ขนาดตัวอักษร

22.ปรับปรุงผืนดินต้องลงแรง

 51 Views

         “ฮ่า..ฮ่า เด็กสาวผู้นี้นับวันจะพูดเก่งขึ้นๆนะ! ขอบใจ  ขอบใจ  ทว่าก็ขอให้เจ้านึกถึงตัวเองให้มาก  เอาล่ะแยกย้ายกลับกันได้แล้ว!” ป้าจางหัวเราะเบาๆพลางเอ่ย “ในภายภาคหน้า พวกเจ้าอย่าได้หักโหมจนเกินกำลังไปนัก  หากมีงานที่ต้องใช้แรงกายอย่างหนัก  ก็จงแจ้งพวกเรามา  ข้าจะให้ลุงลี่และพวกข้าสามคนรวมทั้งลูกชายคนโตข้ามาช่วยพวกเจ้าสี่พี่น้อง!  เจ้าเป็นพี่คนโตของครอบครัวจะแข็งแกร่งพอหรือไร?  น้องชายคนรองเจ้าก็ยังเล็ก  กระดูกคงยังอ่อนอยู่มาก  อย่าได้หักโหมเกินไปนัก!  เพราะนี่เป็นเรื่องใหญ่มีผลไปทั้งชีวิต!”

          “อา ป้าจางโปรดวางใจเถอะ  ข้าจะดูแลเหลียนเจ๋ออย่างดี!”  เหลียนฟางโจวยิ้มพยักหน้ารับคำด้วยจิตใจที่อบอุ่น

          ป้าจางเห็นความตั้งใจมุ่งมั่นของนางจึงไม่เอ่ยประโยคที่เหลือ  ทว่านางก็อดถอนหายใจเบาๆไม่ได้  ยามนี้ยังไม่เหมาะที่จะพูดสิ่งใด  จึงกล่าวต่อไปอีกเพียงสองสามคำ ครั้นแล้วจึงจากไป

          “ไปกันได้แล้ว! เรากลับบ้านไปพักผ่อนกัน! พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า!” เหลียนฟางโจวยิ้ม มือหนึ่งจับเหลียนฟางฉิงอีกมือฉุดเหลียนเช่อ

          “พี่ใหญ่ พี่ใหญ่ พวกเราชนะแล้วใช่หรือไม่?  ส่วนหลิวซื่อจอมวายร้ายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้!  เหลียนฟางฉิงเบิกตากลมโตกว้างพลางเงยหน้าขึ้นถาม

          “…” เหลียนฟางโจวไม่รู้ว่าจะร้องให้หรือหัวเราะดีกับสาวน้อยตัวเล็กคนนี้  ความภาคภูมิใจและความตื่นเต้นฉายชัดบนใบหน้าเล็กๆนี้  ที่ไหนนางจะรู้ถึงความน่ากลัวของเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น  หากเธอเป็นฝ่ายเพรี่ยงพล้ำขึ้นมา  ผู้ที่ได้รับความทุกข์ทรมานจากเสียงซุบซิบนินทาของผู้คนมากมายคงเป็นตัวเธอ  คงจะตกเป็นฝ่ายได้รับคำดูถูกเหยียดหยามจากทุกคนในหมู่บ้านแทน

        “สาวน้อยคนดี  กลับไปนอนได้แล้วที่รัก!  อย่าได้พูดถึงเรื่องนี้อีก  ภายหลังเจอคนสกุลฮวาก็ให้เลี่ยงๆไปซะ  รู้ไหม?”  เหลียนฟางโจวหัวเราะขณะพูด

          เหลียนฟางฉิงได้แต่ทำตาปริบๆอย่างเชื่อฟัง  พลางกระซิบเสียงเบา “ภายหน้าข้าจะไม่ปะทะกับพวกนาง…กับคนพาลเยี่ยงนั้น…

          วันต่อมาหลังอาหารมื้อเช้า  เหลียนฟางโจวและเหลียนเจ๋อไปล้อมรั้วแปลงผักด้วยกันสองคน  เธอและเหลียนเจ๋อ ตัดแต่งกิ่งไม้ให้เป็นแท่งตรง  ริดแขนงกิ่งก้านทางด้านข้างออก แล้วนำท่อนไม้สามท่อนผูกมัดติดกันให้แน่น  เหลียนฟางฉิงและเหลียนเช่อคอยยื่นส่ง ท่อนกิ่งไม้เหล่านั้นให้  ทั้งเหลียนฟางโจวและเหลียนเจ๋อนำท่อนไม้ดังกล่าวปักลงไปบนดิน  เพื่อทำเป็นรั้วล้อมแปลงผักให้รอบ

          ป้าจางและฮูหยินจ้าวลูกสะใภ้อาสาเข้ามาช่วยเหลือในการนี้  ทว่าเหลียนฟางโจวกลับยืนกรานอย่างเดียวว่านี้คืองานเบาๆ  ไม่จำเป็นต้องใช้แรงงานเพิ่ม  ป้าจางจึงจำต้องหยุดช่วยไป

          ส่วนในใจของฮูหยินจ้าวก็ไม่ได้ยินดีเข้าช่วยเหลือแต่แรก  เมื่อเหตุการณ์เป็นดังนี้  ทำให้นางโล่งใจยิ่งนัก  พลางส่งยิ้มขอบคุณให้เหลียนฟางโจว

          ทั้งสี่พี่น้องใช้เวลาช่วงเช้าล้อมรั้วแปลงผักจนเสร็จ  เมื่อถึงตอนเที่ยงจึงได้หยุดพักกันอีกครั้ง  ช่วงบ่ายเหลียนฟางโจวและเหลียนเจ๋อ  ช่วยกันพรวนดินในแปลงผัก  ทำให้ปรากฏเนินดินเป็นแถวตรงอย่างเป็นระเบียบสวยงาม  จากนั้นทั้งสองพี่น้องได้ขนขี้เถ้าในเตาไฟมาบางส่วน  รวมทั้งขอมูลไก่มาจากเล้าไก่ของเพื่อนบ้าน  นำมาคลุกเคล้าเข้าด้วยกันให้ทั่ว  ผสมกับดินที่พรวนไว้  รดน้ำให้ชุ่ม  เป็นการเตรียมพื้นที่รอไว้พรุ่งนี้  จึงจะทำการหว่านเมล็ดพันธุ์เป็นลำดับถัดไป

          ในตอนเย็น  เหลียนฟางโจวนำสิ่งของที่มารดาที่ตายไปแล้วเก็บไว้ออกมา  พบจานที่มีห่อกระดาษสีเหลืองซึ่งบรรจุเมล็ดพันธุ์ผักไว้

          ในครอบครัวนี้โดยปกติไม่มีคนที่สามารถอ่านออกเขียนได้  บนห่อกระดาษมีสัญลักษณ์เครื่องหมายที่ขีดเขียนด้วยถ่านไม้  คิดว่าท่านแม่ที่ตายไปแล้วคงทำเอาไว้ใช้แยกความแตกต่างของห่อเมล็ดพันธุ์

          ในมือของเหลียนฟางโจวครานี้ถือห่อกระดาษสีเหลืองอยู่  เมื่อคิดถึงคนที่จากไป  อดรู้สึกเศร้าใจไม่ได้

          แม้เธอไม่รู้ว่าเครื่องหมายที่ปรากฏบนห่อกระดาษสีเหลืองนั้นหมายถึงอะไร  ทว่าเธอผู้ซึ่งในชาติภพที่แล้วเกิดมาในครอบครัวที่เชี่ยวชาญทางด้านเกษตรกรรม   รอบรู้เรื่องเมล็ดพันธุ์ผักทุกชนิดเป็นอย่างดี  แค่ให้เธอมองและจับดูก็กระจ่างแก่ใจแล้ว

          ในบรรดาเมล็ดพันธุ์เหล่านี้มีเมล็ดผักกาด  ผักชี ,กะหล่ำปลี ,ผักกาดขาว ,กะหล่ำดอก และพืชผักใบเขียวอื่นๆ

          เธอเปิดดูเมล็ดพันธุ์ผักทีละห่อ เมล็ดกลมๆขนาดเหรียญเงินกลิ้งไปมาเบาๆ  เปลือกของเมล็ดบางและบางเมล็ดปริแยกออกเล็กน้อย

          หลังจากนั้น เธอไปหาจานก้นตื้นมาสามใบ ใส่เมล็ดพันธุ์ลงไปทั้งหมด  เมล็ดผักกาด และผักชีใส่แยกไว้ในจานใบหนึ่ง  เมล็ดพันธุ์อื่นที่เหลือ  เธอใส่รวมกันไว้ในจานใบเล็กๆ  และเติมน้ำลงไปตามลำดับ  เพื่อแช่เมล็ดพันธุ์ให้ปริ่มน้ำทิ้งไว้

          เมล็ดพันธุ์ที่แช่ทิ้งไว้ในช่วงเย็น   รอให้ถึงเช้าวันรุ่งขึ้นเมล็ดเหล่านี้ก็จะเปิดปากแทงยอดอ่อนออกมา ไม่เพียงแต่แทงยอดอ่อนไวขึ้นเท่านั้น  อัตราการแตกยอดอ่อนก็สูงมากขึ้นอีกด้วย

          ยามที่เหลียนฟางโจวจัดการเรื่องเหล่านี้  เหลียนฟางฉิงก็นั่งดูอยู่ไม่ห่าง  นางเอามือท้าวคาง ดวงตางดงามเบิกกว้าง  จ้องมองด้วยความสนใจใคร่รู้

          เหลียนฟางโจส่งยิ้มให้นางเป็นระยะๆ   ระหว่างตระเตรียมเมล็ดพันธุ์

        เธอวางจานทั้งสามใบบนโต๊ะ  เมื่อเช้าวันรุ่งขึ้นมาถึง  เมล็ดทั้งหลายได้ปริแยกออก  อีกทั้งยอดอ่อนต้นเล็กๆขาวๆยื่นออกมา

          เมื่อกินอาหารเช้าเสร็จแล้ว  เธอและเหลียนฟางฉิงไปที่แปลงผักด้วยกัน  ทั้งสองหว่านเมล็ดพันธุ์ผักจนเสร็จ  จึงรดน้ำให้ชุ่ม

          เพียงไม่เกินสองสามวัน  จะได้กินยอดอ่อนกะหล่ำปลีสดใหม่

          ส่วนผักอื่นๆต่างก็เจริญเติบโตสูงขึ้นประมาณสองนิ้วมือ  พวกเขาคัดเลือกแต่ต้นกล้าที่แข็งแรง และสุขภาพดี  เพื่อเตรียมย้ายไปปลูกอีกครั้ง

          เมื่อสองสามวันก่อนเหลียนฟางโจวใส่ปุ๋ยในแปลงผัก  อีกทั้งตัดแต่งต้นพริกเขียวเล็กน้อยเมื่อกลับมาดูอีกที  พบว่าต้นพริกเขียวเขียวขึ้น  ออกดอกสีขาวเล็กๆ  อีกทั้งยังออกผลเล็กๆตามมามากมาย  จิตใจของเธอพลันเบิกบานยิ่งนัก

          แม้แต่เหลียนฟางฉิงยังเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้ม  “พี่สาวช่างเก่งกาจจริงๆ!  ต้นพริกเขียวพวกนี้โตสูงขึ้นมากเลย!”

          เมื่อเห็นเช่นนั้นเหลียนฟางโจวจึงยิ้มพลางเอ่ยว่า “หากต้นพริกเขียวเติบโตเต็มที่แล้ว  พี่ใหญ่จะเก็บผลเอาไปทำใข่เจียวอร่อยๆให้กิน  ดีหรือไม่?”

          “โห! พริกเขียวอ่อนที่ไม่เผ็ดมาก  ข้าชอบกินมากที่สุดเลย!”  เหลียนฟางฉิงพยักหน้าด้วยรอยยิ้มพลางพูดขึ้น “พี่ใหญ่และพี่รองต้องกินด้วยกันนะ!”

          ยามนี้เหลียนฟางโจวต้องต้มใข่วันละหนึ่งถึงสองฟองให้น้องสาวและเหลียนเช่อกินทุกวัน  ส่วนเหลียนฟางโจวและเหลียนเจ๋อไม่กิน   ด้วยเหตุนี้เหลียนฟางฉิงจึงพูดออกมาเช่นนี้

          ใจของเหลียนฟางโจวพลันรู้สึกอบอุ่นโดยไม่รู้ตัว  เปล่งเสียงอุทานพร้อมรอยยิ้ม “ดีจัง!”

          เด็กๆพวกนี้ชอบทำให้เธออ่อนไหวได้เรื่อยๆเลย

          สองดรุณีพี่น้องปิดประตูรั้วแปลงผักและตรงกลับบ้าน  ส่วนเหลียนเจ๋อและเหลียนเช่อคงออกไปขุดมันเทศกันแล้ว  น่ากลัวว่าพวกเขาอาจกลับมาก่อนเที่ยง

          หลังจากพักสักครู่  เหลียนฟางโจวไม่รู้สึกวางใจนัก  เธอจึงให้เหลียนฟางฉิงนำทางไปหาน้องชายทั้งสอง

          แปลงปลูกมันเทศอยู่แถวเนินท่าสินค้าทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของหมู่บ้าน  ห่างไปประมาณ 5-6 ลี้  ใกล้ๆกันมีถนนอันคดเคี้ยวทอดยาวไปจนถึงตีนเขาด้วย 

          พื้นที่ประมาณ 2-3 ไร่ เป็นสถานที่ปลูกมันเทศ มีประมาณสามสี่แปลง  มีเผือกปลูกอยู่ด้วยสองสามแปลงซึ่งอีกหนึ่งเดือนจึงจะเก็บเกี่ยวได้   ส่วนพื้นที่ที่เหลือจะปลูก ถั่วฝักยาว , ถั่วเหลือง , พริกเขียวและพืชผลอื่นๆ  ยามนี้เข้าสู่ฤดูกาลใหม่แล้ว  พื้นดินครานี้เต็มไปด้วยเถาพืชแห้งเหี่ยวใบสีเหลือง ที่ดูยุ่งเหยิง

          ใกล้ๆกับเนินดิน  มีต้นลี่(แพร์)ที่มีพุ่มใบหนาปลูกไว้สองต้น  เหลียนฟางโจวคนก่อนเคยพูดไว้ว่า  ต้นลี่นี้ไม่มีประโยชน์อันใด  ให้โค่นทิ้งในปีหน้า!

          “ดอกลี่เมื่อบานแล้วงดงามมากเลย  หากพี่ใหญ่เก็บไว้ย่อมดีนัก!”  เหลียนฟางฉิงทำสีหน้ากระเง้ากระงอดเพราะไม่เห็นด้วยที่พี่สาวจะโค่นทิ้ง

          เหลียนเช่อเกาท้ายทอยพลางพูดว่า “ท่านแม่ของพวกเรา  ทุกๆปีจะหว่านเมล็ดฟักทอง และฟักเขียว และฮามี่กวา(แคนตาลูป)  ใต้ต้นลี่ แล้วปล่อยให้พวกมันเติบโตขึ้นมาเลื้อยเกาะ  เหตุใดพี่ใหญ่ถึงอยากโค่นต้นลี่ทิ้ง?”

          เหลียนฟางโจวพลันสังเกตเห็นด้วยว่ามีเถาต้นหวายที่กึ่งแห้งกึ่งเหลืองเกาะอยู่มากมายที่ต้นไม้นั้นด้วย  พลันบังเกิดแนวคิดใหม่  จึงเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ต้นไม้นี้ให้คงไว้ตามเดิม ไม่ต้องโค่นแล้วล่ะ!”

          เธอเห็นด้วยว่าเถาหวายนั้นมีส่วนฐานอยู่หลายฐาน  ส่วนพืชจำพวกแตงเลื้อยบนดินเถาพันกันเองจนแน่น  เพราะว่าขาดฐานให้เลื้อยเกาะ

          เหลียนฟางโจวแอบสั่นหัวเงียบๆ  เหลียนฟางโจวคนก่อนที่ตายไปนี้  ใช้ชีวิตอย่างไม่ฉลาดตามประสาคนอายุสิบสี่สิบห้าปี  ไม่ค่อยสนใจหาทางปลูกพืชที่กินได้  นับประสาอะไรกับเรื่องแต่งงานกับสกุลหยาง!  ไม่รู้ว่าหยางหวายชานชอบนางคนก่อนที่จุดใด….

          เหลียนเจ๋อขุดมันเทศมาได้มากมาย  ที่นี่ใช้วิธีการปลูกตามธรรมชาติ  ไม่ใช้วิธีการปัก ชำ ตอนกิ่งเหมือนยุคสมัยใหม่  การเพาะปลูกมันเทศโดยใช้เมล็ด  ทำให้เกิดการสิ้นเปลืองมากมาย!

            เหลียนฟางโจวเดินไปข้างหน้าเพื่อรับจอบจากมือเหลียนเจ๋อ  พลางเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม “อาเจ๋อ เจ้าพักก่อนเถิด  ปล่อยเป็นหน้าที่ข้า! วันนี้เราขุดเจ้าพวกนี้ให้เสร็จ  ในตอนเย็น  ข้าว่าจะไปเยี่ยมบ้านนายพรานซุนดูซักหน่อย  จะได้สอบถามว่าเขาจะไปที่เขาเซียนเถิงซานเมื่อใด!”
—————

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top