ขนาดตัวอักษร

34.โดนดักปล้น

 48 Views

         ผมของผู้ชายคนนั้นสกปรกรกรุงรัง  หนวดเคราเฟิ้มที่เต็มไปด้วยกากเศษสกปรกเกรอะกรัง  ปกคลุมใบหน้าเกือบทั้งหมด  ชายหนุ่มสวมชุดสีเทาออกฟ้า ซ้ำผ้าพันหน้าแข้งทั้งเก่าคร่ำคร่าและสกปรกมากจริงๆ  มือทั้งสองวางทิ้งตัวอยู่บนหัวเข่า  เขานั่งอยู่ริมกำแพง  ดวงตาจ้องเขม็งไปไม่ไกลไปจากหาบเร่ที่ขายหมั่นโถวและซาลาเปานึ่ง

          ทั่วทั้งร่างผอมโซและทรุดโทรม  มีเพียงดวงตาเท่านั้นที่สดใสเจิดจ้าเป็นพิเศษ  แม้ว่าสีหน้าของเขายามนี้ดูเหมือนว่างเปล่าเฉื่อยเนือย  แต่จากแสงสะท้อนที่ออกมาจากตาเขา  ทำให้เชื่อว่าดวงตาเขากวาดมองไปมาไม่หยุด  ตาคู่นี้ช่างเจิดจ้าเปล่งประกายจริงๆ

 

          เหลียนฟางโจวดึงสายตากลับ ใช้โอกาสนี้ชำเลืองมองเหลียนเจ๋อต่อ

 

          แล้วพลันเอ่ยขึ้นว่า “ข้าคิดว่า เขาน่าสงสารมาก”  เหลียนเจ๋อรู้ว่าพี่สาวเขารู้  จึงพูดสิ่งที่อยู่ในความคิดของเขาออกมา  เนื่องจากเหลียนเจ๋อยังเด็กอยู่  จึงทนใจแข็งไม่ได้

 

          น่าเวทนาจริงๆ  ครั้นแล้วเหลียนฟางโจวควักเงิน 7-8 อีแปะให้น้องชาย  “เอาไปซื้อซาลาเปาให้เขาสัก 2 ลูกสิ!”

 

          “ได้!” ดวงตาเหลียนเจ๋อเปล่งประกายและมีสีหน้าดีใจโดยไม่รู้ตัว  มือกำเศษเหรียญทองแดงแน่น  แล้วรีบวิ่งออกไป

 

          อาหญิงสามตกใจร้องเรียกหลานชาย   นางรีบมองตามหลังเด็กหนุ่ม  ครั้นเห็นเขาซื้อซาลาเปาให้ชายแปลกหน้า  จึงเอ่ยขึ้นอย่างรังเกียจ “เจ้าสองคนพี่น้องคงไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปเป็นแน่! ขอทานนี่ไม่ได้เป็นอันใดกับพวกเจ้า จะใช้เขาทำอันใดรึ? เออ..ดีนะ พอหาเงินได้ก็รีบจ่ายออกไปโดยไม่รู้สึกเสียดายเลย!”

 

          เหลียนฟางโจวพูดขึ้นด้วยยิ้มที่สดใส “ข้าคิดว่าคนผู้นั้นเขาดูหิวโหยมาก..มากจริงๆ  เงินไม่กี่เหรียญทองแดงถูกจ่ายไปบ้าง  ถือว่าเป็นการสะสมคุณงามความดีเอาไว้!”

 

          อาหญิงสามยังคงบ่นพึมพำ “คนเยี่ยงนั้นในโลกนี้มีมากมาย  เขาได้กินวันนี้  แต่หลังจากนี้ เขาคงไม่มีอาหารใส่ท้องไปอีกหลายวัน  แล้วอย่างนี้ใครจะช่วยเขา…?”

          เหลียนฟางโจวไม่ต่อปากต่อคำกับอาหญิงสามอีก  เธอก้มหน้ากินบะหมี่ต่อไป

 

          เป็นนานกว่าเหลียนเจ๋อจะกลับมา  ครานี้อาหญิงสามพูดประโยคแบบเดิมกับหลานชายอีกคน

 

          เหลียนเจ๋อก็ไม่ต่อปากต่อคำกับนางอีก  ก้มหน้ากินบะหมี่ตรงหน้าท่าดียว

 

          อาหญิงสามพลันรู้สึกว่าตัวเองโง่งมอย่างไรก็ไม่รู้  ครั้นแล้วจึงกินบะหมี่ตามไปอีกคน

 

          คนทั้งสามกินอาหารอยู่สักพัก  เสร็จแล้วจึงจ่ายเงิน

 

          อาหญิงสามยังไม่ลืมรสชาติอันหอมหวานในปาก  ใจนึกอยากกินอีกหลายชามพลางถอนหายใจ “ฟางโจวบะหมี่นี่อร่อยจริงๆเลยเชียว  หากข้าได้กินทุกวันคงดีอะไรเช่นนี้!  นับว่าชีวิตนี้เกิดมาคุ้มค่ายิ่งนัก!”

 

          เหลียนฟางโจวอดหัวเราะออกมาไม่ได้  แค่กินเข้าไปเพียงชามเดียว  ถึงกับเติมเต็มความปรารถนาทั้งชีวิตเชียวหรือ  ถึงกับกล่าวว่า “ชีวิตเกิดมาคุ้มค่ายิ่งนัก”?  เหลียนฟางโจวไม่เชื่อว่าชีวิตนางจะเจอแต่เรื่องแย่ๆมากนัก!

 

          ฝ่ายอาหญิงสามเข้าใจว่าหลานสาวหัวเราะกับความคิดตะกละของตนเอง  ครั้นแล้วก็ค้อนให้หนึ่งทีพลางเอ่ย “เจ้าหัวเราะอันใด? ข้ารู้ดีหรอกว่าเรื่องนี้เป็นไปไม่ได้ !”

 

          “!”  เหลียนฟางโจวเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น  ความหมายของข้าคือ ความปรารถนาที่ท่านร้องขอน่ะ มันต่ำเกินไปต่างหาก!”

 

          “อะแฮ่ม ได้ที.. ล้อข้าใหญ่เลยนะ!” อาหญิงสามค้อนตาประหลับประเหลือก   เมื่อเจอคำพูดเสียดสีเข้าให้

 

          ครั้นแล้วทั้งสามชีวิตออกจากเมือง บ่ายหน้ากลับบ้าน

 

          ยามนี้ยังไม่เย็นนัก  หลังจากเดินทางเงียบๆไปสักพัก  ก็มีบางคนหนังท้องตึงหนังตาเริ่มหย่อน  แค่เพิ่งออกจากตัวเมือง  อาหญิงสามเริ่มหาว  ก้มตัวลงนอนคุดคู้บนเกวียน

 

          เหลียนเจ๋อรู้สึกง่วงเล็กน้อย  ทว่าเขากลัวว่าเหลียนฟางโจวจะถูกทิ้งให้ขับเกวียนตามลำพัง  จึงชวนพี่สาวคุยอย่างกระตือรือร้น

 

          เสียงคุยของพี่สาวและน้องชายไม่ดังมากนัก  หูไม่ได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วของอาหญิงสามอีก  อารมณ์ของทั้งสองยามนี้จึงไม่มีเหตุผลที่จะกระตือรือร้นนัก

 

          เหลียนฟางโจวพลันเอ่ยด้วยรอยยิ้ม  “เออ..วันนี้ข้าลืมถามราคาถ่านไปเลย  หากตอนนี้ราคาถูก จะได้ซื้อไว้  เพราะเมื่ออากาศหนาวแล้ว  ราคาจะแพงขึ้น!”

 

          “คิดดูใหม่เถิด พี่ใหญ่” เหลียนเจ๋อได้ยินนางพูดแล้ว  ค่อนข้างประหลาดใจ พลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “เราร่ำรวยมั่งคั่งที่ไหนกัน?  เราสร้างความอบอุ่นในฤดูหนาวด้วยการเผาฟืนและฟางข้าวก็ใช้ได้แล้ว  ที่ไหนพวกเราจะไปอาจเอื้อมใช้ถ่านนั่น!  นั่นเป็นสิ่งที่พวกตระกูลร่ำรวยมั่งคั่งเขาทำกัน!  คอยพวกเราไปเก็บเห็ดและของป่าหลายอย่างในวันพรุ่งนี้เถิด  พอเอาไปแลกเป็นเงินแล้ว  ในหน้าหนาว พวกเราย่อมสามารถกินอิ่มและสวมสื้อผ้าอันอบอุ่น  แค่นี้ก็พอแล้ว”

 

          เปรียบเทียบกับถ่านที่ไม่อาจเอื้อมเอามาใช้ได้  เหลียนเจ๋อยิ่งสนใจจะเก็บเห็ดให้มากขึ้นอีก  โดยเฉพาะเมื่อได้ยินเหลียนฟางโจวพูดถึงวันที่อากาศหนาวเย็น  เนื่องจากเป็นวันที่ไม่มีเห็ดให้เก็บ  เขาชักเริ่มกลุ้มใจ  เขาต้องรีบทุ่มเทเก็บเห็ดให้มากกว่านี้ก่อนจะหมดโอกาส

 

          เหลียนฟางโจวไม่สนใจถ้อยคำที่เขาพูดเกี่ยวกับเห็ดนัก  เธอถามขึ้นด้วยความประหลาดใจ “ถ่านเนี่ยมีค่ามากดังทองปานนั้นเชียว!”

 

          “ไม่ใช่เช่นนั้น!”  เหลียนเจ๋ออธิบาย “เนื่องจากมีน้อยคนที่รู้วิธีเผาถ่าน  แล้วถ่านจะไม่แพงได้เยี่ยงไร!”

 

          เหลียนฟางโจวรู้สึกสะดุดใจขึ้นมา  นี่อาจเป็นแหล่งรายได้ก็ได้  หากพวกเธอสามารถทดลองทำได้จริงๆ   เพียงแต่เธอและเหลียนเจ๋อทำเพียงแค่สองคนคงไม่ดี  ต้องหาคนอื่นมาเป็นหุ้นส่วนร่วมด้วยถึงจะดี  อืม..แน่นอน ป้าจางและลุงลี่เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด

 

          ใจของเหลียนฟางโจวพลันลิงโลดขึ้นทันใด  ตัดสินใจว่า  อีก 2 วัน จะวางแผนไปหาป้าจาง และลุงลี่เพื่อปรึกษาหารือเรื่องดังกล่าว

 

          สองพี่น้องบังคับลาไป  ขณะที่พูดคุยกันไป  ทันใดนั้นเหลียนฟางโจวไม่อยากให้ภาพตรงหน้าเธอเป็นจริงเลย  เธอเห็นชายฉกรรจ์ท่าทางเป็นนักเลงอันธพาล 5-6 คนเข้ามาขวางถนนอย่างจงใจ  พวกมันแสยะยิ้มส่งมาให้  พลางจับจ้องมายังพวกเขาด้วยสายตาเจ้าเล่ห์

 

          เหลียนฟางโจวใจเต้นโลดถึงคอหอย   จับสายบังเหียนแน่น  เพ่งมองพวกเขาที่ยืนขยิบตาให้

 

          โดนดักปล้นเสียแล้ว!

 

          ใจของเด็กสาวเคร่งเครียด  พลางกวาดตามองรอบๆ  พื้นที่นี้เปลี่ยวมาก สองฟากขนาบด้วยภูเขา ไม่มีบ้านพักอาศัยอยู่ใกล้ๆเลย

 

          ในครานี้ หัวใจเธอพลันสิ้นหวังท้อแท้ทันใด  อะไรจะโชคร้าย มาบรรจบพบเรื่องพวกนี้ได้

 

          “พวกเจ้าเป็นใคร!”  เหลียนเจ๋อมองพวกมัน  หน้าเปลี่ยนสี  ร้องออกมาอย่างหวาดหวั่น

 

          “ฮ่าฮ่าฮ่า!” พวกนักเลงหลายคนหัวเราะขึ้นโดยพลัน  ท่าทางดูยียวนกวนสายตาหาใดเปรียบ

 

          ชายคนหนึ่งเดินอาดๆตรงมา ยกมือขึ้นชี้หน้า พูดอย่างย่ามใจ “ทิ้งข้าวของ เกวียน ลาและเงินไว้ซะ  แล้วพวกเจ้าสามคน  จะไปตายที่ไหนก็ไป!”

 

          “เลิกคิดได้เลย!”  เหลียนเจ๋อไม่ยอมจึงเอ่ยขึ้น ลาตัวนี้ขอยืมมา  ข้าวของก็คือเงินจากน้ำพักน้ำแรงที่ไปหาซื้อมา  เป็นไปได้หรือที่จะทิ้งทุกอย่างไว้ให้พวกมัน

 

          “อะแฮ่ม!” ชายคนนั้นแค่นเสียง  ไม่สนใจเหลียนเจ๋อเด็กโต  เหลียนฟางโจว และเหลียนเสี่ยวม่านเลย

 

          เหลียนฟางโจวแอบก่นด่าถึงความโชคร้ายในใจเงียบๆ  เธอไม่เคยคิดเลยว่าคนพวกนี้จะหมายตาพวกเธอ! หรือพวกมันจะรู้ว่าพวกเธอมีเงิน?

 

          เด็กสาวไม่รู้จริงๆว่าตอนเธอไปร้านขายยาสมุนไพรเพื่อเอาเห็ดหลินจือไปขาย ได้เงินมากถึง 12 เหรียญเงิน  ได้ตกอยู่ในสายตาของคนพวกนี้แล้ว  พวกมันจึงได้สะกดรอยตามพวกเขามาตั้งแต่นั้น

 

          เงิน 12 ตำลึงเงิน รวมทั้งลา เกวียน และเงินที่ขายเห็ดอื่นๆได้ เพียงพอให้พวกมันคิดก่อการ

 

          บนถนนในย่านการค้า มีแต่คนมีเงินเดินกันขวักไขว่  ถึงแม้จะมีคนมากมาย  หากต้องการปล้น  ย่อมต้องดูสถานการณ์ของฝ่ายตรงข้ามด้วย

 

          คณะของเหลียนฟางโจวมากันแค่สามคน   ไม่ต้องสงสัยเลยว่า  ช่างเป็นกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะเหม็งเพียงได

 

          “พวกข้าไม่มีเวลามาเล่นลิ้นกับพวกเจ้าหรอกนะ!  ในเมื่อเสนอทางเลือกให้  แล้วไม่รับไว้ ก็จงเตรียมรับชะตากรรมได้เลย!  พี่ชายทั้งหลายปล่อยเป็นหน้าที่ข้าเอง  ส่วนพวกเจ้าสามคนทิ้งรถให้ข้าซะ!”  ชายคนนั้นแสดงบทบาทผู้นำเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม

 

          ตรงนี้เป็นถนนสายหลัก  หากมีคนผ่านมาพบเข้า  ย่อมเกิดความยุ่งยากตามมาแน่

 

          พวกนักเลงหัวไม้หลายคนหัวเราะพยักเพยิกกันอย่างครื้นเครง  ต่างแสยะยิ้มเดินตรงมาหาสองพี่น้อง

 

          ในยามนี้ อาหญิงสามยังคงนอนหลับปุ๋ยอยู่ด้านหลัง ซ้ำยังกรนเบาๆอีกด้วย  เหลียนฟางโจวได้ยินเช่นนั้นไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี

 

          “พี่ใหญ่  ทำอย่างไรดี!  เราจะทำอย่างไรดี!” เหลียนเจ๋อกำมือแน่นอย่างไม่ยอมแพ้  เส้นเลือดที่หลังมือขึ้นเขียวปูดโปน  ตัวสั่นระริก

 

          เขาไม่เคยเกลียดตัวเองเลย  ทว่าในยามนี้เขาเกลียดตัวเองยิ่งนักที่ไร้ความสามารถ

 

          เหลียนฟางโจวกัดริมฝีปาก  หัวใจโลดเต้นแทบหลุดจากอก

 

          จะทำอย่างไรดี?  มีสิ่งใดที่เธอสามารถทำได้บ้างนะ!

 

          ครานี้คล้ายกับว่าคงต้องสูญเงินทองไปอย่างไม่คาดฝัน  ถึงขั้นหมดตัวสิ้น

 

          “ให้พวกมันไป!” เหลียนฟางโจวกล่าววาจานี้  ในขณะที่คับแค้นใจยิ่งนัก!

 

          ทั้งความปีติยินดีและความหวังอันล้นเหลือซึ่งเกิดจากน้ำพักน้ำแรงที่ทุ่มเทมาหลายวัน  และความเพียรเก็บเล็กผสมน้อยด้วยความอดทนของสองพี่น้อง  แตกสลายมลายหายไปในบัดดล!

 

          เธอเกลียดจริงๆ!

 

          “ไม่! ข้า..”

 

          “อาเจ๋อ!” เหลียนฟางโจวจับความเสียดายและใจสลายที่ครอบงำเหลียนเจ๋อ  เพราะถูกกลุ่มคนพวกนี้กำลังจะพรากของที่ได้จากน้ำพักน้ำแรงไปทั้งหมดได้   พลันเอ่ยอย่างตัดสินใจเด็ดขาด “รักษาขุนเขา ไยต้องกังวลกับไฟไหม้ผืนป่า  เจ้าไม่ยอมได้อย่างไร?  ถึงใช้เวทมนต์อันใดก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ได้  รังแต่จะเพิ่มความรุนแรงให้ตัวเองต้องเจ็บตัว ซ้ำร้ายอาจต้องเสียเงินไปหาหมอเพื่อรักษาบาดแผลอีกด้วย!”

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top