ขนาดตัวอักษร

31.ถ้อยคำหน้ารังเกียจต่อหน้า

 50 Views

เพราะว่าผู้คนทั้งหลายไม่คิดว่าเหลียนฟางโจวเด็กสาวผู้ผอมบางคนนี้จะกล้าหาญและเลือดร้อนเช่นนี้  ถึงกับอึ้งงันทันใด

          “ป้าใหญ่  อาหญิงสาม พวกท่านอย่าได้ทะเลาะเบาะแว้งกันเลย ยิ่งพวกท่านส่งเสียงดังเอ็ดตะโรเท่าใด  การทะเลาะจนทำให้เจ็บคอเอาได้  ไม่เกิดประโยชน์อันใดนอกจากเสียงอันแหบแห้ง  พวกเราเป็นสายเลือดตระกูลเดียวกัน  เหตุใดต้องสร้างปัญหาต่อกันเองเล่า เฮ้อ!  อาหญิงสาม พวกเราไปกันเถิด!”

          เหลียนฟางโจวหายใจเข้าลึกๆพลางกล่าวเสียงหนักแน่น

 

          “ใครอยาก..” เฉียวซื่อสีหน้าซีดเผือดจ้องเขม็งเกือบจะโพล่งออกมาว่า “ใครอยากให้เจ้าเข้ามาสอดกัน”  ทำให้คนผู้หนึ่งจ้องตานางให้หุบปากโดยพลัน  นางจึงชะงักและรีบเปลี่ยนเป็นกระแอมออกมา “อะแฮ่ม”

 

          เหลียนเสี่ยวม่านส่งสายตาค้อนให้กับการกระทำของฮูหยินเหลียว สีหน้าดูแคลนฉายชัด  แค่นเสียงเฮอะออกมาเบาๆ  ทำให้ใครบางคนได้ฟังแล้วรู้สึกยะเยือกขึ้นมาเล็กน้อย

 

          “ถูกต้องแล้ว  ตามที่ฟางโจวพูดมาก กล่าวได้ถูกต้องแล้ว ทุกคนแยกย้ายกันกลับไปเถิด!”  เหลียนลี่โพล่งออกมาเสียงดัง

 

          เหลียนฟางโจวเหยียดมุมปากขึ้นเล็กน้อย คนบางคนช่างไม่รู้เลยว่าตนเองหน้าหนาหน้าทนขนาดไหน  เมื่อเห็นลุงลี่กล้าเปิดปากขึ้นอีกรอบโดยไม่มีใครคาดคิด

 

          ยามนี้ชาวบ้านทั้งหลายต่างคืนสติกลับมาในที่สุด  พูดคุยถกเถียงกันยกใหญ่  เนื้อเรื่องที่คุยกันครานี้ได้เพิ่มหัวข้อใหม่เข้ามา  ว่าเด็กสาวสกุลเหลียนคนนี้ ช่างเก่งกล้าสามารถยิ่งนัก!

 

          ผู้คนต่างแยกย้ายไปกันไปมากแล้ว  เฉียวซื่อโกรธเคืองเหลียนฟางโจวแทบทนไม่ไหว   นางเชื่อว่าเหลียนฟางโจวได้ไตร่ตรองไว้ก่อนหน้าแล้ว  เด็กสาวคอยเวลาจนกระทั่งแลเห็นนางตบตีอยู่กับน้องสาวสามีอย่างหนักหน่วง  สองพี่น้องจึงได้เข้ามาสอดแทรก  และจงใจทำให้คนมองว่าพวกนางที่เป็นผู้ใหญ่ทำสิ่งโง่งม   แล้วจึงเข้ามาเพื่อสร้างภาพลักษณ์ตัวเองว่าเป็นคนดี

 

          เหลียนฟางโจวจู่ๆเข้ามาตะโกนเสียงดังโดยไม่คาดฝัน   แม้ว่านางกำลังหมกมุ่นอยู่กับการตบตีตรงหน้า  ขณะเดียวกันพวกนางก็อยากรู้ว่าจู่ๆเกิดอันใดขึ้น  นางและเหลียนเสี่ยวม่านจึงหยุดฟังเสียงตะโกนนั้น   นี่ไม่เท่ากับว่าตัวนางเองเชื่อฟังคำพูดของเหลียนฟางโจวหรอกรึ?  แล้วนี่มันจะดีอย่างไรเล่า?!

 

          แม้เฉียวซื่อกำลังจมจ่อกับความโกรธเคืองในตัวเหลียนฟางโจวอยู่  ทว่านางก็ยังนึกถึงพื้นเพนิสัยของเหลียนเสี่ยวม่านขึ้นมาได้  เช่นนั้นแล้วจึงจงใจพูดเสียงดังออกมาว่า “หลานฟางโจว  พวกเจ้าสี่พี่น้องขาดหัวหน้าครอบครัวคอยดูแล  ก็จงมอบเงินให้อาหญิงสามเป็นผู้ถือไว้ให้เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบแทนเถิด ในฐานะหัวหน้าครอบครัว!”

 

          เหลียนฟางโจวครุ่นคิด กับการกระทำของป้าเฉียวที่จงใจพูดออกมาต่อหน้าทุกคน  และอาหญิงสาม   ครั้นแล้วในหัวของเด็กสาวสว่างวาบขึ้น  เข้าใจถึงจุดประสงค์ของป้าเฉียวแน่ชัดแล้ว  เธอต้องคิดหาวิธีพูดกับอาหญิงสามให้กระจ่างเรื่องบทบาทและหน้าที่กันก่อน  ว่าใครเป็นหัวหน้าครอบครัว ใครเป็นแขก  ไม่เช่นนั้นอาหญิงสามอาจเป็นผู้สร้างปัญหาขึ้นในภายหน้าเอาจริงๆ   เมื่ออาหญิงสามได้ยินถ้อยคำของเฉียวซื่อย่อมต้องเกิดความปรารถนาขึ้นในใจขึ้นเป็นแน่

 

          เมื่อเห็นเช่นนั้นแล้ว..เหลียนฟางโจวจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพออกมาดังๆว่า “ที่ป้าใหญ่เอ่ยมาไม่ใช่เหตุผลที่ดีเลย!  ท่านจะทำให้หลานๆเสื่อมเสียขื่อเสียงได้เยี่ยงไร?  อาหญิงสามย่อมมีครอบครัวของอาหญิงสามเอง  แท้จริงแล้วนางวิ่งมาบ้านเกิดเพื่อมาจัดการเรื่องราวของครอบครัวตนเอง  ท่านจะทำให้อาหญิงสามถูกมองอย่างไรรึ?    ไม่ใช่ว่าเห็นว่าในภายหน้าเด็กสาวสกุลเหลียนจะต้องออกเรือนไป  เลยวิ่งกลับมาเพื่อมาครอบครองบ้านของครอบครัวหลานๆรึ?  อาหญิงสามเป็นคนผู้ที่มีเหตุมีผล  ย่อมไม่คิดฟุ้งซ่านไร้สาระเช่นท่านเป็นแน่!”

 

          ป้าจางตรงเข้ามาช่วยเหลียนฟางโจวพยุงเหลียนเสี่ยวม่านขึ้นด้วยกันจนเรียบร้อย  เมื่อได้ยินถ้อยคำของเด็กสาวจึงพยักหน้าพลางกล่าวว่า  “ฟางโจวพูดได้มีเหตุผลนัก!  ข้าเองก็ไม่เคยเห็นหญิงที่ออกเรือนไปแล้ว  จะเพิกเฉยต่อชื่อเสียงใดๆ!  พี่เฉียวไม่ควรพูดออกมาเช่นนั้น!”

 

          ผู้คนต่างพยักหน้าเห็นพ้องด้วย  ว่าเฉียวซื่อไม่ควรกล่าวออกมาเลย

 

          เฉียวซื่อได้แต่ยิ้มเยาะออกมาอีกครั้ง  ไม่ได้ตอบอันใด  นางรู้ว่าไม่จำเป็นที่นางต้องพูดอันใดต่อไปแล้ว  เพราะว่านางรู้ซึ่งถึงนิสัยของเหลียนเสี่ยวม่านดี!

 

          เหลียนเสี่ยวม่านได้ยินถ้อยคำของเฉียวซื่อ  นึกสะดุดในใจ  นางมีความคิดฝันเรื่องการเป็นหัวหน้าครอบครัวเหมือนกัน  น่าเวทนายิ่งนัก   หลังจากสามีถึงแก่กรรม  ชีวิตทั้งชีวิตของภรรยาคนนี้เป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นผู้หญิงที่เอาแต่ทำงานบ้าน!  เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอนที่จะเป็นหัวหน้าครอบครัว  ทว่า..ยามนี้ไม่ใช่โอกาสอันดียิ่งหรือไร?  ถึงแม้ว่าถ้อยคำของเหลียนฟางโจวจะทำให้นางรู้สึกอึดอัดอยู่บ้างก็เถอะ

 

          อย่างไรก็ดีครานี้นางก็ยังไม่กล้าคิดฝันมากนัก  เพราะว่าที่ผ่านมานางไม่เคยดูดำดูดีสี่พี่น้องเหลียนเลย  ทว่า..ทุกอย่างย่อมขึ้นอยู่กับตัวนางเอง  เนื่องจากเหลียนฟางโจวและเหลียนเซ่อ  หลานๆที่น่ารักนี้  เป็นฝ่ายวิ่งเข้ามาหานางเองอย่างให้ความเคารพ  ในภายภาคหน้าสิ่งที่นางพูด  พวกเขาจะไม่รับฟังได้รึ?

 

          ครั้นแล้วเหลียนเสี่ยวม่านจึงถ่มน้ำลายลงพื้น  พลางเอ่ยเสียงเย็นชา “นางช่างชอบสร้างปัญหาร้าวฉานให้ใครต่อใครเสียจริง  หนำซ้ำยังเจ้าเล่ห์จิตใจสกปรกนัก!  พวกเราไปกันเถิด!”

 

          “ดี!” เหลียนฟางโจวพยักหน้า  สองพี่น้องเดินจากไปพร้อมกับเหลียนเสี่ยวม่าน และป้าจาง

 

          ช่วยไม่ได้ สิ่งที่นางต้องพูด  นางก็ได้กล่าวออกไปแล้ว หากอาหญิงสามคิดฟุ้งซ่านไปเอง  อย่าได้มาต่อว่านางว่าทำให้หญิงผู้นี้ทรยศก็แล้วกัน

 

          สักครู่ทุกคนก็มาถึงบริเวณลานบ้าน  อาหญิงสามมองบ้านซึ่งได้รับการบูรณะซ่อมแซมเสร็จสมบรูณ์แล้ว  สนามในลานบ้านเก็บกวาดได้เป็นระเบียบและสะอาดสะอ้าน  อดดวงตาเป็นประกายวับขึ้นมาไม่ได้  นางแย้มยิ้มกล่าวประโยคพออกพอใจออกมา “ดี  บ้านนี้น่าอยู่จริงๆ!”

 

          เหลียนฟางโจวและเหลียนเซ่อต่างมองหน้ากัน  เหลียนเซ่อขมวดคิ้วแน่น   เหลียนฟางโจวส่งสายตากลายๆให้เหลียนเซ่ออดทนอีกนิด  เหลียนเซ่อไม่ได้กล่าวอันใดออกมา  ได้แต่กระพริบตาปริบๆ

 

          “ข้าคงไม่เข้าไป  คงต้องขอตัวก่อน พอดีมีเรื่องที่ต้องกลับไปสะสางด้วย!”  ป้าจางรู้สึกมืดครึ้มขึ้นในหัวใจ  เหลียนเสี่ยวม่านคนนี้เก่งจริงๆ  ในใจมีบาดแผลแต่กลับลืมความเจ็บปวดได้ง่ายนัก  ถ้อยคำขอบคุณแม้สักครึ่งคำ  นางยังไม่เคยกล่าวออกมาเลย  เอาแต่มองบ้านช่องคนอื่นตาเป็นมัน  น่าเวทนาสี่พี่น้องเหลียนยิ่งนัก  ช่างมีชะตากรรมที่โหดร้ายอะไรเยี่ยงนี้!

 

          อย่างไรก็ดี อุปสรรคปัญหาอื่นๆ ที่จะเข้ามาในภายหน้า ป้าจางจะหาวิธีช่วยได้แค่ไหนนะ    นี้คือเรื่องของครอบครัวเหลียนเอง  ป้าจางคงได้แต่ทำใจเตรียมพร้อมคอยช่วยเหลือตามจำเป็นเท่านั้น

 

          การเข้าไปก้าวก่ายเรื่องราวภายในของครอบครัวผู้อื่น  ไม่ว่าอย่างไรถือเป็นเรื่องต้องห้าม

 

          “ป้าจางขากลับเดินดีๆนะ!”  เหลียนฟางโจวยิ้มส่งอย่างซาบซึ้งในน้ำใจ  ครั้นแล้วเมื่อหันมาทางเหลียนเสี่ยวม่าน  เด็กสาวก็เอ่ยขึ้นอย่างสุภาพ “อาหญิงสาม  ท่านช่วยไปส่งป้าจางให้ข้าสักหน่อยเถิด!”

 

          ป้าจางกำลังจะเปิดปากเอ่ยว่า  “ไม่ต้อง”  แต่เมื่อเห็นเหลียนฟางโจวส่งสายตาเป็นสัญญาณกลับมา  นางเลยจำต้องหุบปากลง

 

          เหลียนเสี่ยวม่านขมวดคิ้วเล็กน้อย  แสดงทีท่าไม่เต็มใจ  เหลียนฟางโจวซึ่งเป็นคนรุ่นหลานมาสั่งนางเช่นนี้  ทำให้นางอึดอัดใจมาก

 

          อย่างไรก็ดีนางเป็นญาติผู้ใหญ่  ป้าจางวันนี้ได้ช่วยนางเอาไว้จริงๆ  หากผู้ใหญ่คนนี้สามารถแสดงความขอบคุณและไปส่งผู้อื่นด้วยตนเองก็นับว่าดีเยี่ยม กระมัง?  เหลียนฟางโจวหลานสาวนางยังเด็ก  จึงคิดและแสดงออกตรงๆ  อาจดูไม่นิ่มนวลไปบ้าง

 

          เมื่อคิดได้เช่นนั้น  เหลียนเสี่ยวม่านจึงรู้สึกดีขึ้นมาหน่อย   นางคลี่ยิ้มและยืนส่งจนป้าจางออกไปจากประตูรั้วบ้าน  ทว่านางก็ยังรู้สึกอึดอัดใจอยู่เล็กน้อย

 

          ป้าจางไม่รู้ไม่ได้พูดอะไรดี  นางจึงเพียงกล่าวอะไรเล็กน้อยตรงประตูในจังหวะที่จะก้าวออกไปจริงๆ  หลังจากนั้นเหลียนเสี่ยวม่านก็ถอนหายใจออกมา  แล้วรีบหันหลังกลับเข้าไปด้านใน

 

          เมื่อนางกลับเข้ามาในบ้าน  พบว่าบนโต๊ะมีอาหารตั้งเรียงรายอยู่

 

          พูดถึงอาหาร  มื้อนี้เป็นฟักทองหุงกับข้าว

 

          ฝ่ายน้องชายเหลียนเช่อ เห็นว่าพี่ๆออกไปกันนาน  ยังไม่ได้กลับเข้ามาเสียที  เมื่อเห็นว่าเริ่มมืดแล้ว  เขาจึงตัดสินใจล้างชิ้นฟักทองซึ่งเหลียนฟางโจวเอามาจนสะอาด  แล้วนำไปหั่นเป็นชิ้นๆ หุงพร้อมข้าว  ครานี้อาหารสุกแล้ว

 

          “อาหญิงสาม  มากินอาหารด้วยกันเร็วๆเถิด!”  เหลียนฟางโจวเห็นนางเข้ามาครั้นแล้วจึงพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม

 

          เหลียนฟางโจวมีท่าทีสุภาพมาก  ทว่าเพราะดูสุภาพเกินไป  ดังนั้นเหลียนเสี่ยวม่านจึงรู้สึกค่อนข้างไม่สบายใจแทน  นางจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ฮ้าย  เป็นคนตระกูลเดียวกัน  จะมาสุภาพอะไรหนักหนา!  ภายหลังไม่ต้องมองข้าว่าเป็นคนนอกอีกนะ!”

 

          เหลียนฟางโจวเหลือบตามองนาง  ยังคงกล่าวต่ออย่างสุภาพยิ่งนักพลางยิ้ม “ทางเราไม่ได้มองว่าท่านเป็นคนนอก แม้ว่าจะเป็นคนสกุลเดียวกัน  ทว่าท่านคืออาหญิงสาม!  อาหญิงสามก็ยังคงเป็นแขกของพวกเราอยู่ดี”

 

          เหลียนเสี่ยวม่านเห็นตัวพวกเขาเองมีทีท่าที่ไม่หัวอ่อน แต่ก็ไม่หัวแข็ง   นางรู้สึกไม่ค่อยชอบใจขึ้นมาหนึ่งส่วน  ทว่านางรู้ว่านางไม่อาจตีฝีปากเอาชนะฟางโจวได้แน่  ครั้นแล้วจึงเพียงแต่ยิ้มและไม่พูดมากอีกต่อไป

 

เมื่อมองชามข้าวหุงฟักทองทั้งห้าชามบนโต๊ะ  เหลียนเสี่ยวม่านขมวดคิ้ว เอ่ยขึ้นตรงๆ “โอ กินอาหารเบาๆเช่นนี้จะดีหรือ? ร่างกายพวกเจ้ายังต้องเติบโตอีกมาก  ต้องกินอาหารมีคุณค่าสิถึงจะดีต่อสุขภาพ!  ฟางโจว..เจ้าเข้าครัวไปทำผัดผักมาสักสองจานสิ  เซ่อเจ้าไปช่วยจุดไฟในเตาให้ด้วยนะ!”

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top