ขนาดตัวอักษร

28.อาหญิงสามกลับมากระทันหัน

 52 Views

          ที่ป้าจางตามตัวเธอ ไม่ได้มีเรื่องเฉพาะเจาะจงอันใด  นอกจาก ถามเรื่องทั่วๆไป  เช่น พรุ่งนี้จะเข้าเมืองไหม  หรือถามว่าเธออยากไปด้วยกันไหม?

          แม้เหลียนฟางโจวอยากไปใจจะขาด   ทว่าเธอยังมีเรื่องสำคัญกว่านั้นที่ต้องจัดการ  พูดได้เพียงว่า ‘ไว้คราวหน้า’ !

          “ป้าจาง พรุ่งนี้ข้าจะไม่ออกไปไหน”  เหลียนฟางโจวเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “คงต้องขอรบกวนป้าจางช่วยซื้อของบางอย่างกลับมาให้ข้าได้หรือไม่?”

 

          ป้าจางไม่ได้ถามเหตุผลที่เธอไม่ออกไปไหน  รับคำอย่างยินดี  พลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “มีเรื่องขัดข้องอันใดรึ? เจ้าเคยพูดเองว่าอยากไปซื้อของ แน่นอน ป้าจางคนนี้สามารถหาซื้อทั้งของดีและถูกมาให้เจ้าได้!”

 

          แท้จริงแล้วเหลียนฟางโจวต้องการซื้อสิ่งอื่นๆที่ยังขาดอยู่  แผ่นกระดาษแปะหน้าต่าง แล้วก็พวกผ้าเพื่อนำมาตัดเป็นเสื้อสวมใส่  อีกทั้งยังต้องหาซื้อรองเท้าให้ทุกๆคนในบ้านด้วย

 

          สิ่งอื่นๆที่เด็กสาวเอ่ยมา  หญิงกลางคนฟังแล้วเห็นพ้องด้วย  ยกเว้นเรื่องซื้อรองเท้า  ป้าจางหรี่ตามองนางพลางกล่าวว่า “สาวน้อย เงิน..ต้องใช้ซื้อแต่ของที่จำเป็นเท่านั้น  อย่าได้สุรุ่ยสุร่าย!   ที่ไหนถึงจำเป็นต้องเอาเงินไปซื้อรองเท้าเล่า?  อีกทั้งเจ้าต้องใช้เงินอย่างประหยัดมิใช่หรือ?  ในภายหน้า บ้านเจ้ายังต้องใช้เงินในการดำรงชีวิตอีกมาก!  จึงไม่อาจฟุ่มเฟือยได้!  บ้านข้ายังทำรองเท้าใส่เองเลย   เอาไว้ยามที่ข้าไปร้านตัดเสื้อผ้า  ข้าจะขอเศษผ้าจากเจ้าของร้าน  กลับมาให้เจ้า  เจ้าก็ซื้อชุดเย็บปักมาทำรองเท้าเถิด  เอาตามนี้นะ!”

 

          “ป้าจาง ข้า…” เหลียนฟางโจวไม่อาจเอ่ยถ้อยคำออกมาได้ชั่วขณะ

         วาจาซึ่งป้าจางกล่าวมานี้คล้ายกับนางเป็นคนในครอบครัวเดียวกับเธอ  ทำให้เธอรู้สึกสำนึกบุญคุณยิ่งนัก  ซาบซึ้งถึงก้นบึ้งของหัวใจเลยทีเดียว  ทว่า..ให้ตายเถอะ เธอเย็บรองเท้าไม่เป็นนี่นา!

 

          ขนาดพื้นรองเท้า เธอก็ยังไม่รู้ว่าจะทำออกมาอย่างไรเลย!

 

          เมื่อลองมาคิดตรึกตรองดู  รูปแบบเสื้อผ้าของคนยากจนในยุคโบราณนี้  มีลักษณะเรียบง่าย  เมื่อถึงคราที่ต้องจับพลัดจับผลูมาอยู่ในหมู่บ้านที่ต้องทำของใช้ทุกอย่างด้วยมือ  ป้าที่ดี หรือพี่สาวที่ดีก็ควรทำทุกอย่างด้วยฝีมือตนเอง  ทว่าแม้แต่เสื้อผ้า เธอยังตัดเย็บเองไม่เป็นเลย

 

          ลองคิดดูว่า หากให้เหลียนฟางโจวคนก่อนมายืนฟัง  นางจะพูดอันใด  เช่นนั้นในครานี้ เธอเลยไม่รู้ว่าควรจะตอบกลับอย่างไรดี

 

          “เฮ้อ!”  ป้าจางถอนหายใจเบาๆ  เอ่ยด้วยความสงสาร “ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เจ้าคงอยากจะพูดว่า เนื่องจากฉิงเอ๋อร์ยังเล็ก   เจ้าต้องจัดการงานในบ้าน  แล้วยังต้องทำงานหาเลี้ยงครอบครัวไปด้วย  เลยไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วต้องใช้เวลาทำรองเท้านานเพียงไร!   การตัดเย็บรองเท้า  ก็นับว่าป็นงานที่ใช้เวลามากอยู่เหมือนกัน!”

 

          เหลียนฟางโจวแอบโล่งอกในใจเงียบๆ  ถึงแม้ว่าป้าจางจะเข้าใจสิ่งที่เธอคิดผิดไป  ทว่าความเข้าใจผิดของนาง  เป็นสิ่งที่เธอปรารถนาอย่างมากเลยในครานี้!

 

          เช่นนั้นจึงยิ้มพลางพูดขึ้น

 

          ใครจะรู้ว่าป้าจาง จุ่ๆก็พูดสวนขึ้นมา  “นี่! ข้าและอาจวนจะช่วยเจ้าทำพื้นรองเท้าให้!  เจ้ามีเวลาก็ติดส่วนรัดเท้าไห้ดีล่ะ  แล้วก็อย่าได้ปฏิเสธเด็ดขาด!  เรื่องนี้ถือว่าตกลงตามนี้นะ!”

 

          เมื่อป้าจางกล่าวจบ  เด็กสาวก็ไม่อาจเอื้อนเอ่ยคำปฏิเสธใดๆได้เลย  ครั้นแล้วจึงพยักหน้ารับอย่างยอมจำนน  กล่าวขออภัยด้วยรอยยิ้ม

 

          วันรุ่งขึ้นตอนอาหารมื้อเช้า เห็ดป่าที่เหลียนฟางโจวและเหลียนเจ๋อเก็บมาเมื่อวาน   ทั้งสองเอามาวางแผ่อยู่บนกระจาด  วางไว้ตรงทางเข้าบ้าน เพื่อผึ่งแดด

 

          ครั้นแล้วพวกเขาสองพี่น้องก็มุ่งหน้าขึ้นเขาเซียนเถิงซานกัน

 

          ซุนชางซินนั้นเป็นนายพราน  ต้องแข่งกับเวลายามออกไปล่าสัตว์  จึงต้องรีบออกไปแต่เช้ามืด  ทว่าสองพี่น้องคู่นี้ไม่จำเป็นต้องไปจับสัตว์  ยิ่งตอนเช้ามืด  เดินทางขึ้นเขาลำบากด้วย  เช่นนั้นจึงไม่จำเป็นต้องรีบออกเดินทางแต่ไก่โห่

 

          เหตุการณ์ดำเนินไปแบบเดิม มา 7-8 วันแล้ว  สองพี่น้องหญิงชายขึ้นเขาเซียนเถิงซานทุกวันไม่หยุดหย่อน  ทุกๆวันจะแบกกระสอบบรรจุเห็ดป่าสี่กระสอบใหญ่  บางครั้งก็จับตัวหนูภูเขาขนกลับบ้านด้วย

 

          พวกเขาเดินท่องไปบนภูเขาดังกล่าวมากขึ้น  เริ่มเกิดความคุ้นเคยกับสถานที่มากขึ้นๆ   อีกทั้งมีความกล้ามากขึ้นเรื่อยๆด้วย   จึงเริ่มขยายขนาดของกิจกรรมหาของป่าให้กว้างขวางออกไป

 

          สองพี่น้องนับว่ามีโชค   ทั้งสองพบเห็ดหูหนูขาวจำนวนมาก  รวมทั้งเห็ดตับเต่า ,เห็ดหัวลิง ที่มีสรรพคุณบำรุงเลือดอันใหญ่มหึมา  ซึ่งถือเป็นของมีค่า  จนทำให้เหลียนฟางโจวสุขีสุดๆ  จึงได้เก็บมาบางส่วนด้วย   นอกจากนี้ยังไปเจอรากห่อสิ่วโอว

 

          กุ้งน้ำจืดในลำธาร ครานี้มีแต่ตัวเล็กๆไม่สามารถจับกินได้   และบางโอกาสก็พบปลาตัวใหญ่ขนาดนิ้วกลาง  ทั้งอ้วนและผอม  ทว่าปลาในป่าเขานี้คือนักย่องเบาที่เก่งกาจ  ว่ายมาอวดโฉมให้เห็นในกระแสน้ำ  แล้วก็ว่ายหนีไปอย่างรวดเร็ว ราวกับสายฟ้าแลบ  เหลียนฟางโจวและเหลียนเจ๋อแม้จะพยายามไม่ส่งเสียง  ยืนรอจับอยู่ใกล้ๆ ก็ไม่สามารถคว้าตัวได้  เผลอแผลบเดียวก็เห็นมันว่ายไปตรงบริเวณอื่นแล้ว

 

          พวกเขาจึงจำใจยอมแพ้ในที่สุด

          อย่างไรก็ตาม เที่ยงของวันแรก  พวกเขาจับเต่าขนาดฝ่ามือได้  เจ้าเต่านั้นนอนบนโขดหินริมฝั่ง ยามที่มีแสงแดดส่องลงมา  ทำให้มันตกไปอยู่ในกำมือของสองพี่น้องง่ายมาก  พวกเขาวางแผนนำเต่ากลับบ้านไปให้เหลียนฟางฉิงและเหลียนเช่อเลี้ยงไว้ดูเล่น

 

          ผลไม้ป่าบนภูเขานั้น มีล้นเหลือ  ยกเว้นป่าพุทราที่ครานี้มีแต่ผลเล็กๆ  ทั้งสองคนพบผลไม้ชนิดอื่นๆอีก  มีลูกพลัมป่า  สาลี่ป่า

 ลูกพลับป่า องุ่นป่า มะไฟป่า  พุทราลูกอ่อน  หยางไน่ (รากใช้เป็นอาหารและทำยา) และอื่นๆ  ช่างดูละลานตาไปหมด

เหลียนฟางโจวไม่เต็มใจที่จะให้คนอื่นรู้ว่า  พี่น้องสกุลเหลียนทั้งสองไปเขาเซียนเถิงซาน  ครั้นแล้วจึงบังคับเหลียนฟางฉิงและเหลียนเช่อ  ว่าให้กินผลไม้ป่าที่หามาในบ้านเท่านั้น  และห้ามนำออกมานอกบ้าน  เพราะไม่อาจให้ผู้คนล่วงรู้ความลับนี้ได้

อย่างไรก็ดี  พวกเขาเก็บของป่ามาทุกวัน  เพียงพอให้เหลียนฟางฉิงและเหลียนเช่อตื่นเต้นประหลาดใจ   สิ่งที่น่าเสียดายคือ หนทางจากบ้านไปถึงภูเขานั้นไกลเกินไป  ไม่เช่นนั้นคงจะพาน้องน้อยทั้งสองมาเที่ยวเล่นด้วยกันแล้ว

          เนื่องจากพ่อแม่ของสี่พี่น้องได้ล่วงลับไปแล้ว  พวกเด็กๆต่างมีชีวิตที่หม่นหมองและสิ้นหวัง  ถ้าไม่อดอยาก  ก็ถูกรังแก  เด็กในหมู่บ้านนั้น ส่วนใหญ่มีของดีๆกิน  มีเวลาเล่นกันสนุกสนานเพลิดเพลิน  เพราะฉะนั้นเหลียนฟางโจวจึงเข้าใจจิตใจของเหลียนฟางฉิง และเหลียนเช่อ ที่อยากอวดของดีๆให้คนอื่นๆได้อิจฉาบ้าง

 

          เหลียนฟางฉิงร้องให้งอแงออกมาทันทีด้วยความสะเทือนใจ  เนื่องจากครานี้ชีวิตของนางเริ่มหักเห  เริ่มมีสิ่งดีๆเข้ามาแล้ว  เด็กหญิงตัวเล็กๆที่ประสบแต่ความลำบากยากแค้นมานานจนเริ่มเบื่อ  จึงมีแรงผลักดันภายในใจที่อยากให้ผู้คนรู้ว่า  นางก็มีของดีๆกับเขาเหมือนกัน

 

          วันทั้งหลายเหล่านี้  จึงผ่านไปเช่นนี้เอง  เหลียนฟางโจวและเหลียนเจ๋อเหน็ดเหนื่อยยิ่งนัก  ยิ่งไปกว่านั้นเห็ดป่าที่เก็บกันมามากมาย   เหลียนฟางโจววางแผนจะนำไปขายในเมืองก่อนเพื่อน  และไปดูสภาพตลาดการค้าในเมืองด้วย

 

          ดังนั้น  จึงต้องมีการเปรียบเทียบ  ระยะเวลาในการจัดเก็บเห็ดที่ได้มา  และความถี่ในการไปเก็บเห็ดครั้งต่อไปด้วย  แน่นอน  เหนือสิ่งอื่นใด ต้องเลือกเก็บเห็ดที่มีราคาสูง!

 

          สภาพอากาศหนาวมีมาไม่ยาวนาน  ครั้งหนึ่งเคยเจอหมอกลง  เห็ดป่าจะเจริญเติบโตได้ยากลำบาก  เช่นนั้น..จึงไม่มีเห็ดป่าให้เก็บ

          นอกจากนี้  เห็ด..ควรเก็บตามฤดูกาล  การเก็บต้องอาศัยความเชี่ยวชาญพอตัว  เช่นนั้นแล้วเหลียนฟางโจวจึงตกลงกับเหลียนเจ๋อ  คือพักอยู่บ้านสัก 2-3 วันแล้ว ค่อยสลับไปเก็บเห็ดที่ภูเขา

 

          เมล็ดพันธุ์ผักซึ่งหว่านที่แปลงผักไว้ก่อนหน้า งอกเรียบร้อยแล้ว  ทุกๆวันในตอนเย็น  เหลียนฟางโจวและเหลียนเจ๋อจะตักน้ำไปรดผักวันละครั้ง  ผักเหล่านี้ไม่เพียงแต่ต้นสูงมาก  ทั้งยังดูเขียวสดอวบอ้วนอีกด้วย

        เพียงแค่ไม่เกินสองวัน  ครอบครัวนี้ก็มีผักสีเขียวอ่อนสดใหม่ที่เพาะไว้กิน  ผ่านไปหลายวันก็สามารถย้ายต้นกล้าไปปลูกได้  พริกซึ่งเขียวแล้ว  ก็สามารถเก็บได้แล้ว

 

          เหลียนฟางโจวคิดว่าควรเก็บไปฝากป้าจางบ้าง  เช่นนั้นแล้ว จึงเลือกเก็บผักที่ดีที่สุดจำนวนหนึ่ง  และเก็บเม็ดพริกมาอีกสองกำมือด้วย

 

          แม้ว่าพวกมันอาจไม่ใช่สิ่งที่มีมูลค่ามากนัก  แต่นับได้ว่าสดและอวบมาก  ในช่วงเวลานี้บ้านอื่นยังไม่เริ่มหว่านเมล็ดผักกันเลย  อีกทั้งต้นพริกที่เคยปลูกไว้ก็แห้งโรยไปหมดแล้วก่อนเพื่อน

 

          จ้าวซื่อเมื่อเห็นผักอ่อนๆและพริกเขียวสด  ดวงตานางเป็นประกายโดยพลัน  สีหน้าตื้นตันใจยิ้มตอนรับของฝาก  ทั้งยังอดกล่าวออกมาไม่ได้ “นี่หาได้ยากจริงๆ!   ยามนี้ หากหว่านเมล็ดผักไป  ก็จะโตได้ไม่นาน  เพราะโดนแมลงกินเยอะเลย?  พริกนี่ก็  ขนาดในฤดูนี้ ยังเขียวสดอยู่เลย?   ฟางโจว..เจ้าทำมันสำเร็จได้อย่างไร?”

          เรื่องสำคัญอันดับรองๆนี้  เหลียนฟางโจวย่อมไม่เก็บเป็นความลับแน่นอน  จึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เมล็ดผักนั้น  พี่สามารถหว่าน ผสมกับขี้เถ้าแกลบและดินที่พรวนไว้แล้วล่วงหน้า  ต้องเตรียมขี้เถ้าแกลบให้พร้อม และถอนพวกวัชพืชซึ่งปลิวมาจากภูเขาออกให้หมด  ห้ามใช้ขี้เถ้าจากเตาไฟนะ!  บางทีพี่จ้าวอาจไม่รู้  หลังจากต้นพริกเริ่มออกลูก  ข้าจะผูกต้นไว้กับหลัก เพื่อไม่ให้ต้นล้ม  ทั้งยังต้องคอยหมั่นพรวนดิน  ใส่ปุ๋ยอีกสักครั้ง  และอาจผูกลำต้นอีกรอบ!  เป็นอันเสร็จพิธี!”

 

          “อ้อ เป็นอย่างนี้เองรึ!   คอยข้าลองทำดูปีหน้านะ!”  จ้าวซื่อพยักหน้าเข้าใจพลางคลี่ยิ้ม

 

          เหลียนฟางโจวครั้นแล้วจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “พริกที่บ้านข้าครานี้ออกผลดกมาก  หากพี่จ้าวชอบกิน  อีกสองวันข้าจะเด็ดมาให้อีกนะ!”

 

          จ้าวซื่อดีใจยิ่งนัก  ขอบคุณแล้วขอบคุณอีก

 

          ป้าจางเห็นท่าทางของลูกสะใภ้แล้ว  ให้ถอนหายใจเบาๆ  ครั้นแล้วจึงอดเอ่ยด้วยรอยยิ้มไม่ได้ “ฟางโจวคนเก่ง เจ้า..ช่างมีน้ำใจนัก  ส่งมาให้ครั้งเดียวก็นับว่าดีแล้ว ไม่ต้องเอามาฝากบ้านข้าอีกแล้ว!  เจ้าเก็บที่เหลือไว้กินเองเถิด!  พริกมีวิธีกินได้หลายอย่าง  ปล่อยให้สุกแดง  เอาไปตากแห้ง  หรือทำซอสพริกก็ดีนะ!  จะเก็บไว้ได้นานไม่เน่าเสีย!”

 

          เหลียนฟางโจวครั้นแล้วจึงกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ป้าจาง  ทุกครั้งป้าก็ชอบพูดเช่นนี้กับข้า ทำราวกับว่าข้าเป็นคนนอก  ถ้อยคำกล่าวของป้าดูเหมือนคนอื่นคนไกลยิ่งนัก!  ของฝากพวกนี้เป็นสิ่งที่ครอบครัวท่านต้องกินกันทั้งนั้น  อย่าได้คิดเกรงใจข้าเลย  พี่จ้าว แล้วข้าจะเอาพริกมาให้อีก  ไม่เป็นอันใดหรอก!”

 

          จ้าวซื่ออึ้งงัน  หัวเราะเบาๆ  แต่เดิมยามได้ยินแม่สามีพูดเช่นนี้  นางค่อนข้างอึดอัดใจนัก ทว่าครานี้นางดีใจยิ่ง  จึงเอ่ยว่า “ตกลงจ้ะ!  อ้อ..ข้าเกือบลืมไป  เมื่อวาน ฟักทองของเราเพิ่งแก่ได้ที่  เจ้าคอยเดี๋ยว  ข้าจะไปตัดมาให้!  จะได้เอากลับไปหุงข้าวฟักทองกินกัน   หรือจะเอาไปผัด เอาไปตุ๋นก็ได้นะ  รับรองหวานแน่!”

 

          เหลียนฟางโจวรู้สึกซาบซึ้งใจ พลางยิ้มขอบคุณ  ครั้นแล้วจึงยืนคอยให้จ้าวซื่อไปเก็บฟักทองมาให้

 

          ป้าจางได้ยินลูกสะใภ้นางกล่าวถ้อยคำสุภาพเช่นนั้น   จึงไม่ได้กล่าวอันใดต่อ  ได้แต่หัวเราะ

 

          จ้าวซื่อตัดชิ้นฟักทองแก่มา  แล้วยื่นให้เหลียนฟางโจวด้วยรอยยิ้ม  เด็กสาวรับมาด้วยความขอบคุณ  แล้วจึงกล่าวคำอำลาด้วยรอยยิ้ม

          ครานี้  หลี่จวนที่กลับมาจากข้างนอก  เห็นเหลียนฟางโจวแล้ว  ดวงตาเป็นประกายวาบ พลางกล่าวว่า  “ฟางโจว ฟางโจว! อาหญิงสามกลับมาที่บ้านเก่าของแม่เจ้า   เมื่อสักครู่ลุงและป้าใหญ่เจ้าเถียงกันเสียงดังใหญ่เลย!  ที่นั่นมีคนยืนมุงดูกันเป็นอันมาก!”

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top