ขนาดตัวอักษร

24.โอกาสค้าขายมาถึงเแล้ว

 40 Views

          มี่อ้าวแอบคิดสาระตะในใจเงียบๆ  ข้าวหนึ่งตะกร้าอย่างน้อยมีค่ามากกว่าสี่จิน ดีไม่ดีอาจมีค่าถึงห้าจิน  เมื่อรวมกับพืชผัก  มันเทศและสิ่งอื่นๆ  น่าจะเพียงพอให้ทั้งคู่กินไปได้ราวครึ่งเดือนเลยทีเดียว

          โอกาสได้ข้าวมาอย่างง่ายดาย  เพียงแค่มือเอื้อมมาถึงแล้ว  หากไม่มัวแต่ไว้ท่าแบบโง่ๆ  ก็คงจะไม่อดอยากปากแห้งเป็นแน่

          “เรื่องนี้ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้”  มี่อ้าวทำท่าคิดสักครู่ พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ของเหล่านี้ ก็มอบให้ข้าและลุงตามใจเจ้า  ส่วนวันพรุ่งนี้ข้าจะไปบ้านลุงพี่ชายของแม่เจ้ากับเจ้าด้วย จะได้ไปบอกกล่าวขออนุญาตพวกเขา  หลังจากเจรจาจบแล้ว  พวกเจ้าก็ค่อยเดินทางไกลไปป่าที่เขาเซียนเติ้งซาน  การแจ้งให้ผู้หลักผู้ใหญ่ในครอบครัวรับรู้นับว่าสมเหตุสมผลดี”

          เหลียนฟางโจวและเหลียนเจ๋อพลันหันมามองหน้ากัน  พวกเขาไม่คิดว่ามี่อ้าวจะกล่าวออกมาเช่นนี้

          เจตนาของมี่อ้าวพวกเขาต่างรู้ดี  เพราะการไปแจ้งผู้ใหญ่ของตระกูล  เพื่อให้ผู้ใหญ่เห็นด้วย  หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นมา   ทางสกุลซุนจะได้ไม่ต้องรับผิดชอบกับชะตากรรมของพี่น้องคู่นี้

          มี่อ้าวรู้สึกกังวลว่าเหลียนฟางโจวจะไม่เข้าใจและยอมรับเงื่อนไขที่นางเสนอมา

          ทว่า การไปเยี่ยมเยียนลุงและป้าใหญ่ผู้เรื่องมากนี้

          เหลียนฟางโจวไม่รู้ว่าควรจะไปเจรจาอย่างไรดี  ถึงจะไม่เกิดปัญหา

          อย่างที่รู้กัน  ถึงแม้ทั้งสองพี่น้องจะผจญเวรกรรมกับลุงลี่และป้าเฉียวที่มาข่มเหงรังแกพวกเขาอย่างน่าละอายมาหลายต่อหลายครั้ง   คนภายนอกส่วนใหญ่มักไม่ค่อยรับรู้  ดังนั้นภาพพจน์ของญาติผู้ใหญ่ทั้งสองจึงยังดูน่าเชื่อถืออยู่

          สองพี่น้องจึงภาวนาให้ลุงและป้าไม่นึกครึ้มอยากแสดงตนเป็นญาติผู้ใหญ่ของพวกเขาขึ้นมาจริงๆก็พอ

          หากพวกเขามีญาติผู้ใหญ่ประเภทที่  ถึงแม้มีคนของสกุลหัวมาคอยข่มเหงรังแกถึงประตูบ้านหลานของตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า  แล้วก็ไม่เคยมาช่วยเหลือปกป้อง  หรือไม่เคยช่วยพูดเจรจาแม้แต่เพียงครึ่งคำเลย  เช่นนี้ก็อย่ามีเสียดีกว่า

          คนเช่นนี้นั่นหรือ?  ในสายตาคนนอกกลับมองเป็นญาติผู้ใหญ่ของพวกเขาจริงๆ   เหลียนฟางโจวคิดแล้วได้แต่ยิ้มเยาะในใจ

          ฝ่ายเหลียนเจ๋อนั้นรู้สึกร้อนรนขึ้นมา  กำลังจะเอ่ยปากพูด   ทว่าเหลียนฟางโจวกลับดึงรั้งน้องชายที่กำลังวุ่นวายใจเบาๆ   เธอพยักหน้าให้มี่อ้าวพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ตกลง  เช่นนั้นวันพรุ่งนี้  ท่านป้าซุนได้โปรดไปเรียกข้า  แล้วเราค่อยไปบ้านป้าใหญ่เพื่อแจ้งเรื่องเดินทางด้วยกัน”

          เหลียนฟางโจวยิ้มแย้มแจ่มใส  ดูหน้าตาสดชื่นมาก

          “ตกลง เช่นนั้นเอาตามที่เจ้าว่า!” มี่อ้าวโล่งใจขึ้นเล็กน้อย  พยักหน้าพร้อมรอยยิ้มอย่างชื่นมื่น

        ครั้นแล้ว ซุนฉางซิงก็คลี่ยิ้มพลางกล่าว  “เจ้ามาได้จังหวะดีจริงๆ  หากมะรืนนี้อากาศดี  ข้าก็วางแผนจะไปอยู่แล้ว!”

          “จริงๆรึ?  ช่างดีจริงๆ!  พวกเราโชคดีจริงๆ!” ดวงตาเหลียนฟางโจวเป็นประกาย พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

          “ฮ่าฮ่า ” ซุนฉางซิงอดหัวเราะตามไปด้วยไม่ได้

          เมื่อเห็นทุกฝ่ายบรรลุข้อตกลงกันได้  เหลียนฟางโจวและเหลียนเจ๋อจึงกล่าวคำอำลา  เหลียนฟางโจวจำต้องทิ้งข้าวให้สองสามีภรรยานี้ไว้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

          แรกๆมี่อ้าวก็ดีอกดีใจ  แต่ต่อมาชักมีลังเลเล็กน้อยจึงเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “นี่..อาจไม่ถูกต้องนัก  เจ้ายังไม่รู้เลยว่าป้าใหญ่  จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ที่พวกเจ้าจะไป….”

          “ไม่เห็นด้วยได้อย่างไร!” เหลียนฟางโจวยิ้มแย้มพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่มนวลเบาสบาย “ท่านลุงซุนไม่ใช่คนที่ไว้ใจไม่ได้รึ?  อีกทั้งเราพี่น้องมีความละเอียดรอบคอบเช่นนี้  ไหนเลยป้าใหญ่จะไม่เห็นด้วยกับเราเล่า!”

          โดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยคำใดต่อไป  เด็กสาวบรรจงวางแตงโมอย่างระวังบนโต๊ะ เอ่ยพร้อมยิ้ม “เช่นนั้น ขอวางของไว้ที่นี่นะ!”

          “ฮ่า ฮ่า นั่น..ฮ่าฮ่า!” มี่อ้าวถูมือไปมา  เก็บถ้อยคำปฏิเสธกลืนลงคอไปทันที

          เหลียนฟางโจวไม่ปล่อยให้มี่อ้าวมีโอกาสเอ่ยถ้อยคำใดต่อ  เธอกล่าวคำอำลาด้วยท่าทียิ้มแย้ม  พลางดึงเหลียนเจ๋อออกเดินไปทันที

          “พี่ใหญ่” ระหว่างทาง เหลียนเจ๋อผู้เต็มไปด้วยความกังวลกล่าวว่า “ป้าใหญ่จะเห็นดีด้วยจริงหรือ?  ทว่า เรา-”

          ทางฝ่ายเหลียนฟางโจวกลับรู้สึกมั่นใจ  จึงเหยียดยิ้มพูดเสียงเบาว่า “เรื่องนี้รึ  นางย่อมเห็นด้วยแน่นอน อะแฮ่ม บางที ดีไม่ดีนางอาจตั้งตารอดูเรา ได้ประสบหายนะข้างหน้าก็เป็นได้!”

          ในใจของเหลียนเจ๋อพลันบีบรัด  ใบหน้าพลันเปลี่ยนสีไปด้วย  เมื่อเห็นความรู้สึกฉายชัดในดวงตาของเหลียนฟางโจว  หากการเดินทางครั้งนี้เกิดปัญหาขึ้น

          “ทำใจให้สบาย” เหลียนฟางโจวยิ้มให้เขาบางๆ พลางกล่าว “เราจะกลับมาโดยสวัสดิภาพแน่นอน!”

          ไฉนจะไม่รู้เล่า  เมื่อเหลียนเจ๋อได้เห็น  สีหน้ามั่นอกมั่นใจ และไม่ทุกข์ร้อนของนาง  ใจเขาก็พลันมั่นคงทันใด

          “ข้าเชื่อในตัวพี่ใหญ่” เด็กหนุ่มเอ่ยเบาๆ

          เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง  ไมได้เป็นดังที่เหลียนฟางโจวคาดเอาไว้  เมื่อวันถัดมาเธอไปเคาะประตูรั้วบ้านของลุงลี่และป้าใหญ่พร้อมมี่อ้าว  เธอยิ้มและกล่าวทักทายเฉียวซื่อ  พร้อมทั้งสอบถามสารทุกข์สุขดิบ  เฉียวซื่อจ้องมองนางอย่างประหลาดใจ แล้วกระแอมเบาๆตามลำดับ  แล้วกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย “เจ้าจะไปไหนย่อมเป็นเรื่องของเจ้า  ดูแลตัวเองได้นับว่าดี  ร่างกายพวกเจ้าก็แข็งแรงดี  แล้วจะให้เราทำอันใด?”

          มี่อ้าวอยากพูดอะไรด้วยสักหน่อย  เหลียนฟางโจวรีบพูดรวบรัดว่า “ป้าใหญ่พูดมาเช่นนี้แล้วพวกเราก็รู้สึกโล่งอก!  ป้าซุน  พวกเราไปกันเถิด!”

          มี่อ้าวนิ่งงัน  พลันคิดถึงข่าวลือที่ได้ยินมาโดยบังเอิญ  ยิ่งเมื่อคืนเพิ่งรับข้าวเปลือกอย่างยินดีปรีดาไป  จึงทำให้นางนอนไม่หลับ  ผลก็คือนางเริ่มลังเลกับสิ่งที่เหลียนฟางโจวได้พยายามโน้มน้าวมา

          เพราะจริงๆแล้ว  นางยังไม่ได้แจ้งญาติผู้ใหญ่ของพวกเด็กสกุลเหลียนเลยสักแอะ

          มี่อ้าวคิดในใจ

          เพราะว่าต้องเดินทางไกลขึ้นเขาในวันรุ่งขึ้น  วันนี้เหลียนฟางโจวและเหลียนเจ๋อจึงไม่ออกไปไหน  ทั้งสองพักผ่อนอยู่กับบ้าน  เหลียนฟางโจวต้องบอกความจริงและแจกงานบ้านให้เหลียนเช่อและเหลียนฟางฉิงรับผิดชอบ  ในช่วงที่พี่ทั้งสองไม่อยู่

          เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น   ท้องฟ้ายังมืดอยู่  เหลียนฟางโจวและเหลียนเจ๋อรีบลุกจากที่นอน

          เมื่อเปิดประตูออกมา   อากาศหนาวเย็นในยามเช้ามืดพรั่งพรูเข้ามา  แทรกซึมถึงกระดูก  พวกเขาก่อไฟทำอาหารง่ายๆกินอย่างเร่งรีบ   พร้อมทั้งขนกระสอบป่านที่เตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อเย็นวานไปด้วย

          เหลียนฟางโจวได้ถามซุนฉางซิงเมื่อวานนี้  ว่าต้องนำสิ่งอื่นใดติดตัวไปด้วย เช่นพวกของแห้ง น้ำดื่ม หรือไม่?

          พรานป่าซุนฉางซิงพลันโบกมือ เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ไม่ต้องใช้! ในภูเขามีตาน้ำที่ใสสะอาดที่สุด  ในฤดูกาลนี้  ในป่าจะมีผลไม้ป่ามากมาย  ทั้งฮ่วยซัว(สาคูจีน)ก็มีไม่ขาด  ยังจะนำของแห้งไปด้วยอีกหรือ?”

          มันอาจจะเป็นอย่างที่เขาว่า  ทว่าเหลียนฟางโจวกลับคิดว่า  นี่เป็นการเดินทางไกลครั้งแรกของสองพี่น้อง   พวกเขาไม่คุ้นชินเหมือนซุนฉางซิง  เกรงว่าหากไม่เตรียมเสบียงมาบ้าง  หากหิวจัดขึ้นมา จะเกิดความขลุกขลักเอาได้

          อีกทั้งพวกเขาไม่คุ้นเคยกับเขาเซียนเติ้งซาน  ต้องพึ่งพิงแต่ซุนฉางซิง  เช่นนี้อาจก่อความรำคาญให้คนนำทางได้  จึงคิดว่าควรจะเตรียมอันใดเผื่อเป็นสินน้ำใจให้เขาดีหรือไม่?

          ด้วยเหตุนี้  ครั้นแล้วเธอจึงกัดฟัน ต้มไข่ 5 ฟอง ห่อข้าวด้วยใบไผ่ไป 3 ห่อ เก็บไข่สองฟองให้เลียนฟางฉิงและเหลียนเช่อ  อีกสามฟองห่อด้วยผ้าสะอาดอย่างบรรจง  พร้อมกับห่อข้าวปั้น 3 ห่อ หิ้วไปด้วยอย่างระมัดระวัง

          ก่อนออกจากบ้าน เหลียนฟางโจวปลุกเหลียนเช่อและเหลียนฟางฉิงเบาๆ  ว่าจะออกเดินทางไปกับเหลียนเจ๋อ

          น้องเล็กทั้งสองคนเป็นเด็กฉลาด  หรี่ตาปรืออย่างง่วงงุนรับรู้พลางกล่าวว่า “พี่ใหญ่และพี่รองกลับมาเร็วๆนะ”

          ยามนี้ตรงขอบฟ้าเป็นสีน้ำเงินเข้ม  ตัดกับดวงดาวที่สุกสกาวสว่างกระจ่างชัด  มองคล้ายกับละอองน้ำแข็งบนฟากฟ้า

          ที่ขอบฟ้าข้างหน้า มีดาวเคราะห์ที่ดูเหมือนสว่างเจิดจ้าเป็นพิเศษ  นั่นคือดาวประกายพรึก(ดาวศุกร์)

          สองพี่น้องหญิงชายเดินตรงไปยังหมู่บ้านของหลานชายล่งซิงเจีย  อาศัยแสงดาวนั้นนำทาง  เดินมาไม่นาน  ครั้นแล้วจึงเห็นกระท่อมเรืองแสงสีเหลืองซืดๆอยู่ไม่ไกล

          “ท่านลุงซุน!” เหลียนฟางโจวและเหลียนเจ๋อเดินเข้าไปหาด้วยรอยยิ้ม

          “อ้าว มากันแล้ว!”  ซุนฉางซิงหัวเราะเบาๆ  พยักหน้าให้พวกเขา  พลางกล่าว “กำลังพูดถึงพวกเจ้าอยู่พอดีเลย!  ไป…พวกเราออกเดินทางกันเถิด!”

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top