแล้วเอาผ้าเช็ดหน้าห่อชุดเชือกพู่ห้อยดอกไม้และเครื่องประดับผมสองคู่ พร้อมกับเห็ดป่าตากแห้งนานาชนิดซึ่งแบ่งเก็บไว้กินครึ่งหนึ่งแล้ว ใส่ลงในตระกร้า  จากนั้นจึงเข้าครัวไปเฉือนเนื้อหมูแบ่งออกมาอีกครึ่งจิน

          ของที่เตรียมทั้งหมดให้ครอบครัวป้าจาง  มีชุดเชือกพู่ห้อยและเครื่องประดับผมสองชุดให้ พี่จ้าวและลี่จวน

          ช่วงเวลาที่เหลียนฟางโจวแบ่งเนื้อหมู  อาหญิงสามเพิ่งล้างชามเสร็จไม่ได้อยู่ในครัว  ครั้นเมื่อเข้ามาเห็นหญิงสาวเฉือนแบ่งเนื้อหมู  พลันสายตาจ้องเขม็งตรงไปทันใด “เจ้าทำอันใดน่ะ?”

          เหลียนฟางโจวปรายตามองนาง “ข้าแบ่งเนื้อเอาไปฝากครอบครัวป้าจางด้วย  ควรรีบส่งให้เสียแต่ทีแรก หลังจากกลับมา ข้าอาจยุ่งจนอาจลืมเอาไปฝากนางก็เป็นได้!”

          “อะไรกันเนี่ย!” อาหญิงสามร้องตระหนกตกใจออกมาทันใด ดวงตาทั้งคู่จ้องมองใต้คมมีดที่หลานสาวเฉือนอยู่  ราวกับเนื้อตนเองโดนเฉือนไปด้วย อย่างเจ็บปวด

          นางเดินตรงมาอย่างลืมหายใจ พลางเอ่ยขึ้น “เจ้ามันบ้าหรือโง่ดีนะ! เนื้อนี่..พวกเรายังมีไม่พอกินเลย ไม่คิดเลยว่าต้องส่งให้ผู้อื่นไปเปล่าๆปลี้ๆเช่นนี้!”

          เหลียนฟางโจวหยุดมีดลง เงยหน้ามองนางอดพูดขึ้นมาไม่ได้ “อาหญิงสาม สิ่งนี้เป็นการบ่มเพาะนิสัยที่ทำให้เป็นคนรู้จักผิดชอบชั่วดี  เราสองคนต้องมองในระยะยาว! ป้าจางและลุงลี่ช่วยเหลือพวกเราเป็นอันมาก  พวกเขามีสิ่งได ก็เต็มใจแบ่งปันไห้เราโดยไม่เกี่ยงงอน  ไม่มีกฏเกณฑ์ใดๆว่าเราไม่ต้องแบ่งปันสิ่งของให้ผู้อื่น! ยิ่งไปกว่านั้น ในภายหน้า เหลียนเจ๋อยังเล็ก ครอบครัวเราไม่มีบุรุษที่เป็นหลักให้พึ่งพิง  ย่อมมีเรื่องเป็นอันมากที่ต้องรบกวนพวกเขา สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าเราสำนึกในบุญคุณพวกเขาเช่นไร?”

          อาหญิงสามรู้ดีว่าหลานสาวพูดถูกต้อง  เป็นครู่นางจึงไม่โต้แย้งอันใดอีก

          ทว่ายังมิวายเสียดาย พลางเอ่ยขึ้นตรงๆ “ข้าแค่ชี้ให้เห็นว่าไม่จำเป็นต้องแสดงออกเป็นธรรมชาติขนาดนั้น!  เนื้อหมูชิ้นโตอะไรเช่นนั้น  เจ้าไม่รู้สึกเจ็บปวดใจบ้างหรือ?”

          เนื้อชิ้นนั้นเธอหั่นใส่ลงในชาม พลางยิ้มให้อาหญิงสาม “ตัวข้าขอไปก่อน  รบกวนอาหญิงสามเก็บส่วนที่เหลือไว้ให้ด้วย!”

          กล่าวจบ  ก็ไม่คอยให้อาหญิงสามกล่าวอันใดอีกต่อไป

          “เจ้า..” อาหญิงสามจ้องมองอย่างไม่สบอารมณ์  แต่ก็ทำอันใดไม่ได้

          นางต้องทะนุถนอมเนื้อที่เหลือไว้ให้ดี ในเวลาเดียวกันก็บ่นพึมพำอารมณ์เสีย “จริงๆไม่น่าให้พักเลย สิ้นเปลืองเสียจริง ทำอย่างกับบ้านตัวเองมีภูเขาเงินภูเขาทองพอให้ครอบครัวล้างผลาญ…หากข้าจัดการเรื่องภายในบ้านเอง จะไม่ยอมให้เป็นเช่นนี้แน่นอน….”

          เหลียนฟางโจวมาถึงบ้านป้าจาง ป้าจางและครอบครัวเพิ่งทานมื้อเย็นเสร็จ

          “ข้าเพิ่งได้ยินเช่อเอ๋อร์มาบอกเมื่อครู่ก่อน ป้าจางมีเรื่องอันใดจะคุยกับข้ารึ ข้ามาแล้ว! ข้าควรมาเร็วกว่านี้  ทว่าน้องชายดันลืมบอกไป!”

          เหลียนฟางโจวทักทายป้าจาง ลุงลี่และคนอื่นๆด้วยรอยยิ้ม ครั้นแล้วจึงวางข้าวของที่หอบหิ้วมาด้วยลง  ในเวลาเดียวกันก็กล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้ม “เห็ดพวกนี้ ข้าและน้องรองเพิ่งไปเก็บมาเมื่อสองสามวันก่อน ดีๆทั้งนั้น พวกท่านไม่ต้องเกรงใจ  กินได้ตามสบาย! วันนี้ข้าปันเนื้อหมูมาฝาก  ผู้น้อยนี้หวังจะส่งมาให้ป้าได้ทานอาหารมื้ออร่อยกัน  ป้าจางอย่าได้ปฏิเสธน้ำใจผู้น้อยเลย!”

          เมื่อเห็นเห็ดพวกนั้นและเนื้อหมูหนักครึ่งจิน ป้าจาง ลุงลี่ ลูกชาย ลูกสะใภ้และลูกสาว ต่างตกตะลึง

          จ้าวซื่อดีใจยิ่งนัก อดเอื้อมมือไปหยิบไม่ได้ ในเวลาเดียวพันก็เอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม “โอ ฟางโจวเจ้าช่างพินอบพิเทาเกินไปแล้ว แต่เอาเช่นนั้นก็ได้!”

 

          กล่าวจบก็รับของทันที

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top