ขนาดตัวอักษร

18.หารือเรื่องวันวิวาห์กับสกุลฮวา

 34 Views

        เหลียนฟางโจวอดหรี่ตามองหยางหวายชานไม่ได้  บุคลิกเช่นนั้นคล้ายกับคนไม่มีหัวคิดชายหนุ่มและแม่ของเขามาด้วยกัน  เขาย่อมรู้ว่ามารดาเขาต้องไม่พอใจล้านเปอร์เซ็นต์แน่ๆ   ทว่าเขาก็ยังอยากจะเข้ามายั่วยุเธอ  เขาจงใจทำใช่หรือไม่?

          สิ่งที่เขาทำลงไป  จริงๆแล้วเป็นสิ่งไม่สมควร  ทว่าเขาต้องใคร่ครวญดูว่า  เธอยังคงเป็นเด็กสาวของครอบครัวหนึ่ง   ทั้งยังมีเรื่องที่เพิ่งจะปฏิเสธการหมั้นกับครอบครัวของเขาไป   การกระทำเช่นนี้  จะยิ่งเพิ่มคำติฉินนินทามากขึ้นเพียงใด?

          หากไม่เห็นว่าเขามีท่าทีที่จริงใจ  เธอคงสงสัยว่าเขาจงใจวางแผนเล่นงานเธอเป็นแน่!

        “เจ้า!” แม่เฒ่าแซ่หยาง โกรธเกรี้ยวอย่างที่สุด ลูบต้นขาพลางกล่าวว่า “เป็นการจงใจแท้จริงโดยไม่ต้องมีใครมาบอกเลย!  ต้องจงใจแน่ๆ  บุตรชายข้าช่างมีความตั้งใจดีนัก  ที่ให้ทานสุนัขเช่นนี้!  ทว่าหญิงฉาวโฉ่เช่นเจ้าคงไม่รู้ว่าอะไรดีอะไรชั่วสักนิดหรอก …”

          ยามนี้เป็นช่วงมื้อกลางวัน  จึงเริ่มมีชาวบ้านมากมายมารวมตัวกัน  ยืนมุงดูเป็นกลุ่มๆ  เหลียนฟางโจวขมวดคิ้วมุ่น  เธอกับฝ่ายตรงข้ามดันมามีเรื่องระหองระแหงกันอีก  เธอเกรงว่าคงต้องตกเป็นเป้าสายตาของผู้คนที่เฝ้าดูอย่างสนุกสนานเสียแล้ว!  ยายเฒ่าที่มีจิตใจชั่วร้ายผู้นี้  ดูเหมือนยังดุด่าเธอไม่สะใจพอหรือไง  นางช่างมีความจำสั้นจริงๆ!

          เหลียนฟางโจวเลิกคิ้วรูปใบหลิวของตนขึ้น  ดวงตาดอกท้อเบิกกว้าง  ท่าทางคงหลีกเลี่ยงความซวยนี้ไม่ได้แล้ว  อย่างไรก็ตาม  หยางหวายชานเกิดความรู้สึกผิดหวังที่ค่อยๆคืบคลานเข้ามาในหัวใจอย่างเงียบๆ   เมื่อก่อน  นางไม่ได้เป็นคนเช่นนี้  นางคนก่อนเป็นเด็กสาวที่อ่อนหวานนุ่มนวล  ทว่าบุคคลตรงหน้าเขานี้   ไม่มีสิ่งเหล่านี้หลงเหลืออยู่เลย….นางเปลี่ยนไปแล้วโดยสิ้นเชิง….

          “ท่านแม่! ท่านแม่! เอาล่ะ  เรายังมีธุระที่ต้องไปจัดการก่อน  เอาล่ะ!  กลับกันเถิด!”  หยางหวายชานคว้าตัวมารดาเอาไว้ก่อนเหลียนฟางโจวจะเปิดปากพูด  เขารีบยึดตัวแม่เฒ่าแซ่หยางไว้

          แม่เฒ่าแซ่หยางได้ยินคำพูด “อะแฮ่ม” ที่จงใจเยาะเย้ย   จึงปรายตามองเหลียนฟางโจว  ตั้งใจเอ่ยคำพูดเกินจริง  “ไม่!  ข้าไม่กังวลเรื่องสำคัญที่เราต้องรีบไปจัดการหรอก!   ข้าเข้าใจบุตรชายข้าดี  เจ้าก็เอาแต่กังวลอยู่ตลอด  กลัวจะพลาดไปไม่ทันล่ะสิ!  เฮ้อ..ข้าก็เกือบไปแล้วดันปล่อยให้หญิงฉาวโฉ่นางนี้พูดจาไร้สาระ  ทำเรื่องสับสนวุ่นวายให้เราอยู่ได้!”

          หญิงชรารอให้ใครบางคนสงบสติอารมณ์ลงก่อน  จ้องมองเหลียนฟางโจวพลางหัวเราะเยาะ  “รู้ไหมว่าเรามาที่หมู่บ้านฟางด้วยเรื่องอันใด?  ฮ่า ฮ่า  ก็มาหาพ่อแม่ของว่าที่ลูกสะใภ้ด้วยเรื่องตกลงวันวิวาห์ที่จะมาถึงยังไงเล่า!  เจ้าจงดูลูกหวายชานข้าสิ  สวมใส่ทั้งเสื้อผ้าและรองเท้าคู่ใหม่  เพื่อมาพบปะกันพูดคุยในวันนี้!  กับคนบางคนคงไม่มีวาสนาได้เจอโอกาสเช่นนี้หรอก!”

          สีหน้าเหลียนฟางโจวเปลี่ยนไปโดยฉับพลัน  เหลือบมองหยางหวายชานโดยไม่รู้ตัว

          หยางหวายชานสีหน้าดูกลัดกลุ้มใจ  ความละอายฉายชัดบนใบหน้าของเขาอย่างช่วยไม่ได้  เขาสะดุ้งตกใจ   พยายามเปิดปากเพื่ออธิบายบางสิ่ง  ในท้ายสุดก็ไม่อาจกล่าวคำใดออกมาได้

          เหลียนฟางโจวหัวเราะเย้ยหยันออกมา  สายตาบ่งบอกถึงความยินดี  ยิ้มบางๆพลางเอ่ยว่า “จริงรึ?  เช่นนั้นพวกท่านก็จงรีบเร่งไปดำเนินการเถิด  อย่าได้ขวางทางเด็กสาวคนนี้เลย!  เซ่อเอ๋อร์ ฉิงเอ๋อร์ เช่อเอ๋อร์ พวกเราไปกันเถิด!”

          เมื่อกล่าวจบ  นางยกมัดกิ่งไม้บนพื้นแบกขึ้นบ่า  ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างองอาจ

          แม่เฒ่าแซ่หยางไม่คาดคิดว่าความพยายามยั่วยุของนาง  จะทำอะไรเด็กสาวตรงหน้าไม่ได้เลยสักนิด  เมื่อไม่ได้ดั่งใจ  ทันใดนั้นหญิงชราก็สติแตกพลางตะโกนว่า  “ตัดใจได้แล้ว”  ถ่มน้ำลายลงพื้น  พลางพูดสำทับอีกว่า “สินค้าที่ไม่มีใครต้องการ!”

          “ท่านแม่! ท่านพูดให้น้อยลง  จะดีกับเราทั้งคู่นะ!”  ใบหน้าหยางหวายชานบึ้งตึงด้วยโทสะขณะกล่าวขึ้น

          ดวงตาของแม่เฒ่าแซ่หยางเบิกกว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ   อึ้งตะลึงงันมองบุตรชาย  นางตัวสั่นด้วยความโมโห “เจ้ายังเป็นลูกชายข้าหรือไม่?  เจ้าพูดจากับข้าเยี่ยงนี้ได้อย่างไร!”  เมื่อพูดจบก็ปล่อยโฮร้องไห้คร่ำครวญออกมา  “ข้าช่างมีชะตากรรมที่โหดร้ายยิ่งนัก !  มีลูกชายที่ไปสนใจแต่หญิงที่ชอบยั่วยวน   ทั้งยังฟั่นเฟือนไม่เคยคำนึงถึงแม่คนนี้   ไม่เคยเชื่อฟังเลย!  แต่ทีกับหญิงที่มายั่วยวนเจ้า  เจ้ากลับมาห้ามแม่!”

          หยางหวายชานหายใจฟืดฟาด  ตาลุก  โทสะพุ่งพล่านอย่างหยุดไม่อยู่   หันหลังเดินจ้ำอ้าวไปตามเส้นทาง  ทำเป็นหูหนวกไม่ได้ยินเสียงตะโกนไล่หลังของมารดาเขาเลย

          แม่เฒ่าแซ่หยางกลุ้มใจ   วันนี้นางพยายามใช้หลายวิธีเพื่อชักชวนเกลี้ยกล่อม  ทั้งใช้ไม้อ่อนและไม้แข็งเพื่อบีบบังคับหยางหวายชานให้แต่งกายด้วยเสื้อผ้าใหม่ออกไปข้างนอก  ไม่คาดคิดว่าจะโชคร้าย   ยังไม่ทันได้เข้าไปหมู่บ้านฟาง   กลับไปประจัญหน้ากับหญิงยั่วยวนผู้นั้นเสียก่อน   หากลูกชายนางจากไปเช่นนั้น  ตัวนางเองมิต้องไปสารภาพผิดกับพ่อแม่ของฝ่ายว่าที่ลูกสะใภ้หรอกหรือ?    ทั้งๆที่ข้อปรึกษาหารือตอนเที่ยงวันนี้คือ  หารือกับสกุลฮวาเพื่อกำหนดฤกษ์วันวิวาห์!

          หากไปทำอะไรยั่วยุให้สกุลฮวายกเลิกการหมั้นหมาย  บุตรชายนางก็เท่ากับเป็นผู้ยกเลิกการเกี่ยวดองไปสองครั้งซ้อนในเวลาอันสั้น  ทว่า…หากเป็นเช่นนี้  จะได้แต่งภรรยาดีๆได้งั้นรึ?

          แม่เฒ่าแซ่หยางกลุ้มอกกลุ้มใจนัก  ร้องครางออกมา  “โอย ยกเลิกซ้ำซาก!”  รีบเร่งวิ่งไปคว้าตัวหยางหวายชานที่กำลังกรุ่นโกรธอยู่  “เจ้าจะไปไหน?”

          “กลับบ้าน!”  หยางหวายชาน ตอบกลับ และยังคงนิ่งเงียบ

          “เจ้ากล้ารึ!”  แม่เฒ่าแซ่หยางบันดาลโทสะขึ้นมา “หากเจ้ากล้าเดินไปอีกก้าวเดียว  เชื่อไหมว่าแม่เจ้าจะฆ่าตัวตายที่นี่!”

          หยางหวายชานพลันมีสีหน้าซีดสลดทันใด

          แม่เฒ่าแซ่หยางพลันตีอกชกหัว อีกทั้งยังกระทืบเท้า  ทั้งใบหน้าเต็มไปด้วยความทุกข์ระทม  “เจ้าคือบุตรชายของข้า  ไม่เคยฟังวาจาข้าเลย  ขอร้องให้ข้าผิดสัญญากับผู้คน  ข้าก็คงไม่มีหน้าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกแล้ว!   เด็กสาวสกุลเหลียนผู้นั้นมีอะไรดี   เจ้าเคยเป็นคนฉลาดกว่านี้   เจ้าเป็นคนมีความสามารถ  มีแต่คนมาหลงใหลเจ้า   จงคิดให้รอบคอบ  เจ้าไม่มีตาเหลือไปมองดูผู้หญิงอื่นอีกแล้วรึ  คำพูดของแม่  เจ้าก็ไม่ยอมฟัง!  เจ้ามันคนอกตัญญู!  ต่อไปบรรพบุรุษไม่ต้อนรับ  วันข้างหน้า ชีวิตเจ้าเจ้าก็ไม่เจริญ!”

          หยางหวายชานผู้ถูกมารดาเทศนายกใหญ่   เริ่มมีท่าทีอ่อนลงพลางถอนหายใจออกมา  “ท่านแม่  หากจะยกเรื่องราวในอดีตมาพูดอีกครั้ง  การวิวาห์กับสกุลเหลียนนั้น  ท่านเป็นฝ่ายถอนตัวเอง  ข้าต้องมาทนฟังว่าหญิงผู้ที่ท่านบอกว่าจะให้แต่งงานด้วยคือสกุลฮวา   ท่านเป็นคนประเภทใดกัน?   ตัวฟางโจวเอง  นางไม่เคยต่อต้านท่านเลย  ท่านเป็นผู้จัดแจงวางแผนทั้งหมด  เหตุใดจึงกลายมาเป็นเช่นนี้?   ท่านคิดเองเออเองว่าข้ามาเป็นผู้ขอร้องท่าน!  กลายเป็นเช่นนั้นไปแล้วรึ?”

          แม่เฒ่าแซ่หยางไม่เคยเห็นลูกชายเจ็บปวดรวดร้าวขนาดนี้   ใบหน้าของชายหนุ่มฉายแววสิ้นหวังเต็มเปี่ยม  อีกทั้งน้ำเสียงก็เต็มไปด้วยความหดหู่และขอความเห็นใจอย่างที่สุด  ขณะที่ใจนางนั้นรักเขาอย่างที่สุด  นางอดขุ่นเคืองใจไม่ได้  คล้ายกับในอกมีหินแหลมคมมหาศาลทิ่มแทงอยู่  ทั้งหนักหน่วง กดต่ำ กัดกร่อนดังน้ำกรด

          “เรารีบไปกันเถิด  อย่าได้สายแม้เพียงนิด!”  หยางโปซีถอนหายใจ  ลากหยางหวายชานยังคงหันหน้ามุ่งตรงไปยังหมู่บ้านฟางให้ออกเดิน

          หยางหวายชานปรายตามองนางแวบหนึ่ง  สูดลมหายใจเข้าลึก  ตามมารดาไปเงียบๆ

          “พี่ใหญ่”  เมื่อกลับถึงบ้าน  เหลียนเจ๋อเตรียมจะวางมัดกิ่งไม้ลง  เขาพูดอย่างระมัดระวังว่า “พี่ไหวไหม?  หากพี่ไม่สบายใจ..”

          หากนางสบายใจแล้วจะเป็นอย่างไรเล่า? เหลียนเจ๋อเองก็ไม่รู้  เพราฉะนั้นเขาไม่รู้ว่าจะปลอบใจเหลียนฟางโจวอย่างไรดี  อย่างไรก็ตามใจของเขานั้นก็ทุกข์ตามไปด้วย  ไม่น้อยเลย

          ดังนั้น เขาจึงเอ่ยด้วยเสียงต่ำ “ข้าเสียใจด้วย พี่ใหญ่”

          เหลียนฟางโจวกำลังล้างหน้าล้างมือในอ่างไม้  ด้วยน้ำที่ตักมาจากบ่อน้ำ    กล่าวด้วยรอยยิ้มกับน้องชายคนรอง “เจ้าคิดว่า  ข้าไม่สบายใจงั้นรึ?  ข้าคิดว่าเจ้าไม่สบายใจมากกว่าข้านะ!    รีบเข้าบ้านไปพักเร็วๆเถิด  แล้วค่อยมากินมื้อเที่ยงกัน   เรายังมีงานต้องไปเอากิ่งไม้ที่เหลือ แล้วยังต้องริดกิ่งก้านส่วนเกินของท่อนไม้ออกอีก!”

          หญิงสาวยิ้มละไมราวกับแสงอาทิตย์ที่ส่องสว่างกวาดเมฆมืดมิดออกจากใจเขาไปหมดสิ้น   “พี่ไม่ได้เสียใจจริงๆนะ?”

          “พี่ไม่ได้เสียใจ!” เหลียนฟางโจวกล่าวพลางยิ้ม  “เรื่องการยกเลิกการหมั้นหมาย ข้าได้เคยตกลงใจมาตั้งแต่ต้นแล้ว   ใยข้าต้องเสียใจด้วยเล่า?”

          “พี่ใหญ่  พวกเขาเป็นพวกที่ไร้จริยธรรม  เราไม่ต้องไปใส่ใจพวกเขาเลย!”  เมื่อได้ยินคำพูดนั้น   ตัวเหลียนฟางโจวคล้ายกับมีลมเย็นสดชื่นพัดผ่าน

          เหลียนเช่อเอ่ยขึ้นด้วยว่า “หากข้าโตขึ้น ข้าจะปกป้องพี่ใหญ่  ไม่ยอมให้ใครมารังแกพี่ใหญ่ได้อีก!”

          “ใช่ แม่เฒ่าแซ่หยางช่างน่ารังเกียจที่สุด ข้าจะถ่มน้ำลายใส่นาง!” เหลียนฟางฉิงพยักหน้า

          เหลียนฟางโจวหัวเราะออกมา ในใจพลันรู้สึกอบอุ่น เอ่ยเสียงอ่อนหวาน “ดีนัก  เมื่อพวกเจ้าเติบโตขึ้น  คงไม่มีใครอยากรังแกพวกเราแล้ว!  เข้าบ้านกันเถิด!”

          เหลียนฟางโจวในจริงๆก็ไม่มีความสุขนัก  ทว่าเหลียนเจ๋อไม่คิดว่าเธอไม่มีความสุข

          หญิงสาวเริ่มไม่มีความสุข   ตั้งแต่หยางหวายชานตกลงใจจะแต่งกับผู้หญิงสกุลฮวา  นางไม่เข้าใจว่า  เหตุใดเขาถึงกลับเข้ามาป้วนเปี้ยนกับเธออีก?  ที่เขาทำเช่นนี้  มีความหมายอันใด? เพื่อปลูกต้นรักกับนางใหม่รึ?

          หยางหวายชานแต่งงานกับหญิงอื่น  ขณะที่ทำมาเป็นห่วงเป็นใยเธอ  หรือเขาต้องการบริหารเสน่ห์   ช่างน่ารังเกียจสะอิดสะเอียนยิ่ง!

          เนื่องจากเขาตัดสินใจแต่งกับหญิงอื่น  ที่ผ่านมาเขาควรจะลืมเธอ  ใช้ชีวิตคู่กับผู้อื่นด้วยความรักเต็มหัวใจ!  หากเขายังคิดถึงเธอเช่นนี้  ก็น่าจะมีความสามารถปฏิเสธการวิวาห์กับสกุลฮวาได้สิ!

          เนื่องจากตัวเขาเอง  ไม่เคยต่อสู้อย่างกล้าหาญ และตั้งใจจริงมาตั้งแต่ต้นเลย  ก็อย่ามาพยายามปลุกปั่นเธอสิ!

          เขาเคยพูดกับเธอวันนั้นว่า  ในส่วนพ่อแม่เขานั้นเขาจะหาทางแก้ไขปัญหาเอง  เขายืนกรานให้เธอเฝ้าคอย  แม้ว่าจะถอนหมั้นกันแล้ว   ทว่าหาก  เพื่อเธอแล้ว  เข้ายอมสู้ไม่ถอย สามารถปกป้องเธอได้   สามารถเป็นที่พึ่งพิงให้เธอได้   เช่นนั้นแล้วการแต่งงานกับเขาก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้

          หลังจากเข้ามาอยู่ในยุคโบราณที่แปลกประหลาดนี้  การต้องการแต่งงานกับผู้ชายสักคนไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย

          อย่างไรก็ดี  ถึงไม่ได้แต่งงาน  วันเวลาที่ผ่านมาหลายวันนี้   ชายหนุ่มสวมเสื้อใหม่ไปบ้านว่าที่เจ้าสาว เพื่อหาฤกษ์วันวิวาห์!

 

          เขาไม่เคยบอกกล่าวเธอเลย  ว่าโดนบีบบังคับ หรือประสบความยากลำบากอันใด!  เธอเป็นคนที่มองผลลัพธ์เท่านั้น!   ผลลัพธ์น่ะรึ  เขาได้ทำให้นางเห็นประจักษ์แล้วนี่!

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top