ขนาดตัวอักษร

23.สกุลซุนครอบครัวนายพราน

 45 Views

       เหลียนเจ๋อเงยหน้าขึ้นสบตา “พี่ใหญ่  ท่านอยากไปจริงๆรึ?”

           เหลียนฟางโจวพยักหน้า คลี่ยิ้มพลางเอ่ยว่า “ใจเย็นๆ! ชายแซ่ซุนไปที่นั่นหลายต่อหลายครั้งไม่ได้กลับมาด้วยดีหรือไร?  แถวไหนที่ไปได้?  หรือที่ใดไม่ควรไป?   หรือพวกเราจะเดินเข้าไปในป่านั้นได้หรือไม่?  เขาย่อมรู้ชัด!  หากไปกับเขา  คงจะไม่เกิดเรื่องร้ายเป็นแน่!”

          เหลียนเจ๋อไม่อาจเกลี้ยกล่อมนาง  จึงได้แต่ครางออกมาอย่างกลัดกลุ้ม “เฮ้อ….”

          ส่วนเหลียนฟางโจวนั้นกวาดตามองไกลๆไปรอบทิศ  จึงค้นพบว่า นอกจากป่าที่มีเป็นหย่อมๆแล้ว ยังมีผืนดินที่ถูกทิ้งรกร้างว่างเปล่า ทั้งใหม่และเก่าหลายแห่ง แต่ละแห่งเต็มไปด้วยพุ่มไม้แคระแกรน และวัชพืชขึ้นรก  พื้นดินทิ้งร้างเหล่านี้เหมาะจะนำมาฟื้นฟูปรับปรุงให้เป็นผืนดินสำหรับเพาะปลูกพืชผลทางการเกษตรนัก

          หญิงสาวอดมีประกายความปรารถนาพาดผ่านในดวงตาไม่ได้  เมื่อวิเคราะห์ดูแล้ว  นี่เป็นสภาพที่พบเห็นได้ทั่วไปในยุคสมัยโบราณ  หากมาอยู่ในยุคปัจจุบันแล้ว  ไม่เพียงแต่บรรดาผืนดินทิ้งร้าง  แม้แต่ผืนป่าก็คงถูกนำมาใช้ประโยชน์เสียสิ้น

          “มีผืนดินที่ถูกหักร้างถางพงหลายแห่ง  น่าเศร้าใจนักที่เราไม่มีกำลังพอ  หากสามารถพลิกฟื้นผืนดินพวกนี้ได้คงดียิ่ง!  พวกเราจะสามารถปลูกพืชผลได้อีกหลายอย่าง ! “ เหลียนฟางโจวอดถอนหายใจเบาๆไม่ได้

          “พี่ใหญ่”  เหลียนเจ๋อเหลือบตามองนาง พลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม  “ที่ไหนจะง่ายเพียงนั้น!  การจะพลิกฟื้นผืนดินเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ย่อมต้องการการตรวจสอบ  นอกจากต้องส่งรังวัดและประมาณมูลค่า  แล้วยังต้องจ่ายค่าธรรมเนียมอีกด้วย  จากนั้นต้องส่งเรื่องไปยังหน่วยงานเทศมณฑล  ให้ออกโฉนดที่ดิน  นี่จึงจะถือครองกรรมสิทธิ์ได้

          “ต้องขอเงินกันด้วย!” เหลียนฟางโจวเข้าใจ  ไม่สงสัยเลยว่าไฉนไม่มีผู้ใด  ฟื้นฟูผืนดินรกร้างว่างเปล่ากัน!

          ผืนดินหนึ่งมู่(160 ตารางวา)ต้องใช้เงินเท่าใด?”  หญิงสาวถามขึ้นทันใด

          “เรื่องนี้  ข้าเองก็ไม่รู้”  เหลียนเช่อส่ายหัวพลางเอ่ยว่า “ไม่ว่าจะเป็นเงินเท่าใด  กรณีเช่นเรา  คงไม่อาจจับจองเองได้ในยามนี้!”

          เหลียนฟางโจวคลี่ยิ้มพลางกล่าว “หากเรามีเงินขึ้นมาจริงๆ  เราก็สามารถลองทำได้  หากจะลองจับจองดูจริงๆ  ก็น่าจะเป็นพื้นที่แถบเขตภูเขา  ไม่ใช่พื้นที่เพาะปลูกที่ไม่อุดมสมบูรณ์เช่นนี้  ข้าคาดว่าพื้นที่ดังกล่าวน่าจะถูกกว่าผืนดินทั่วไปด้วย!”

          จ่ายเงินเพื่อให้สามารถออกโฉนดได้  นับเป็นสิ่งที่น่าลองทำ…..

          “ทว่ามันอาจจะไม่คุ้มค่าก็เป็นได้” เหลียนเจ๋อโพล่งขึ้นมา “หลังจากพลิกฟื้นและจับจองที่ดินรกร้างเป็นที่ดินทำกินแล้ว  ย่อมต้องมีภาระจ่ายภาษีทุกๆปี!  ไม่แน่ว่าที่ดินหนึ่งมู่อาจต้องเตรียมเงินค่าภาษีไว้  300 เหวิน”

          “…”   ยุคโบราณแต่เดิม มีการเก็บภาษีมากมายหลายประเภท!  หากมีธนาคารทางด้านารเกษตรให้กู้ คงจะดีไม่น้อย!

          พี่น้องทั้งสี่วุ่นกับภารกิจอยู่พักใหญ่  ในที่สุดก็ขุดมันเทศออกมาได้ทั้งหมด  เหลียนเจ๋อและเหลียนฟางโจวนำมันเทศมาใส่ตะกร้า  ส่วนเหลียนฟางฉิงและเหลียนเช่อก็เอาตะกร้าสานไม้ไผ่มาด้วย ทุกคนต่างหิ้วตะกร้าใส่มันเทศด้วยแขนข้างหนึ่ง

          พวกเขาช่วยกันขนมันเทศไปและกลับอย่างน้อยสี่เที่ยว ประหนึ่งตัวเองเป็นมดงาน  ด้วยความพยายามอย่างยากลำบาก  ในที่สุดพวกเขาก็นำมันเทศกลับบ้านได้หมด

          เหลียนฟางโจวกองมันเทศเป็นกองสูง ในห้องใต้หลังคาจนเสร็จสิ้น

          การเก็บมันเทศในห้องใต้หลังคาที่แห้ง  จะทำให้มันไม่เน่าเสียง่าย  เหลียนฟางโจวทำให้การเก็บรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น  ยิ่งไปกว่านั้นความชื้นในหัวมันเทศจะค่อยๆระเหยออกไปอย่างช้าๆ  น้ำตาลในมันเทศนั้นจะตกผลึกมากขึ้น  ยิ่งปล่อยไว้  เมื่อถึงเวลากินจะยิ่งหวานขึ้น

          สำหรับกรรมวิธีการกินมันเทศนั้นมีหลายวิธี  นอกจากจะต้มเป็นโจ๊กหรือเผาในเตาแล้ว  ยังสามารถนำมาเชื่อม  หรือนำมาฝานเป็นชิ้นบางๆแล้วทอดในน้ำมันได้ด้วย   นอกจากนี้ยังสามารถนำไปนึ่งและหั่นเป็นชิ้นๆแล้วนำไปตากแดดให้แห้ง  หากนำไปบดจนเป็นผงจนกลายเป็นแป้งมันเทศ  หรือนำมาบดเป็นเนื้อมันเทศ  จะสามารถนำไปทำเค้กและขนมอบหลากหลายรสชาติ …

          ทว่าเมื่อหันกลับมามองสถานการณ์การเงินของสกุลเหลียนในทุกวันนี้  กรรมวิธีการกินของเหลียนฟางโจวคงทำได้เพียงแต่คิดเท่านั้น

          แป้งมันเทศและเค้กมันเทศและขนมอบไม่ได้เป็นสิ่งที่อยู่ห่างไกลเกินเอื้อม  หากจะนำไปเชื่อม  แล้วน้ำตาลเล่า?  ครั้นจะไปทอดในน้ำมัน  ต้องใช้น้ำมันแค่ไหน?  เหลียนเจ๋อคงได้กินหัวนางเป็นแน่!

          สิ่งที่ทำได้กับมันเทศครานี้คือ นำไปตากแห้ง

          โครงการมากมายในหัวของเธอครานี้ยังไม่อาจทำได้  เพราะติดที่กระบวนการ  ถึงแม้จะสามารถนำมันเทศมาประกอบอาหารได้หลากหลายขึ้น  มีรสชาติดีขึ้น  แต่โดยพื้นฐานแล้ว  ส่วนใหญ่จะเป็นอาหารทานเล่นระหว่างมื้อ  ไม่สามารถทำให้อิ่มท้องได้!  ทุกวันนี้พวกเขาพี่น้องกินมันเทศเพื่อให้ท้องอิ่มเท่านั้น!

          เพราะฉะนั้น  เธออาจหาโอกาสทำอาหารทานเล่นหลายสิบอย่างนี้  ในช่วงเวลาสำคัญเช่น ฉลองเทศกาลปีใหม่

          หลังกินมื้อเย็นเสร็จเร็วกว่าปกติ  เหลียนฟางโจวบังคับให้เหลียนเจ๋อพาไปนอกเมืองเพื่อไปหาหลานชายหลงซินเจียด้วยกัน  จุดประสงค์เพื่อถามเรื่องเขาเซียนเติ้งซาน

          หลานชายหลงซินเจียเป็นครอบครัวที่มาจากต่างแคว้น  ไม่มีที่ดินทำกินของตนเอง  มีที่ปลูกบ้านเล็กน้อยเพียง  2-3 มู่  นับว่ายากจนกว่าสกุลเหลียนเสียอีก  ดำรงชีวิตอยู่ในกระท่อมหลังคามุงหญ้าแห้ง  ทำให้คาดเดาได้ว่าสภาพครอบครัวนี้ขัดสนเพียงใด

          ทว่าครอบครัวนี้กลับทำให้เหลียนฟางโจวชื่นชมอย่างที่สุด  หลานชายที่ชื่อชางซิงกับภรรยาทั้งคู่อยู่กันตามอัตภาพ กัดฟัน ส่งซุนหมิงบุตรชายอายุเพียง 13 ปี ไปเรียนหนังสือในเมือง  ได้ยินมาว่ามีผลการเรียนดี  และจะเรียนจบในปีหน้า  เป็นหนึ่งในห้าของนักเรียนที่จะได้ทุนเรียนต่อ

          ด้วยเพราะว่าทั้งคู่ต้องมีภาระใช้เงินทุกๆปีเพื่อเหตุผลดังกล่าวนี้  เพราะฉะนั้นจึงไม่สามารถซื้อผืนดินทำกินอันอุดมสมบูรณ์ได้  ทำให้ชางซิงต้องเสี่ยงชีวิตไปล่าสัตว์ที่เขาเซียนเติ้งซานครั้งแล้วครั้งเล่า

          เหลียนฟางโจวและเหลียนเจ๋อมาถึงยามที่  ทั้งคู่สามีภรรยากำลังนั่งประจำโต๊ะเก่าๆกินอาหารมื้อเย็นกันอยู่

          บนโต๊ะไม่เห็นว่ามีผักสดอันใด  มีเพียงผักดองจานเล็กๆสีคล้ำ  โจ๊กมันเทศสองถ้วย

          เหลียนฟางโจวร้องเรียกพลางส่งยิ้ม “ท่านลุงซุน”  ทั้งชางซิงและภรรยามี่อ้าว ต่างตะลึงงัน

          “!” เขากับภรรยารีบยกมือเช็ดปาก ผุดลุกขึ้นยืนเล็กน้อย  เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “นี่ไม่ใช่เหลียนฟางโจวและเหลียนเจ๋อหรอกรึ?  พวกเจ้ามามี…..”

          ซุนฉางซิงเป็นคนต่างแคว้น   เขาจะสุภาพกับทุกคนในหมู่บ้าน   เนื่องจากอาศัยอยู่ใกล้ๆหมู่บ้าน  โดยทั่วไปแล้วเขาจะไม่ค่อยสุงสิงกับคนในหมู่บ้านเท่าใดนัก

          อย่างเช่นในเวลานี้ เขาค่อนข้างมึนงง  คิดไม่ออกว่าพี่สาวคนโต และน้องชายคนรองของสกุลเหลียน มาเกี่ยวข้องกับเขาตอนไหน?

          จากที่เห็น ซุนฉางซิงอดมองภรรยาตนเองไม่ได้ ว่าเป็นผู้เชิญสองพี่น้องมาหรือไร?

          มี่อ้าวก็สงสัยเหมือนกัน  สั่นหัวให้สามีช้าๆ

          ครั้นแล้วซุนฉางซิง ก็หัวเราะให้พวกเขา  มี่อ้าวก็ยิ้มทักทายพลางนั่งลง “ที่บ้านข้าไม่ค่อยเรียบร้อย  อย่าได้ถือสาเลยนะ!”

          “ท่านลุงซุน  ท่านป้าซุนเกรงใจเกินไปแล้ว!  แท้จริงแล้วพวกเรามารบกวนพวกท่านตอนเวลามื้ออาหาร!  พวกท่านกินให้เสร็จก่อนเถิด  พวกข้าจะรอคอยพูดคุยธุระ  พวกท่านจะได้ไม่กินข้าวสาย!”  เหลียนฟางโจวกล่าวพร้อมรอยยิ้มขออภัยกับเรื่องดังกล่าว  แล้วฉุดเหลียนเจ๋อให้นั่งลง

          ซุนชายชางซิงไม่รู้จุดประสงค์ในการมาของสองพี่น้อง  แล้วเขาจะกินข้าวลงได้เช่นไร?  จึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ไม่เป็นไร  พวกเจ้าพูดธุระของเจ้าก่อนเถิด!”

          เหลียนฟางโจวเห็นเขาดูสับสนวุ่นวาย  จึงไม่อ้อมค้อม  เธอเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “ ไม่ทราบว่าท่านลุงซุนจะไปเขาเซียนเติ้งซานอีกเมื่อใด?  พวกเราจะขอไปกับท่านลุงซุนด้วย”

          “อะไรนะ?” ซุนฉางซิงและมี่อ้าวเบิกตากว้าง อึ้งงัน

          “เจ้าพูดว่าอันใดนะ?”  ซุนฉางซิงประหลาดใจแบบคาดไม่ถึง “พวกเจ้าต้องการไปเขาเซียนเติ้งซานรึ? ใช่หรือไม่?”

          สีหน้าเขารู้สึกระแวดระวังขึ้นทันใด  เป็นไปได้หรือที่พี่น้องคู่นี้ต้องการไปล่าสัตว์?  พวกเขาทำได้จริงๆรึ?   …

          นั่นไม่ดีแล้ว  เขาเองไม่อยากมีคนมาหารเพิ่มด้วย!

          “แน่นอน พวกเราไม่ได้ต้องการไปล่าสัตว์  จะมีใครมีความชำนาญในเรื่องนี้กว่าท่านลุงซุนเล่า!”  เหลียนฟางโจวชี้แจงด้วยรอยยิ้ม  “พวกเราแค่ต้องการไปดูว่า  มีเห็ดและมีพืชผลอื่นๆบนภูเขาไหม?  จะได้นำมาทำเป็นอาหารฉลองเทศกาลปีใหม่”

          เธอกล่าวเพิ่มเติม “สถานการณ์ในครอบครัวพวกเรา  พวกท่านคงทราบดี…..”

          ซุนฉางซิงและมี่อ้าวอดมองหน้ากันและกันไม่ได้  และก็อดเห็นใจไม่ได้ด้วย

          แม้ทั้งสองครอบครัวจะมีสถานการณ์แวดล้อมไม่เหมือนกัน  ทว่าครอบครัวที่สุขสบาย  ย่อมสุขสบายเหมือนๆกัน  ส่วนครอบครัวที่อาภัพอับโชค  ย่อมมีแต่โชคร้ายมาหาไม่ได้ขาด

          พวกเขาทั้งสองเป็นพวกอาภัพอับโชค พูดได้เลยว่าคงพบเจอแต่ความลำบาก  ถ้อยคำของเหลียนฟางโจวดูจะกระตุ้นให้พวกเขาเห็นอกเห็นใจได้ง่าย

          ซุนฉางซิงถอนใจเบาๆ เกือบจะตอบรับ  มี่อ้าวผู้ภรรยาพลันสะดุ้ง  รีบชิงเอ่ยขึ้น  “นี่? เจ้าสองคนพี่น้องยังเด็กอยู่  แล้วหนทางไปยังเขาลูกนั้นก็ค่อนข้างไกลนัก  พวกเจ้าจะเดินกันไหวหรือ?  ยิ่งไปกว่านั้น ที่นั่นมันอันตรายเกินไป!”

          มี่อ้าวพูดไปพร้อมส่งสายตาเป็นสัญญาณให้สามีไม่หยุด

          ไม่ว่าอย่างไรเหลียนฟางโจวและเหลียนเจ๋อไม่มีทางทำอะไรพวกนางได้?  สกุลพวกเขาเป็นคนต่างแคว้น  การไปช่วยคนต้อยต่ำลำบาก  ที่ไหนพวกเขาจะไปหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัวกันเล่า?

          ซุนฉางซิงเข้าใจความหมายของภรรยาทันที “ฮ่าฮ่า” จึงหัวเราะเพื่อต้องการบอกปัด  เหลียนฟางโจวรีบพูดด้วยรอยยิ้ม “ท่านลุงซุน ท่านป้าซุน แท้จริงแล้ว ข้าขอแค่เพียงให้ท่านลุงซุนนำทางพวกเราให้สามารถไปเองได้  พวกเราสองพี่น้องหาใช่คนไร้เดียงสา  จะไปคอยวิ่งวุ่นก่อความเดือดร้อนในสถานที่นั้นรึ?  ยิ่งไปกว่านั้น  ท่านพาพวกเราไปที่นั่นแค่ครั้งเดียว  ครั้งเดียวเท่านั้นก็พอ!  แล้วท่านก็รออยู่แถวนั้น”

          เหลียนฟางโจวกล่าวเสร็จ ก็หันไปมองรอบๆ แล้วเดินออกไป  จากนั้นเธอก็ขนข้าวหนึ่งตะกร้ามาวางไว้ที่ทางเข้าตรงประตู  และตามมาด้วยแตงโมที่หั่นครึ่ง  สามารถมองเห็นเนื้อที่ชุ่มฉ่ำภายในได้

          “พวกเราสองพี่น้องละอายนักที่ทำให้การเป็นผู้นำทางของท่านลุงซุนต้องเป็นหมัน  เรื่องของเรื่องคือพวกเราไม่คุ้นเคยกับเขาเซียนเติ้งซาน  จึงต้องการถามทางท่านลุงซุน   อยากให้ท่านแนะนำเราว่ามีที่ใดที่เราต้องระวังบ้าง  ที่ใดไปได้  ที่ใดไปไม่ได้!   เฮ้อ..ข้าวนี้คงไม่สามารถให้ได้แล้ว  เชิญท่านลุงซุนและป้าซุนตามสบายเถิด  ไม่ต้องส่งพวกข้า…”  เหลียนฟางโจวยิ้มให้อย่างเก้อเขิน

          ซุนฉางซิงและมี่อ้าวเห็นข้าวหนึ่งตะกร้าอดจับจ้องด้วยตาเป็นประกายไม่ได้

          ข้าว..ถือเป็นของที่แพงอย่างน่าเวทนาที่สุดและเป็นของหายากที่สุดสำหรับคนที่ไม่เคยมีผืนนาข้าวเป็นของตนเอง  เห็นข้าวแล้วก็เหมือนกับเห็นเงินทำให้ตาพวกเขาเป็นประกายอย่างอดไม่อยู่  หัวใจพลันเต้นโครมคราม นี้คือสิ่งที่น่าหลงใหล  ชวนให้หลงใหลอย่างที่สุด

            นับว่าสาวน้อยคนนี้ ขอร้องสำเร็จแล้ว!

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top