ขนาดตัวอักษร

25.ขึ้นเขาเซียนเถิงซาน

 43 Views

         “ออกเดินทางได้” เหลียนฟางโจวและเหลียนเจ๋อพยักหน้ายิ้มรับ  หัวใจของสองพี่น้องลิงโลดด้วยความยินดีปรีดา  เพราะจะได้ไปสำรวจสิ่งใหม่ๆที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

          “เดินทางระวังด้วย!  กลับมาให้เร็วหน่อยนะ!”  มี่อ้าวยืนโบกไม้โบกมือให้กับคนทั้งสาม

          “อืม รู้แล้ว!  เจ้ารีบกลับเข้าบ้านเถิด! เพิ่งจะเช้ามืด เจ้ากลับไปนอนต่อซะ  แล้วค่อยเจอกัน!”  ซุนฉางซิงหันกลับไปกล่าว

          มี่อ้าวไม่ตอบโต้อันใดกับถ้อยคำนี้พลางตะโกนต่อว่า “ดูแลพวกเด็กๆด้วยนะ!”

          “ข้าทราบแล้ว  เจ้าวางใจเถิด!” ซุนฉางซิงเอ่ยออกมาเช่นกัน

 

          เมื่อเดินไปได้ไกลพอดู  จนมาถึงหัวเลี้ยว  เหลียนฟางโจวได้หันกลับมามองคนที่ถูกทิ้งให้อยู่ข้างหลังโดยไม่รู้ตัว  และเห็นลางๆว่า มี่อ้าวยังคงยืนมองอยู่ที่เดิม  และยังคงจับจ้องมายังทิศทางของคนทั้งสาม  ในแสงสลัวลางๆ  ท่ามกลางอากาศอันหนาวเย็นตอนใกล้รุ่ง  ปรากฏภาพของผู้หญิงวัยกลางคนที่ดูโดดเดี่ยวอ้างว้าง และเปราะบางยิ่งนัก

 

          ยามที่หันกลังกลับมามอง  เหลียนฟางโจวพลันรู้สึกขมฝาดในใจเล็กน้อย  พลางคิดคำนึงว่า แต่ละปีที่ผ่านมาปีแล้วปีเล่า  ท่านลุงซุนเดินทางออกไปล่าสัตว์มานับครั้งไม่ถ้วน  ป้าซุนคงรอคอยให้ท่านลุงซุนกลับมาโดยปลอดภัยอย่างทุกข์ทรมานใจไม่น้อยเลย

 

          ถ้าจะให้พูดออกมา  เหตุผลเพราะความยากจนข้นแค้นนั่นเองที่ทำให้เป็นเช่นนี้

 

          ซุนฉางซิงมีความคุ้นเคยกับหนทางไปเขาเซียนเถิงซานมาก  ทว่าจนถึงบัดนี้ก็ยังไม่เคยฝ่าเข้าไปในป่าผืนนั้นเลย

 

          ครานี้มีคนมาร่วมเดินทางเพิ่ม  ทว่าการเดินทางกลับค่อนข้างราบรื่น  และไม่ยากลำบาก  เหลียนฟางโจวและเหลียนเจ๋อตามติดชายผู้อาวุโสไปได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

 

          ซุนฉางซิงนั้นนับว่าเป็นคนใจดี  ผู้คนตัดสินเขาอย่างไม่ยุติธรรมนัก เมื่อเห็นว่าเขาค่อนข้างเก็บตัวและไม่สุงสิงกับใคร   แท้จริงแล้วชายผู้นี้นับว่าเป็นคนค่อนข้างอดทนมาก  เขาคอยเพียรเตือนสองพี่น้องให้ระวังเท้าเวลาก้าวเดินครั้งแล้วครั้งเล่า  อย่างเสมอต้นเสมอปลาย  โดยไม่ได้สนใจเพียงแต่ตนเองเลย

 

          แสงตะวันเริ่มปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆตรงขอบฟ้า  ในขณะที่ดาวประกายพรึกเริ่มเลือนหายไปทีละน้อย ทางทิศตะวันออกท้องฟ้าเริ่มเรืองรอง  ถนนที่พวกเขาย่ำเดินเริ่มเห็นได้กระจ่างชัดขึ้น  ทั้งสามจึงต่างเร่งฝีเท้าขึ้นตามลำดับ

 

          หลังจากออกเดินมาได้ครึ่งชั่วยาม (1 ชั่วโมง) ซุนฉางซิงหันกลับมากล่าวพร้อมรอยยิ้ม “พวกเราหยุดพักกันที่นี่ก่อนเถิด  เพราะจากนี้ไปเราจะต้องข้ามเขาไปอีก 2 ลูก โดยไม่หยุดพัก  เนื่องจากการเดินขึ้นเขา  ต้องพยายามก้าวเท้าอย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุด  การหยุดพักบ่อยๆ จะทำให้แข้งขาและเท้าเมื่อยล้า และปวดระบมง่ายขึ้น  แล้วจะทำให้ไม่สามารถเดินต่อไปได้!”

 

          เหลียนฟางโจวพยักหน้าเห็นด้วย พร้อมกันกับเหลียนเจ๋อ รู้สึกซาบซึ้งในความปรารถนาดีของลุงซุนอย่างยิ่ง

 

          ซุนฉางซิงชี้มือไปทางด้านข้างพลางเอ่ยว่า “พวกเจ้านั่งลงตรงลานข้างๆนี่เถิด  ตรงนี้มีตาน้ำให้พวกเจ้าดื่มดับกระหายได้!”

 

          เช่นนั้นแล้วหญิงสาวจึงคลี่ยิ้มพลางกล่าวว่า “ข้าว่าจะถามท่านลุงซุนอยู่พอดี ว่าที่ใดมีน้ำให้ดื่มได้บ้าง!”  หลังจากกล่าวจบจึงยืนขึ้น

 

          ครั้นแล้วทั้งสองพี่น้องจึงเดินไปดื่มน้ำด้วยกัน

 

          การหยุดพักต่อๆมาจะใช้เวลาเพียงสั้นๆ  คนทั้งสามต่างเร่งฝีเท้าเดินอย่างไม่ลดละ

 

          รอบตัวทั้งสามคนเริ่มสว่างมากขึ้น  ทางทิศตะวันออกเห็นแสงทองเรืองรองจับท้องฟ้า  คาดว่าอีกไม่นานพระอาทิตย์จะโผล่พ้นขอบฟ้าออกมาให้ยลกัน

 

          ครานี้ไม่จำเป็นต้องใช้สมาธิจดจ่อกับการก้าวเท้าเดินต่อไปแล้ว  เหลียนฟางโจวจึงอาศัยโอกาสนี้สอบถามลุงซุนทุกเรื่องที่เกี่ยวกับเขาเซียนเถิงซาน

 

          แต่เดิมนั้นหญิงสาวค่อนข้างกังวลว่าชายผู้อาวุโสจะไม่ยอมเล่า  ใครจะรู้เล่าว่าเขาเป็นบุคคลที่ชอบเล่าเรื่องที่ไประสบพบเจอมามาก  จึงถือโอกาสเล่าเพื่อฆ่าเวลาไปด้วย  เช่นนั้นแล้วซุนฉางซิงจึงพูดคุยกับสองพี่น้องไม่หยุด

 

          ยิ่งเหลียนฟางโจวและเหลียนเจ๋อถามลุงซุนมากขึ้นเท่าใด  ก็พบแต่เรื่องน่าสนใจมากขึ้นเท่านั้น  คนทั้งสามเร่งรีบเดินกันไปตามทางอย่างเพลิดเพลิน  แทบไม่รู้สึกว่าเหน็ดเหนื่อยเลย

 

          ผ่านไปอีกครึ่งชั่วยาม ในที่สุดทั้งสามคนก็มาถึงตีนเขาเซียนเถิงซาน

 

          แท้จริงแล้วเมื่อพวกเขายิ่งเดินเข้าไปใกล้เขาดังกล่าวมากขึ้น เท่าใด  ก็พบว่าทิวทัศน์ของป่าสองข้างทาง  อุดมสมบูรณ์ไปด้วยต้นไม้เขียวชอุ่ม  ใหญ่โต  ตั้งตระหง่านสูงเสียดฟ้า  ขึ้นกันอย่างหนาแน่น  ซึ่งมีความแตกต่างกับภาพป่าที่เห็นมาก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด  ภาพที่ปรากฏต่อพวกเขาจึงเป็นผืนป่าที่มีต้นไม้ขนาดใหญ่ยักษ์ และกว้างใหญ่ไพศาล

 

          “ข้าต้องเดินเข้าไปในป่าไม้ยืนต้นตรงด้านโน้น  จะไปดูว่าพอจะมีโชค  พบของดีให้ล่าบ้างไหม?!  ส่วนพวกเจ้าหากมีเรื่องไม่คาดฝัน  เช่นเดินหลงทาง  และไม่สามารถพบทางออกได้ขึ้นมา  ให้จำไว้ว่า  จงมองหาต้นน้ำลำธารในป่า  โดยพยายามเดินไปตามทิศทางของทางน้ำไหล  ก็จะสามารถพบหนทางกลับออกมาได้!  การเดินป่าบนภูเขา  ต้องพยายามเดินเลียบไปตามลำธารจะดีกว่า!  รอจนถึงยามเซิน (บ่ายสาม-ห้าโมงเย็น) แล้วพวกเราจะมาพบกันที่ตรงนี้  เพื่อกลับออกไปพร้อมกัน  จำไว้ ห้ามสายโดยเด็ดขาด!”

 

          ซุนฉางซิงครานี้พูดอย่างเป็นการเป็นงานนัก

 

          เหลียนฟางโจวและเหลียนเจ๋อรับคำอย่างแข็งขัน  หญิงสาวแย้มยิ้มพร้อมนำไข่ 1ฟองและข้าวปั้น 1ก้อนที่เตรียมมาด้วย  ยื่นให้กับซุนฉางซิง  พลางเอ่ยว่า “พวกเราต้องกินอาหารกันอยู่แล้ว ท่านลุงซุนอย่าได้ปฏิเสธเลย!”

 

          คราแรกซุนฉางซิงต้องการจะบอกปัด  ทว่าพอได้ยินเหลียนฟางโจวพูดว่าห้ามปฏิเสธ  เช่นนั้นแล้วจึงยอมรับความเอื้อเฟื้อของเด็กสาวพลางกล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า “ก็ได้  ขอบใจเจ้ามาก!  ที่จริงแล้วพวกเจ้าไม่จำเป็นต้องลำบากเลย!  เช่นนั้น ข้าขอตัวก่อน!  ยามที่ข้าล่าสัตว์  เวลาจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว  เผลอแผล็บเดียวก็หมดวันแล้ว!”

 

          สองพี่น้องจึงกล่าวคำอำลากับชายผู้อาวุโส

          “มา เรามากินกันก่อนเถิด  อีกสักพักค่อยเดินกันต่อ!” เหลียนฟางโจวพูดขึ้นพลางยิ้ม

 

          “อืม “  เหลียนเจ๋อพยักหน้า  ทั้งสองพี่น้องต่างกินข้าวปั้นกับไข่ จากนั้นเอาใบไม้มาห่อเป็นรูปถ้วยเพื่อตักน้ำดื่ม

 

          “พี่ใหญ่ พี่เคยกล่าวว่าเราจะสามารถหาเห็ดได้ที่นี่ใช่หรือไม่? “  เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองพี่สาวอย่างไม่แน่ใจ  หัวใจเต้นตุ้มๆต่อมๆ

 

          “ก็ลองดูสิ! ในเมื่อมาถึงแล้ว  พวกเราก็คงไม่กลับไปมือเปล่าหรอก!”  เมื่อเห็นพี่สาวเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม  เหลียนเจ๋อจึงพยักหน้ายิ้มอย่างเห็นด้วย  ในเมื่อพี่สาวของเขาไม่มีความหวั่นกลัว  เขาเป็นชายชาตรีคนหนึ่ง  ไยเขาจะต้องกลัวด้วยเล่า!

 

          หลังจากที่กินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย  พวกเขาก็ปฏิบัติตามที่ซุนฉางซิงแนะนำ  คือพยายามเดินตามทิศทางของทางน้ำในป่า  เพียงจดจำตำแหน่งของทางน้ำได้  ถึงจะเดินห่างไปจากสองข้างทางน้ำไม่ไกลนัก  ก็ไม่เป็นปัญหาแล้ว

 

          ในการเดินป่าครั้งนี้  พวกเขาพบเห็นแต่ต้นไม้ใหญ่ยักษ์ ตั้งตระหง่านสูงเสียดฟ้าทั้งนั้น   ใต้ต้นไม้ใหญ่ดังกล่าว  บนพื้นดินปกคลุมไปด้วย หญ้าต้นสั้นๆ นานาชนิด รวมทั้งไม้พุ่มต่างๆ ที่ไม่รู้จัก  ทั้งยังมีเถาวัลย์มากมายขึ้นหนาแน่น  ปีนไต่  บิดเป็นเกลียว พันต้นไม้โดยรอบ  ดูน่าดึงดูดสายตาอย่างยิ่ง  และทำให้ยากลำบากเวลาเดินมากด้วย

 

          บางทีอาจเป็นไปได้ว่า  บริเวณนี้โดยปกติ  คงไม่มีใครเข้ามา  พวกเขาพบเห็ดป่าขึ้นมากมาย  เนื่องจากพื้นดินเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ขึ้นเต็มไปหมด  เมื่อไม่มีผู้ใดกล้ำกรายเข้ามาเป็นเวลานาน  ยามที่ต้นไม้พวกนี้ล้มตาย  ก็เน่าเปื่อยผุพังบนผืนดิน  ปกคลุมไปด้วยมอสเขียว และเถาวัลย์ขึ้นเลื้อยพันไปรอบๆ

 

          ทว่าการเน่าเปื่อยผุพังของต้นไม้ใหญ่เหล่านี้  เป็นแหล่งอาหารที่ดีที่สุดให้กับบรรดาเห็ดป่าทั้งหลาย

 

          สองพี่น้องเมื่อเห็นภาพตรงหน้าก็ตื่นเต้นยินดีเป็นที่สุด

 

          “พี่ใหญ่  เห็ดพวกนี้  พวกเราเก็บไปได้ไหม?” แม้ว่าเหลียนเจ๋อจะตื่นเต้นอย่างที่สุด  ดวงตาเปล่งประกายด้วยความดีใจ  ก็ไม่ลืมถามพี่สาวก่อน

 

          เหลียนฟางโจวอดชื่นชมน้องชายในใจอย่างเงียบๆไม่ได้  ครั้นแล้วจึงชี้และบอกชื่อเห็ด  แล้วกำกับให้น้องชายไปเก็บ

 

          ในป่าแห่งนี้ นอกจากจะมีเห็ดป่าแล้ว  เห็ดเหล่านี้ยังมีหลากหลายสายพันธุ์  อีกทั้งยังมีจำนวนมากมายอีกด้วย  เท่าที่มองด้วยตาคร่าวๆ ก็มี เห็ดหอม ,เห็ดฟองน้ำ ,เห็ดหูหนู  และเหลียนฟางโจวก็ยังพบ  เห็ดหูหนูขาว,เห็ดตับเต่า  ยิ่งทำให้เธอลิงโลดใจเป็นอย่างมาก พลางเก็บเห็ดอย่างเบามือ

 

          ที่นี่มีเห็ดมากมายจริงๆ  เพียงครึ่งชั่วยามก็เก็บเห็ดไปได้เต็ม 4 กระสอบ ทั้งสองพี่น้องต่างช่วยกันขนแบกกระสอบคนละไม้คนละมือ

 

          พวกเขาหาท่อนไม้ขนาดพอเหมาะ  นำปากกระสอบมามัดกับท่อนไม้ ทำเป็นคานหาม  และนอกจากนี้ ทั้งสองยังเก็บพืชสมุนไพร  มาได้อีกหนึ่งกระบุง  สองพี่น้องรีบเดินมายังจุดนัดพบตอนที่แยกกับซุนฉางซิง  แล้วจึงวางกระสอบป่านที่มีรอยปะชุนลงบนพื้นหญ้า

 

          โชคดีที่กระสอบไม่หนักมาก  เพราะของที่อยู่ภายในคือเห็ด  และยิ่งไปกว่านั้นเห็ดพวกนั้นก็ไม่โผล่หรือทิ่มออกมาด้วย  แม้จะบรรจุอัดแน่นมามากก็ตาม  แต่ก็ยังถือว่าไม่หนักมากนัก

 

          ทั้งสองพี่น้องนั่งพัก  รอพบกับลุงซุนตามนัด  เมื่อเห็นว่าพวกเขามาถึงก่อนเวลา  เหลียนเจ๋อจึงแจ้งว่าอยากไปแถวลำธาร  เพื่อดูว่ามีปลาให้จับได้ไหม เช่นนั้นแล้วเหลียนฟางโจวจึงเดินไปด้วยกันกับน้องชาย

 

          ลักษณะลำธาร กว้างประมาณ  10 ฉื่อ (2 เมตร)  มีน้ำเย็นใสกระจ่างราวกับแก้ว ไหลเอื่อยๆ  สามารถมองเห็นก้นลำธาร  ที่เต็มไปด้วยโขดหินสีดำขนาดใหญ่  น้ำค่อนข้างลึก

 

          ที่ริมลำธารมีดอกเก็กฮวยป่าขึ้นเต็มสุดลูกหูลูกตา  ดอกไม้มีขนาดเท่าเหรียญทองแดง  มีกลีบดอกสีม่วงคราม  ล้อมรอบเกสรสีเหลืองทอง  ทำให้คนที่มองดูแล้วสดชื่นสบายตายิ่งนัก

 

          บางทีเป็นเพราะว่าเป็นช่วงกลางวัน  จึงเห็นน้ำในลำธารใสกระจ่างชัดมาก  มีปลาอยู่จริงๆด้วย  ทว่าหางมีขนาดเล็กเท่าตะเกียบ  เป็นปลาตัวเล็ก  ถ้ามายืนใกล้ๆมันก็ว่ายหนีไปอย่างรวดเร็ว  ทั้งสองไม่พบปลาตัวใหญ่เลย

 

            อย่างไรก็ดีที่ข้างใต้โขดหินสีดำ  มีกุ้งน้ำจืดขนาดนิ้วหัวแม่มือ  มันโผล่ออกมาให้เห็นจากหินอย่างระวังตัว  ลำตัวกุ้งใสมากมีไข่ติดท้องด้วย  มันชูก้ามขึ้นมาโบกสะบัดด้วยความกลัว  เมื่อเขยื้อนหินเบาๆ  พวกมันก็ดีดตัวขึ้นมาบนผิวน้ำ  กันอย่างมากมายไม่หยุด  

 

          “พี่ใหญ่  นอกจากกุ้งจะตัวใหญ่แล้ว  ยังมีมากอีกด้วย  หาได้ยากจริงๆ!”  เหลียนเจ๋อเอ่ยด้วยความตื่นเต้นดีใจ  “พวกเราจับกลับไปด้วยสักส่วนหนึ่งเถิด!”

 

          “ดียิ่งนัก !  เย็นนี้เราจะได้มีของเลิศรสกินกันแล้ว!”  เหลียนฟางโจวเอ่ยขึ้นอย่างมีความสุขยิ่ง

 

          ที่หมู่บ้าน  ในแม่น้ำก็มีกุ้งด้วย ทว่าเป็นกุ้งเล็ก  ไม่มีกุ้งใหญ่เลย  กุ้งตัวเล็กมีขนาดยาวประมาณ 1 นิ้ว ลำตัวมีขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียว กุ้งแบบนี้ต้องใช้ตาข่ายชนิดพิเศษช้อนจับเท่านั้น  ส่วนมากเอามาใช้เป็นเหยื่อตกปลา  ทั้งยังจับได้ยาก และไม่คุ้มเหนื่อยด้วย

 

          สองพี่น้องกำลังจับกุ้งน้ำจืดกันอย่างสนุกสนาน  เพียงเห็นร่องรอยพวกมันตามแนวก้อนหิน  พอเขยื้อนหินเบาๆ  พวกมันก็จะกระโดด เด้งดีดตัวขึ้นมาบนผิวน้ำให้จับกันอย่างมากมาย  กุ้งตัวใสๆกระทบกับแสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงมา  สะท้อนแสงสดใสเป็นประกายอย่างหาใดเปรียบ

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top