ขนาดตัวอักษร

21.บังคับให้ขอโทษ

 39 Views

          “เจ้าต้องการอะไร?” สามีของหลิวซื่อโกรธจวนระเบิดแต่จำต้องทนข่มกลั้นไว้  ยิ่งเห็นท่าทีของนังปีศาจเหลียนฟางโจว  รวมทั้งได้ยินวาจาของเด็กสาว  ก็อยากระเบิดโทสะออกมานัก “หากเรื่องของเจ้าไม่พลิกผันเป็นเยี่ยงนี้  เจ้ายังต้องการทำอันใดอีก!”

          ใจของเขามีแต่โทสะพลุ่งพล่าน  “ข้าอาจไม่กล้าไปต่อกรกับคนระดับเชื้อพระวงศ์  ทว่ากับพวกเจ้าแค่เด็กไม่กี่คน   คิดว่าข้าไม่กล้าสู้หรือไร?”  แม้พวกเจ้าจะเกรงกลัวข้าจริง  ในภายหน้าข้าก็ไม่อยากจะมายุ่งวุ่นวายกับพวกเจ้าอยู่แล้ว”

          เหลียนฟางโจวเหยียดยิ้มพลางเอ่ยขึ้น “ข้าต้องการคุยกับภรรยาท่านให้กระจ่าง  นางเพิ่งจะใส่ร้ายป้ายสีข้า  ข้าเลยอยากรู้ว่านางต้องการทำไปเพื่อสิ่งใด?!  ท่านเป็นชายชาตรีมีศักดิ์ศรี  ข้าเป็นเพียงผู้หญิงตัวเล็กๆไร้ที่พึ่ง  จะสามารถไปกล่าวโทษอันใดท่านได้?   ท่านคิดว่าพวกเราสกุลเหลียนอ่อนแอ   ไม่อาจเอาไปเปรียบเทียบกับคนระดับราชวงศ์ได้  เพราะฉะนั้น  ท่านก็เลยมาแช่งด่าพวกเรารึ?    วันนี้หากไม่คุยเรื่องนี้ให้แจ่มแจ้ง  เราคงต้องเดินทางไปศาลแล้ว  โปรดบอกด้วยว่าศาลอยู่ที่ไหน และไปอย่างไร!”

          ป้าจางยืนเคียงข้างเหลียนฟางโจวทันใด  พลันกล่าวว่า “ก็ดี ฟางโจวนั้น นางน่าสงสารมามากพอแล้ว  ข้าพูดได้เลยว่าการแต่งงานครั้งนี้เป็นเรื่องของสกุลท่าน  ท่านดูถูกผู้อื่นยังไม่สาแก่ใจรึ?  ท่านจะต้องข่มเหงจนพี่น้องเหล่านี้ถึงตายหรือไร  ท่านถึงจะพอใจ!”

          สามีหลิวซื่ออึ้งงันไปทันที  ไม่อาจกล่าวสิ่งใดออกมาได้

          มารดาเขาคงขอร้องภรรยาให้มาด่าว่าเหลียนฟางโจว  แม้เขาคิดว่าไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก  ทว่าการชักชวนทั้งสองไม่ให้ลงมือกระทำนั้น   เป็นสิ่งที่ลืมไปได้เลย

          ชั่วขณะก่อน คราที่เห็นภรรยาประสบความเดือดร้อน  เขาอยากปรี่เข้าไปพานางออกไปจากสถานการณ์นี้นัก    ทว่าใครจะไปรู้ว่าสะใภ้สามแซ่หวางจะเข้ามาจุดชนวนให้เรื่องราวมันบานปลายเข้าไปอีก!

          ในที่สุด  สะใภ้สามแซ่หวางได้ถูกเกลี้ยกล่อมให้กลับไป  เขาคิดว่าเรื่องคงจะจบเพียงเท่านี้   ทว่าใครจะรู้ว่าเหลียนฟางโจวอาจหาญพอที่จะไม่ยอมให้อภัยง่ายๆ!

          ชื่อเสียงของครอบครัวเด็กสาวนั้นสำคัญอย่างไรรึ?   ทว่าถ้อยคำที่ว่าร้ายสาปแช่งกะให้ถึงตาย  ตัวป้าจางนั้นไม่ได้พูดเกินเลยไปเลย  จุดนี้ ทุกๆคนในหมู่บ้านต่างเข้าใจดียิ่งนัก  อดนำมาวิพากษ์วิจารณ์กันเป็นวงกว้างไม่ได้

          ยามนี้ใจของเหลียนฟางโจวคงจะเต็มไปด้วยความโศกเศร้า ที่เกิดจากวาจาอันโหดร้ายของหลิวซื่อ  หากนางทำให้เด็กสาวต้องตรอมใจตายขึ้นมาจริงๆ  น้องๆทั้งสาม ได้แก่ เหลียนเจ๋อ เหลียนเช่อ และเหลียนฟางฉิงทั้งสามผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ย่อมถูกทิ้งให้เผชิญชะตากรรมกันตามลำพัง  อย่างน่าสงสารยิ่งนัก!

          ด้วยเหตุผลเหล่านี้  การที่หลิวซื่อต้องการเอาชีวิตเหลียนฟางโจว  ไม่ใช่เรื่องที่พูดเกินจริงเลยแม้แต่น้อย

          “เช่นนั้นแล้วเจ้าต้องการอันใด?”  สามีหลิวซื่อหายใจเข้าลึกๆครั้งหนึ่ง ก่อนเอ่ยถามเหลียนฟางโจว

          เหลียนฟางโจวคอยให้บางคนสงบสติอารมณ์ลงได้ก่อนพลางกล่าวว่า “ให้นางขอโทษข้า  ต่อหน้าเพื่อนบ้านทั้งหมดนี้   เพื่อสร้างความกระจ่าง  ให้นางสารภาพว่านางกุเรื่องทั้งหมดขึ้น และให้คำมั่นสัญญาว่าจากนี้เป็นต้นไปนางจะไม่ก่อเรื่องแบบเดิมอีก!”

          “ไยเจ้าถึง!”  หลิวซื่อไม่ได้เดินเข้ามาด้วยความโกรธเกรี้ยวดังที่เคยทำกับสะใภ้สามแซ่หวาง  ทว่าพอได้ยินว่าต้องการให้นางขอโทษก็ทำให้บันดาลโทสะทันใด

          “หุบปากเหลาซี่!” สามีจ้องเขม็งพร้อมตำหนินางอย่างรุนแรง  แล้วหันไปเอ่ยกับเหลียนฟางโจว “ข้าแน่ใจว่าจากนี้เป็นต้นไปนางจะไม่กล่าวถ้อยคำเหลวไหลอีก!  เท่านี้เพียงพอหรือไม่?”

          เหลียนฟางโจวจ้องมองเขาพลางพูดเสียงเบา “หากเราสี่พี่น้องมิได้เป็นเด็กกำพร้า  ท่านจะกล้าว่าร้ายเราหรือไม่?  ท่านเคยลองคิดเรื่องนี้ดูไหม?”

          “นี่ไม่ใช่การข่มเหงรังแกเพื่อนมนุษย์อย่างชัดแจ้งหรือไร ?!”

          “โอ ทำกับเด็กๆที่กำพร้าบิดามารดา  ช่างก่อกรรมทำเข็ญแท้ๆ!”

          ใบหน้าของสามีหลิวซื่อเปลี่ยนเป็นสีแดงแล้วกลายเป็นซีดขาว  ในที่สุดก็ตระหนักได้ว่าเหลียนฟางโจวผู้นี้เหมือนคนที่ผ่านโลกมามากอีกทั้งยังมีจิตใจกล้าแกร่งนัก  เมื่อเห็นเช่นนี้จึงไม่มีทางเลือกอื่น  เขาหันไปจ้องหน้าหลิวซื่อพลางเปล่งเสียงรอดไรฟัน “เจ้าคอยอะไรอยู่รึ?  ยังไม่รีบมาขอโทษเพื่อนมนุษย์ด้วยกันอีกรึ?  ภายหลังก็ระงับปากระงับคำด้วย  พูดจาเลื่อนเปื้อนให้มันน้อยลงหน่อย!”

          สามีนางน่าจะรู้ชัดอยู่แล้วว่านางได้รับคำสั่งมาจากแม่ของเขา  เหตุใดจึงกลายเป็นนางที่ต้องทนรับคำตำหนินี้?  หลิวซื่อคับแค้นใจมาก  ไม่เต็มใจปฏิบัติตามเป็นอย่างยิ่ง  ทว่านางก็ไม่กล้าพูดอันใดออกมา

          หลิวซื่อให้ขมขื่นจนเหลือจะกล่าว   จ้องสามีกลับด้วยแววตาตัดพ้อ

          สามีหลิวซื่อชักทนไม่ไหว  ยิ่งประวิงเวลาให้นานไป  ก็ยิ่งอับอายขายหน้า  พลันตะโกนเสียงดังก้อง “แค่ขอโทษให้มันเร็วๆหน่อย  ไม่ได้ยินหรือไร?”

          ดวงตาหลิวซื่อพลันครึ้มทะมึนไปสักพัก  เกือบเป็นลมด้วยความคลั่งแค้น   สามีเอาแต่ข่มขู่นาง  ไม่มีความเห็นอกเห็นใจ  ไม่เต็มใจพูดแก้ต่างให้เลย   ในที่สุดนางก็เอ่ยขึ้นอย่างลังเล  “ขอโทษ เอ่อ….”

          เหลียนฟางโจวไม่กล่าวอันใด  ยังคงจ้องมองพวกเขาด้วยสายตาเย็นชา

          สามีหลิวซื่อชักเริ่มโมโหขึ้นแล้วจริงๆ  จับตัวภรรยาให้หันหน้ามาประจันหน้ากับเลียนฟางโจว  พลันตวาดกร้าว  “เจ้าทำบ้าอันใดอยู่    ข้าให้เจ้าขอโทษ   ไม่ได้จับเจ้าไปฆ่านะ!  รีบๆเข้า  อย่าให้มันอับอายไปมากกว่านี้เลย  เหลาซี่!”

          “ท่าน… ท่านพี่…ท่านช่างใจดำยิ่งนัก!”  หลิวซื่ออัดอั้นตันใจมากๆ  พลางกระทืบเท้ายกมือปิดหน้าสะอื้นให้ที่โดนดุว่า

          “จะร้องห่มร้องไห้  หรือดุด่าว่ากล่าวกัน  ขอให้พวกท่านทั้งสองคน  กลับไปทำที่บ้าน  อย่าได้มาถ่วงเวลาข้า!   วันนี้พวกเราสี่พี่น้องต่างทำงานหนักกันมาทั้งวัน  ต้องการกลับไปพักผ่อนแล้ว  พรุ่งนี้พวกข้ายังต้องตื่นไปทำงานแต่เช้าอีก!”  เหลียนฟางโจวมองคู่สามีภรรยาด้วยสายตาเย็นชา

          “เจ้าไม่ได้ยินหรือไร!” สามีหลิวซื่อไม่อาจทนฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของเพื่อนบ้านในระยะเผาขน   ทั้งยังโดนชี้มือชี้ไม้มาที่พวกเขาได้อีกต่อไปจริงๆ  ทว่าเขาก็เข้าใจจิตใจของภรรยาดี  ภรรยาของเขาคงรู้สึกเสียหน้าที่ต้องมากล่าวคำขอโทษเหลียนฟางโจวผู้ซึ่งเป็นเพียงเด็กสาวตัวเล็กๆ   นางคงคิดอย่างอวดดีว่าจะยั่วยุเด็กสาวให้คลั่งแค้นเหมือนดังเช่นในอดีต  ทว่าเหลียนฟางโจวไม่ใช่ผู้ที่จะปั่นหัวได้ง่ายๆอีกต่อไปแล้ว

          ครานี้เพื่อนบ้านได้เห็นและจดจำไปแล้วว่าสกุลหัวรังแกสี่พี่น้องกำพร้า  นี่ก็ทำให้ชื่อเสียงของครอบครัวเขามัวหมองไปแล้ว!

          “เจ้าจงฟังข้า  หากไม่ยอมขอโทษดีๆ   ชื่อเสียงของสกุลหัวย่อมเสื่อมเสียแน่   หากไม่เชื่อฟัง  ข้าจะหย่ากับเจ้า!  ข้าเอาจริงแน่  ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเจ้าแล้ว!”  สามีหลิวซื่อเดินเข้ามากระซิบข้างหูภรรยาด้วยเสียงรอดไรฟัน

          ในหัวใจหลิวซื่อพลันเย็นเยือก  ช้อนตามองสามีที่มีใบหน้าเครียดขรึม  แล้วให้ห่อเหี่ยวหมดแรงทันที   ยอมพูดกับเหลียนฟางโจวด้วยเสียงต่ำ “ข้าขอโทษ  คือ ข้าพูดจาเหลวไหล  กุเรื่องอันเป็นเท็จ  ข้าไม่ควรทำเช่นนี้! ภายหน้าข้าจะไม่ทำอีกแล้ว!”

          เหลียนฟางโจวพูดเสียงเบา “นี่คือถ้อยคำที่เจ้ากล่าวมาด้วยตนเอง   ข้าหวังว่าเจ้าจะจดจำเอาไว้ !  หากมีการพูดจาเหลวไหวทำลายชื่อเสียงข้า  ทั้งต่อหน้าและลับหลังข้าอีกครั้งละก็    วิญญาณบิดามารดาข้าที่อยู่บนสรรค์จะไม่ให้อภัยเจ้าแน่!  ข้าพูดแล้วเจ้าจงจำใส่ใจเอาไว้นะ?”

          หลิวซื่อสะดุ้งเฮือก พลันใจเต้นโครมครามทันที

          “จะจำ หรือไม่จำ!” เหลียนฟางโจวตะโกนลั่นด้วยสายตาดุร้าย

          หลิวซื่อสะดุ้งตกใจอีกครั้ง  ที่เห็นสายตาดุกร้าวของเหลียนฟางโจว  นางรู้สึกเกิดความหวาดกลัวจากก้นบึ้งในจิตใจโดยไม่มีเหตุผล   โพล่งออกมาโดยไม่รู้ตัว “จำได้แล้ว! ข้าเข็ดแล้ว!”

          “ดีมาก!”  เหลียนฟางโจวเอ่ยออกมา   ครั้นแล้วหันกลับไปกวาดสายตามองเพื่อนบ้านที่ยืนมุงดูอยู่รอบๆอย่างรวดเร็ว “ก่อนอื่น  ข้าเหลียนฟางโจวต้องขอขอบคุณเพื่อนบ้านทุกท่านที่มาเป็นสักขีพยานในครั้งนี้  และขออภัยที่รบกวนพวกท่านในครานี้ด้วย!”

          ชาวบ้านพูดว่า”สมควรแล้ว”  ป้าจางพลันยิ้มแล้วกล่าวว่า “เอาล่ะ  เอาล่ะ!  เป็นเรื่องเข้าใจผิดกันมาแต่เดิม!  ทุกๆท่านโปรดแยกย้ายกันได้แล้ว!”

          ผู้คนพากันแยกย้ายจากไป  ขณะที่ก็วิจารณ์เหตุการณ์กันไปด้วย   หลิวซื่อและสามีต่างก็ถือโอกาสแวบหนีไปจากที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว

          “โอ ช่างเป็นเรื่องที่บีบคั้นเจ้าจริงๆ ฟางโจว!  ต่อไปนี้ก็จงทำใจให้สบาย  ภายหน้าคงไม่มีผู้ใดกล้าพูดจาให้ร้ายกับเจ้าอีกแล้ว!  ดี  ที่วันนี้ยังไม่ดึกมากนัก   พวกเจ้าก็รีบกลับไปพักผ่อนเถิด!”  ป้าจางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

 

          “ขอบคุณ ป้าจาง  หากไม่มีท่าน  ข้าเกรงว่าเรื่องราวจะไม่ราบรื่นเช่นนี้!” เหลียนฟางโจวเงยหน้ามองป้าจาง  ด้วยความสำนึกบุญคุณจากก้นบึ้งของจิตใจ

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top