ขนาดตัวอักษร

35.ใครช่วยใครกันแน่

 44 Views

          วาจาของเหลียนฟางโจวทำให้เหลียนเจ๋อยอมถอดใจในที่สุด  สิ่งดีๆที่พี่สาวสั่งสอน  เขาจะจดจำเอาไว้ไม่ลืม

 

          เขาหันไปสบตาพวกอันธพาลอย่างขมขื่น  บังเกิดความคิดในใจว่า สักวันหนึ่ง ขอให้เขาได้เจอเจอหน้าพวกมันอีก!

          “ลงไปเถิด!” เหลียนฟางโจวพยักหน้าพูดกับน้องชายเสียงอ่อน

 

          พี่สาวและน้องชายสายเลือดเดียวกันพึ่งจะลงมายืนที่พื้น  พลันมีเสียงแหบห้าวเล็กน้อยดังขึ้น “หยุดนะ!”

 

          ไม่พียงแต่สองพี่น้อง พวกอันธพาลหลายคนต่างสอดส่ายสายตาหาที่มาของเสียงนั้น      “นั่นเขา!” เหลียนเจ๋อตะลึงงัน  เหลียนฟางโจวเห็นเหมือนกัน สองพี่น้องต่างหันขวับมาสบตากันโดยไม่รู้ตัว

 

          บุคคลนั้นคือผู้ชายคนที่เหลียนเจ๋อเพิ่งให้ซาลาเปากิน

 

          “เฮ้ย! เจ้าขอทานตรงนั้นน่ะ  มาจากไหน  เดินโซเซตามหาบิดาเจ้ารึ! ”

 

          “ไอ้ขอทานตัวเหม็น  ไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อแล้วหรือไร!”

 

          พวกนักเลงหัวไม้หลายคนเห็นบุรุษผู้นั้นชัดเต็มสองตา  อดตวาดใส่และหัวเราะเย้ยอย่างยโสโอหังไม่ได้

 

          คนผู้นั้นยืนอยู่ที่นั่น  ปรายตามองพวกโจรใจชั่วอย่างไม่สะทกสะท้าน  สายตาที่มองพวกมัน  ดูราบเรียบ สบายๆ

 

          ความเยือกเย็นของเขาทำให้พวกอันธพาลบันดาลโทสะ  เนื่องจากถูกขอทานหยามซึ่งหน้า แบบนี้วอนหาเรื่องเสียแล้ว!

 

          “ชะตาเจ้าขาดแน่ๆ! พี่น้องทั้งหลาย  พวกเราช่วยกันสั่งสอนไอ้เจ้าขอทานคนนี้ว่า  อย่ามาทำอวดเบ่งกับข้า  อย่ามายุ่งเรื่องผู้อื่น!” ว่าแล้วเจ้าตัวผู้นำก็โมโหโทโส ถ่มน้ำลายลงพื้น ซ้ำยังถลกแขนเสื้อขึ้น โบกมือ นำพรรคพวกวิ่งเข้ารุมชายผู้นั้นอย่างโกรธเกรี้ยว

 

          เหลียนเจ๋อรีบหลับตาปี๋อย่างหวาดเสียว  ฝ่ายเหลียนฟางโจวหัวใจเต้นโลดถึงคอหอย

 

          พอเธอหลุดจากภวังค์  ก็ตะเบ็งเสียงร้องออกมา “เขาไม่เกี่ยว!” ด้วยความตระหนกตกใจ แต่สายไปเสียแล้ว

 

          พวกอันธพาลกู่ร้องพลางเงื้อมไม้ตีลงอย่างแรง  เหลียนฟางโจวไม่อาจทนดูภาพหวาดเสียวตรงหน้าได้  จึงเบือนหน้าหนีโดยไม่รู้ตัว

 

          เสียงร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดอย่างน่าสงสารผ่านเข้าโสตประสาทครั้งแล้วครั้งเล่า  ไม่ใช่มาจากบุคคลนั้น   ทว่ามาจากคนหลายคน

 

          เธอและเหลียนเจ๋อหันหน้ากลับมามอง   ภาพที่เห็นครั้งนี้ทำสองพี่น้องดีใจยิ่งนัก พวกนักเลงหัวไม้ล้มลงไปกองกับพื้น  หรือไม่ก็เอามือ กุมแขน กุมขา หรือกุมหัว  หน้าตาพวกมันบิดเบี้ยวอย่างเจ็บปวด  ทว่าคนๆนั้นกลับยังยืนตัวตรงมั่นคงอยู่ที่เดิม  มีสีหน้าเยือกเย็นสงบนิ่ง

 

          “เกิดอะไรขึ้นน่ะ!   นี่มันเรื่องอันใดกัน?!” อาหญิงสามเอามือขยี้ตา  มองฉากปัจจุบันตรงหน้า ด้วยความหวาดกลัวจนกรีดร้องออกมา

 

          “หนีเร็ว!” คนหนึ่งในพวกมันส่งเสียงร้องออกมา

 

          เพียงเท่านั้น  บรรดาอันธพาลไหนเลยจะกล้าทำร้ายสิ่งที่พวกมันคิดว่าเป็นปีศาจจำแลงมา? พวกมันต่างลุกขึ้นนั่ง  พยายามฝืนความเจ็บปวดคลานขึ้นจากพื้น  วิ่งล้มลุกคลุกคลาน  หนีหายไปอย่างไร้ร่องรอยในพริบตา

 

          “นี้มันเรื่องอันใด! “ อาหญิงสามรีบสวดมนต์ภาวนาถึงคุณพระคุณเจ้าเสียสองรอบ  นางอยากยืนขึ้น   แต่แข้งขาทั้งสองกลับอ่อนยวบ  จึงล้มลงไปนั่ง

 

          “เขาช่วยพวกเราไว้! พี่ใหญ่  เป็นเขาที่ช่วยชีวิตพวกเราไว้!” ดวงตาเหลียนเจ๋อส่องประกายด้วยความตื่นเต้น  ตะโกนโห่ร้องด้วยความยินดี   วิ่งไปหาบุคคลผู้นั้น  อดดึงแขนชายผู้นั้นแกว่งไปมาไม่ได้  ครั้นแล้วพูดขึ้นอย่างตื่นเต้น “ท่านช่างเก่งกล้าสามารถยิ่งนัก ขับพวกมันหนีหางจุกตูดไปเลย!

 

          “ขอบคุณมากๆเอ่อ…บุรุษท่านนี้ที่อุตสาห์ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ! “ เหลียนฟางโจวเดินเข้ามาสมทบ  พลางพูดกับบุคคลนี้ด้วยรอยยิ้ม

 

          จริงๆเธอต้องการพูดว่า “ขอบคุณสุภาพบุรุษท่านนี้มากๆ”  ทว่าเมื่อเห็นผมเผ้าสกปรกรุงรังของบุคคลผู้นี้แล้ว  ไม่น่าจะใช่ ‘สุภาพบุรุษนะ’?    ยามที่กล่าวออกมาเด็กสาวออกจะเก้อกระดากเล็กน้อย

 

          บุคคลผู้นั้นยิ้มยิงฟัน  ยามที่เขายิ้มออกมาดวงตาเป็นประกายเจิดจ้า ทำให้บรรยากาศรอบตัวของคนผู้นี้เปลี่ยนไปทันใด

 

          “ข้าเห็นพวกมันทำลับๆล่อๆแอบสะกดรอยตามพวกท่านมาครึ่งทางแล้ว  ภายหลังข้าเลยมาทางลัดคอยดักซุ่มเฝ้าดูอยู่รอบนอก…” บุคคลผู้นี้เอ่ยกล่าวด้วยรอยยิ้ม  หลังจากพูดไปหลายคำ จู่ๆ เสียงก็ขาดหายไป  ทันใดนั้นสีหน้าเขาพลันเปลี่ยน  มีอาการหอบหายใจลำบาก ล้มลงกับพื้นหมดสติไปทันที

 

          “ท่าน..เป็นอย่างไรบ้าง!  เฮ้  ตื่นสิ!” เหลียนเจ๋อเคร่งเครียดรีบนั่งลงเขย่าตัวชายผู้นั้นไปมา

 

          เหลียนฟางโจวรู้สึกตกใจกลัวไปด้วย

 

          “พี่ใหญ่ เขาได้รับบาดเจ็บ! มีเลือดออก! น่าจะมาจากที่โดนทำร้ายจากพวกอันธพาลเมื่อครู่ก่อนเป็นแน่!”  เหลียนเจ๋อเรียกเธอด้วยเสียงตื่นตกใจ

 

          เหลียนฟางโจวรีบคิดทบทวนก่อนหน้า  เธอเห็นแขนของคนผู้นี้มีเลือดไหลซึมออกมาจริงๆ   เช่นนั้นแล้วเธอจึงร้องขึ้น “เจ้าต้องให้เขาได้พันแผลโดยด่วน  ห้ามเลือดให้เขาก่อนแล้วค่อยกว่ากัน!”

 

          เหลียนเจ๋อรีบวางชายผู้นี้นอนลงบนพื้นอย่างระมัดระวัง  รีบฉีกผ้าตรงบริเวณส่วนหน้า  ช่วยพันแผลให้เขา

 

          “ฟางโจว ฟางโจว!” ในที่สุดเหลียนเสี่ยวม่านยืนขึ้น  จิตใจพะว้าพะวัง   กระโดดลงมาจากเกวียนวิ่งตุปัดตุเป๋  หมายจะดึงเหลียนฟางโจวออกห่าง  อาหญิงสามจ้องหน้าหลานสาวพลางต่อว่า “เจ้าเป็นเด็กสาวที่ยังไม่ออกเรือน  ต้องทิ้งระยะให้ห่างจากเจ้าขอทานคนนี้!  มิฉะนั้นเจ้าจะไม่ได้แต่งงานนะ!”

 

          “อาหญิงสาม ท่านเรียกคนผู้นี้ คำก็ขอทาน  สองคำก็ขอทานอยู่ได้  เขาเพิ่งเสี่ยงชีวิตช่วยพวกเราเมื่อครู่ก่อน  ถ้าเขาไม่ช่วยพวกเราไว้. พวกเรานี่แหละจะกลายเป็นขอทานไปจริงๆ! เหลียนฟางมุ่นคิ้วขณะพูดขึ้น

 

          “อะไรนะ?” อาหญิงสามสะดุ้งเฮือก

 

          เหลียนฟางโจวชำเลืองมองหน้านางพลางเอ่ยขึ้น “มีพวกนักเลงหัวไม้หลายคนมาขวางทางเรา เพื่อดักปล้นเมื่อครู่นี้  ต้องให้พวกมันฉกข้าวของเงินทองไปให้หมดก่อนใช่ไหม  ทว่าไม่ใช่แค่ข้าวของหรอกนะ  แม้แต่ลาที่เช่าเขามาก็จะถูกฉกไปด้วย! หากให้พวกมันริบทุกอย่างไปหมด  เรามิต้องกลายเป็นขอทาน ..ที่ยากจนรึ!”

 

          “มีเรื่อง..มีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นด้วยหรือ!” อาหญิงสามพยายามทบทวนความจำตอนที่เพิ่งตื่นขึ้นมาเห็นเหตุการณ์  อดถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกไม่ได้  พลางเอามือตบอก  เอ่ยขึ้นด้วยความประหวั่นพรั่นพรึง “โอ  โชคดีที่ข้าหลับไปเมื่อครู่ก่อน  เลยไม่ต้องประสบพบเจอเรื่องอันตรายร้ายแรง  ช่างโชคดีจริงๆเลย  โชคดี โชคดีจริงๆ!”

 

          “…..” เหลียนฟางโจวถึงกับอับจนถ้อยคำ  ค้อนสายตาส่งให้  ปัดมือนางออก  แล้วเดินไปถามเหลียนเจ๋อ “ตรวจดูสิว่า เขามีบาดแผลบริเวณอื่นอีกไหม?  มีบาดแผลฉกรรจ์หรือไม่?”

          หลังจากเหลียนเจ๋อพันแผลเสร็จ เขาได้ตรวจตราทั่วทั้งร่างกายชายผู้นี้  แล้วรีบพูดขึ้น “มีบางแผลเป็นรอยแผลเก่าทิ้งไว้  แต่ไม่รุนแรงนัก”

 

          เหลียนฟางโจวใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อย พยักหน้า แล้วคำนวณในใจดูว่าจะต้องทำอันใดต่อดี?

 

          เหลียนเจ๋อที่อยู่ข้างๆ  พลันเปิดปากเอ่ยขึ้น “พี่ใหญ่ เขาได้รับบาดเจ็บเพราะช่วยเราไว้  เราพาเขากลับไปกับเราก่อน ดีหรือไม่?”

 

          ที่นี่อยู่ห่างไกลผู้คน  บุคคลนี้ได้รับบาดเจ็บ  ซ้ำยังคงสลบสไลอยู่  ถ้างั้นก็เอาตามนี้!

 

          ไม่อาจคอยให้เหลียนฟางโจวพยักหน้าตอบตกลง  อาหญิงสามรีบส่ายหน้า โบกไม้โบกมือเป็นพัลวัน  “ไม่ดี!  จะถูกมองว่าอย่างไร  เอาผู้ชายแปลกหน้าเข้าบ้าน!  เราขอให้เขามาหาพวกเราหรือไร? ฟางโจว  เจ้าเป็นหญิงที่ยังไม่ออกเรือนนะ!”

 

          เหลียนฟางโจวรีบเอ่ยขึ้น “นี้ไม่ใช่เรื่องที่ท่านจะมาบอกว่าผิดหรือถูก!  ใครจะพูดอันใดก็เรื่องของเขา!  เราทิ้งผู้ที่ช่วยชีวิตเราไว้ข้างทางให้เผชิญความเป็นความตายตามลำพัง  แล้วค่อยไปถามคนอื่นว่าควรทำอย่างไรงั้นรึ !  อาหญิงสาม..ท่านมาช่วยกันคนละไม้คนละมือเถิด!”

 

          อาหญิงสามขมวดคิ้วมุ่นด้วยความขยะแขยง พลางเอ่ยขึ้น “อี๋ สกปรก…”

 

          เหลียนฟางโจวโมโหเล็กน้อย  สีหน้าพลันมืดครึ้มพลางกล่าว “ท่านไม่เต็มใจช่วยใช่หรือไม่?  ข้าและอาเจ๋อไม่มีเรี่ยวแรงมากพอมารอท่านทำใจอยู่นะ  หากอันธพาลพวกนั้นหวนกลับมา..”

 

          “เข้าใจ เข้าใจแล้ว!” ไม่ต้องคอยให้เหลียนฟางโจวพูดซ้ำ  อาหญิงสามก็เข้าใจสถานการณ์โดยพลัน  รีบลงมืออย่างเร่งรีบ

 

          เหลียนเจ๋ออดหัวเราะในใจไม่ได้

          ผู้ชายคนนี้ที่แท้รูปร่างสูงใหญ่มาก  ซ้ำยังไม่รู้สึกตัวอีกด้วย  ตัวหนาหนักล้มลงไปวัดพื้นแบบนี้  อาหญิงสามจึงต้องออกแรงอย่างหนักเพื่อแบกเขาขึ้นบนเกวียน

 

          อาหญิงสามทุ่มเทแรงทั้งหมดที่มีขณะที่คิ้วขมวดจนตาแทบจะปิด  พยายามพูดให้เหลียนฟางโจวคล้อยตามนาง  “ปลุกให้เขาตื่นเถอะ  จะได้ให้เขาไปตายที่ไหนก็ไป!”

 

           เหลียนฟางโจวไม่พูดสักคำ  ทำเพียงว่าไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้น

 

          เหลียนฟางโจวขับเกวียนกลับบ้านอย่างเคร่งเครียด  คนผู้นี้ยังไม่ฟื้นเสียที

 

          อาหญิงสามไม่มีทางเลือก  ต้องแบ่งที่ให้เขานอนในห้องเหลียนเจ๋อและเหลียนเช่อ

 

          เหลียนเช่อและเหลียนฟางฉิงเมื่อเห็น  คราแรกรู้สึกตกใจกลัว พอได้ยินว่าคนผู้นี้ช่วยชีวิตพี่สาวและพี่ชายเอาไว้  ทั้งสองคนเลยเลิกกลัวในบัดดล  ซ้ำยังช่วยไปหาน้ำกับผ้าเช็ดตัวมาให้ด้วย

 

          บุคคลผู้นี้เป็นชายฉกรรจ์  ทั้งเหลียนฟางโจว และอาหญิงสามในด้านหนึ่งต่างรู้สึกไม่สบายใจ  จากนั้น พวกนางได้นำข้าวของที่ซื้อมา ออกมาจัดเก็บ   เหลียนฟางโจวยุ่งอยู่กับการเอาเกวียนเทียมลาไปคืนลุงหวาง  ขณะที่นำขนมงาแท่งห่อกระดาษเหลืองมาให้หลานสาวลุงหวางด้วย

 

          จนกระทั่งถึงเวลาจุดตะเกียง  ชายผู้นี้ก็ฟื้นคืนสติขึ้นมาในที่สุด

 

          ยามนี้เหลียนฟางโจวและสามพี่น้อง  รวมทั้งป้าจางกำลังจะลงมือกินอาหารมื้อเย็น  เขาลุกจากที่นอน เดินตามแสงไฟมา  เหลียนฟางโจวเมื่อเห็นเขาชัดๆ  ครั้นแล้วจึงวางถ้วยชามลง พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ท่านตื่นแล้วรึ?  มีตรงไหนไม่สะดวกสบายหรือเปล่า?  รู้สึกเจ็บแผลหรือไม่?”

 

            ฝ่ายชายจ้องมองอย่างอึกอัก  รีบเอ่ย “ข้า…ตอนนี้ข้าอยุ่ที่ไหน?  ท่านช่วยชีวิตข้าไว้ใช่หรือไม่?”

 

          เหลียนฟางโจวหัวเราะออกมา พลางพูดขึ้น “วันนี้ท่านช่วยชีวิตพวกเราต่างหาก!  วันนี้หากไม่ได้ท่าน  พวกเราอาจโชคร้ายก็เป็นได้  ท่านคงยังไม่ลืมนะ!”

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top