ขนาดตัวอักษร

15.นำข้าวเปลือกกลับคืนได้ในท้ายสุด

 37 Views

        เฉียวซื่อทอดถอนใจกับไก่ของนาง  เศร้าเสียใจตลอดคืน  ทั้งยังนอนหลับไม่สนิทอีกด้วย  เมื่อตื่นขึ้นในเช้าวันต่อมา  นางจึงรีบไปที่เล้าไก่ทันทีเพื่อดูอาการของสัตว์เลี้ยงที่รัก

          ทว่าภาพที่เห็นทำให้นางผิดหวังยิ่งนัก  บรรดาไก่เหล่านี้ยังคงมีอาการย่ำแย่เหมือนเมื่อวานไม่มีผิด  ไม่มีสัญญาณว่ามันจะดีขึ้นเลยแม้สักนิด

          อย่างไรก็ดี  เคราะห์ร้ายย่อมไม่มาแค่หนเดียว  เมื่อเฉียวซื่อพบว่า  วัวในคอกก็มีอาการเซื่องซึมลง  รวมไปถึงหมูอ้วนสองตัวในเล้าด้วย  เมื่อเห็นภาพนั้น  นางจึงกรีดร้องสุดเสียง  ซวนเซจนเกือบล้มลงบนพื้น  ครั้นแล้วจึงหันไปมองรอบๆพลางร้องตะโกนเรียกสามีเสียงดัง

          เมื่อมาเห็นด้วยตาตนเอง  แม้แต่เหลียนลี่ก็ยังตกตะลึง  พึมพำว่า “น่าตกใจ  น่าตกใจจริงๆ!”

          “เพิ่งจะตกใจรึ!”   เฉียวซื่อผู้รักสัตว์เลี้ยงยิ่งชีพรู้สึกเจ็บปวดใจนัก   นางพูดไปพลางร้องให้ไปพลาง “ต้องเป็นฝีมือของผีน้องสะใภ้แน่ๆ  ต้องเป็นนางแน่ๆ!  เราเอาข้าวเปลือกพวกนี้ไปคืนลูกๆของนางเถิด  บางทีนะ  น้องสะใภ้อาจเฝ้ามองดูเราอยู่จริงๆก็เป็นได้!”

          สีหน้าของเหลียนลี่พลันมืดครึ้มและหม่นหมอง  พึมพำออกมาว่า  “ข้าวเปลือก 1,000 กระสอบ..อา…”

          เฉียวซื่อได้ยินเสียงพึมพำ  ให้รู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวนัก  ทว่า..เมื่อคิดถึงสัตว์เลี้ยงแสนรัก…..

          “ท่านพี่”  นางเศร้าโศกอย่างสุดซึ้งพลางเอ่ยว่า “วัวตัวใหญ่ หมูสองตัว และฝูงไก่ของบ้านเราอาจมีค่ามากกว่าข้าวเปลือก 1,000 กระสอบนะ!  เราไม่อาจมองเจ้าพวกนี้ต้องมาตายไปต่อหน้าและไม่ทำอะไรนะ?  เราเลี้ยงหมูพวกนี้มาหนึ่งปี  ส่วนวัว  หากไม่มีมันแล้ว  ปีหน้าเราจะเอาอะไรใช้ไถนาในฤดูใบไม้ผลิเล่า!”

          “ได้!”  เหลียนลี่ขบกรามแน่น  “เอาข้าวเปลือกไปคืนพวกมัน!  เราไปบ้านเจ้าพวกนั้นกันเถิด!”

          “อืม!”  เฉียวซื่อพยักหน้า

          ข้าวเปลือก 1,000 กระสอบถึงแม้จะกลายเป็นฝันสลาย  ทว่า..ทั้งสองก็แค่ย้อนกลับไปสู่สภาพเดิม    สามีภรรยาคู่นี้ ต่างก็ประสบกับความเครียดความกดดัน มาตลอดสองสามวันที่ผ่านมา  เมื่อคิดได้ดังนี้แล้ว  ทั้งสองรู้สึกโล่งอก  ร่างทั้งร่างเบาราวกับปุยนุ่น

          อุตส่าห์ไปช่วยผู้อื่นเกี่ยวข้าว  ลงท้ายเสียแรงเปล่า  ต่อไปหลานๆคงไม่ยอมให้พวกเขามามีส่วนเกี่ยวของอีกแล้ว

          เหลียนลี่และเฉียวซื่อมาถึงบ้านเหลียนฟางโจวในที่สุด  ทั้งสองบอกความประสงค์ในการมาอย่างระมัดระวังกับเหลียนเจ๋อ  พร้อมกับแอบขยิบตาส่งสัญญาณให้เหลียนฟางโจวอย่างมีความหมาย

          เหลียนฟางโจวถอนหายใจ  “ที่มารดาข้าตามหาท่าน  ดั้งเดิมจริงๆแล้ว  อา…”

          “โอ หลานสาวคนดี  ยามนี้อย่าเพิ่งเอ่ยถึงเรื่องนี้เลย  เจ้ารีบมาช่วยชีวิตวัว และหมูของบ้านเรา รวมทั้งพวกไก่ก่อน  อา..ข้ากลัวว่ามันจะสายเกินไป!  ต้องรีบแล้ว  อย่าได้รั้งรอเลย!  ส่วนข้าวเปลือกนั้น   เราจะคืนกลับให้พวกเจ้าแน่นอน !”  เฉียวซื่อร้อนรนนัก  แทบอดทนพูดต่อไปไม่ได้

          ในเมื่อครานี้ข้าวเปลือกกลายเผือกร้อนไปแล้ว   พวกเขายังจะยึดไว้ในมือได้รึ?

          “ลุง  ป้า”  ตัวเหลียนฟางโจวเองนั้นไม่รีบร้อน  ก้าวเดินด้วยฝีเท้าปกติ  หญิงสาวยื่นมือทั้งสองข้างออกมาอย่างหมดหวังพลางเอ่ยว่า “เรื่องที่ท่านขอให้ข้าช่วย   ข้าเองก็ไม่รู้วิธีแก้ไขเหมือนกัน!  แล้วนี่ข้าจะไปช่วยจัดการเรื่องนี้ให้ได้อย่างไร!”

          เหลียนลี่และเฉียวซื่อตกตะลึง  ต่างส่งสายตาให้กันและกันด้วยความทดท้อใจ  ทั้งสองต่างเริ่มขวัญผวา

          ถูกแล้ว  เรื่องนี้เหลียนฟางโจวไม่ได้เป็นผู้ทำ  แล้วนางจะรู้วิธีแก้ไขปัญหาได้อย่างไร?

          ตัวพวกเขาเองก็ขาดความรู้ในเรื่องนี้อย่างสิ้นเชิง

          คราเมื่อเหลียนเจ๋อเห็นลุงและป้าเริ่มสงบลง  จึงเอ่ยขัดจังหวะขึ้น “ลุงและป้า.. หากพวกท่านมีความจริงใจ  อาจจุดธูปไหว้ขอขมาแม่ข้าได้!”

          “จริงด้วย!  จุดธูปขอขมา  จุดธูปขอขมา!  เรื่องที่พวกเรามีความจริงใจให้แน่นอน  คือการเอาใจใส่คนในตระกูล!”  เฉียวซื่อคล้ายกับว่าสิ่งนี้คือฟางเส้นสุดท้ายที่นางต้องไขว่คว้าเพื่อความอยู่รอดแล้ว   นางยืดตัวยืนตรงจุดธูปสวดมนต์ภาวนาต่อหน้าป้ายวิญญาณของบิดามารดาเหลียนฟางโจว  ด้วยความเครียดกังวลนัก    ตัวเหลียนลี่เองก็จุดธูปบูชาด้วยสีหน้าวิตกกังวลไม่แพ้กันเลย

          เฉียวซื่อไม่ลืมสวดอ้อนวอนขอให้น้องสะใภ้ปล่อยหมู วัว และไก่ของนางไป  กล่าวถ้อยคำยกย่องสรรเสริญ   อ้างว่าจะเซ่นไหว้ด้วยเนื้อหมู  ในท้ายที่สุด  นางขอให้น้องสะใภ้ยกโทษให้ด้วยในถ้อยคำที่เคยพูดล่วงเกินไป….

          เหลียนฟางโจวและเหลียนเจ๋อเมื่อได้ยินคำสวดอ้อนวอนแล้ว   ถึงกับพูดไม่ออก

          “โอ  นี่แม่เจ้าจะตอบรับคำขอหรือไม่!”  หลังจากเฉียวซื่อจุดธูปไหว้เสร็จ  ได้หันไปมองป้ายวิญญาณ  สีหน้าดูกลัดกลุ้มนัก

          “ป้าใหญ่  ครานี้เป็นเวลากลางวัน!”  เหลียนฟางโจวเอ่ยขึ้น  “ท่านกลับไปก่อนเถิด  ผลจะเป็นอย่างไรต้องคอยจนถึงวันพรุ่งนี้!”

          “นั่นดีอะไรอย่างนี้!”  ทว่า..จะทำอย่างไรดีหากสัตว์เลี้ยงของบ้านข้าเกิดล้มตายลง!”  เฉียวซื่อกลัดกลุ้มอย่างหนัก

          เหลียนฟางโจวเหยียดยิ้ม “ป้าใหญ่เพียงท่านรู้สึกสำนึกเสียใจในสิ่งที่ได้เคยทำมาในอดีตแล้ว!  ท่านก็จงทำใจให้สบายเถิด  เพราะท่านแม่ข้าไม่ใช่คนที่มีจิตใจโหดร้ายเยี่ยงนั้น!”

          เฉียวซื่อตกตะลึงนิ่งอึ้ง

          “ถูกต้อง  ถ้าเช่นนั้นพวกเราขอตัวกลับก่อน!” ลุงลี่เอ่ยเห็นพ้องด้วย

          “จริงรึ?  หากในท้ายสุด…”  เฉียวซื่อยังอิดเอื้อนไม่เต็มใจ   จับจ้องเหลียนฟางโจวไม่วางตา  อยากให้นางยืนยันอย่างหนักแน่นกว่านี้

          เหลียนฟางโจวแสดงความคิดเห็นเพียงว่า  ตัวเธอเองก็ไม่รู้ผลลัพธ์จะออกมาเช่นไร  ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับมารดาของเธอ  เธอไม่สามารถฟันธงให้ได้

          เฉียวซื่อจึงต้องกลับบ้านไปอย่างช่วยไม่ได้

          วันนี้ผัวเมียคู่นี้ยังคงมีความหวังเล็กๆ   พวกเขากวาดตามองสัตว์เลี้ยงของครอบครัวทันทีที่กลับถึงบ้าน  หวังว่าจะพบปาฏิหาริย์   ช่างน่าสงสารที่ต้องผิดหวังในท้ายสุด  จำต้องอดกลั้นอดทนให้ถึงวันพรุ่งนี้

          เช้าวันต่อมา  เฉียวซื่อตื่นนอนแต่เช้า  ผมเผ้ายุ่งเหยิงหน้าตายังไม่ได้ล้าง  รีบมาที่บ้านเหลียนฟางโจวก่อนเพื่อน

          เหลียนฟางโจวก่อนหน้านั้นกำลังจุดเตาไฟหุงข้าว   เมื่อมองเห็นป้าเฉียวมาหา  ไม่ต้องรอให้นางถาม  เธอพูดตรงๆว่า “แม่ข้ามาเข้าฝันข้าเมื่อคืน  ท่านแม่กล่าวว่าลุงและป้ามีจิตใจสำนึกผิดแล้ว  นางจึงให้อภัยพวกท่านในครั้งนี้!  ขี้เถ้าธูปในกระถางที่ท่านจุด  จงเก็บไปห่อหนึ่ง  แล้วให้ดื่มน้ำพร้อมกับขี้เถ้านี้   คอยสักพักหนึ่งแล้วสัตว์เลี้ยงพวกนั้นจะดีขึ้นภายในครึ่งวัน!

          “จริงๆรึ? ดียิ่งนัก!”  ใบหน้าของเฉียวซื่อเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น

          “ข้าวเปลือกเล่า?”  เหลียนฟางโจวยืนขวางทางนางพลางเอ่ยขึ้น “เราต้องการไปเอาเดี๋ยวนี้!”

          ใจทั้งดวงของเฉียวซื่อยามนี้จดจ่ออยู่กับวัว หมู และฝูงไก่เท่านั้น  เห็นเช่นนั้นแล้วจึงพยักหน้าตอบรับ   พลันก็เริ่มรู้สึกเสียดายขึ้นมาทันใด  จึงเอ่ยว่า “คงไม่มีปัญหาอันใด  หาก….?”

          เหลียนฟางโจวยิ้มเยาะ  ไม่ได้พูดอะไรออกมา

          “เมื่อกี้ข้าไม่ได้พูดอันใดนะ  ข้าไม่ได้พูดอันใด!”  เฉียวซื่อนึกได้ว่าได้กล่าววาจาคล้ายกับดูหมิ่นมารดาของหลานสาวแล้ว   จึงรีบตบปากตนเองเบาๆ

          ครั้นแล้วเหลียนฟางโจวจึงสั่งเหลียนเจ๋อ “เจ้าไปเอาตะกร้าและกระสอบป่านมา  เราจะไปเอาข้าวเปลือกกัน!  ฉิงเอ๋อร์  เช่อเอ๋อร์  ช่วยไปดูฟืนไฟที่เตาด้วย   และคอยพวกพี่ไปขนข้าวเปลือกกลับมา   พวกเจ้าจงรออยู่ที่บ้านก่อนนะ !”

          เหลียนฟางฉิงและเหลียนเช่อตอบรับอย่างลังเลใจ

          เฉียวซื่อเอาขี้เถ้าธูปไปสองห่ออย่างเร่งรีบ   กลับไปพร้อมกับเหลียนฟางโจวและเหลียนเจ๋อที่จะไปขนข้าวเปลือกด้วย

          เหลียนลี่ยืนจ้องมองคนทั้งสามอยู่ด้านหนึ่งอย่างฮึดฮัด   เมื่อเห็นสองพี่น้องเดินถือตะกร้ามาหลายใบ  มาขนกระสอบข้าวเปลือก กระสอบแล้ว กระสอบเล่าออกไป  เขารู้สึกคับแค้นใจมากจนกระอักเลือดออกมา

          เวลาเคลื่อนคล้อยผ่านไปทีละน้อย  สองพี่น้องตรากตรำกับการขนของจนแทบจะเกินขีดจำกัดร่างกายของตนอง  ในที่สุดพวกเขาเกือบต้องล้มเลิกการขนเที่ยวสุดท้ายแล้ว  พลันได้ยินเฉียวซื่อยืนอยู่ที่ลานบ้าน กรีดร้องมาอย่างตื่นเต้น “ดูแลคนในตระกูล! เทพเจ้า  เทพเจ้ามีจริง  ดีนัก!  ช่างดียิ่งนัก!   วัว หมู และพวกไก่มีแรงกลับคืนมาแล้ว  พวกเริ่มกินอาหารแล้ว

          ฮูหยินกระโดดโลดเต้นด้วยความปีติยินดี  วุ่นวายอยู่กับการให้อาหารวัวด้วยฟางชั้นเลิศ  อย่างไม่เสียดาย

          เหลียนลี่สะดุ้งตกใจกับภาพที่เห็น  คำพูดปฏิเสธใดๆ  เขาจะไม่กล่าวออกมาอีกแล้ว  ครานี้  เขาเชื่อและเกรงกลัวจริงๆแล้ว!  ที่ไหนจะกล้าปฏิเสธได้อีก?

          ส่วนเหลียนฟางโจวและเหลียนเจ๋อสองพี่น้อง  ต่างยุ่งวุ่นวายกับการขนข้าวเปลือกกลับบ้าน  โดยเก็บข้าวเปลือกที่ขนมาทั้งหมด 1,000 กระสอบไว้ในโรงนา

          เมื่อเห็นภาพกระสอบข้าวเปลือกส่องประกายเต็มโรงนา  แม้ว่าสองพี่น้องชายหญิงจะเหน็ดเหนื่อยแค่ไหน  ทว่าจิตใจกับรู้สึกปีติยินดีอย่างที่สุด

          เหลียนเจ๋ออดไม่ได้  เขากอบเมล็ดข้าวมา 1 กำมือ  สูดดมข้าวเปลือกเต็มกำมือนั้นด้วยความชื่นใจ   ข้าวเปลือกหนึ่งกำมือนี้มีรสชาติโอชา  ทำขึ้นด้วยความตั้งใจของผู้คนที่มีศรัทธาแน่วแน่

          “พี่ใหญ่  ท่านช่างเก่งกาจจริงๆ!  ครานี้พวกเราพี่น้องไม่ต้องอดอยากหิวโหยกันแล้ว!  พวกเรามีข้าวเปลือกสำรองเก็บไว้กิน   ทั้งยังรองรับการเก็บเกี่ยวในปีหน้าอีกด้วย!  เหลียนฟางฉิงและเหลียนเช่อจะได้กินอิ่มเสียที!  ใบหน้าเหลียนเจ๋อเบิกบานแจ่มใส

          “อืม  ไม่แค่ต้องกินให้อิ่ม  ยังต้องแข็งแรงพร้อมเผชิญงานหนักที่จะมาถึงด้วย  พี่ใหญ่จะพยายามทางแก้ไขปัญหาทุกอย่างให้ได้  จะไม่ทำให้พวกเจ้าต้องทนทุกข์ยากอีกครั้ง!”  ครานี้เหลียนฟางโจวมีความสุขมากจริงๆ

          สำหรับวิญญาณแม่ที่ปรากฏตัวออกมา  เป็นเรื่องไม่จริงแน่นอน  ความจริงคือ  เด็กสาวใช้ตัวยาสมุนไพรหลายชนิดมาผสมเข้าด้วยกัน  แล้วเอาไปผสมกับน้ำผลไม้และข้าว  จากนั้นจึงนำมาหว่านในแปลงผัก  ฝูงไก่ที่เฉียวซื่อแอบปล่อยออกมาหากิน  จึงได้กินเข้าไป    คืนต่อมา  เธอกับเหลียนเจ๋อก็แอบย่องไปบ้านลุงกับป้า  เอาสมุนไพรดังกล่าวนั้นจุ่มน้ำที่ให้หมู และวัวกิน

          สมุนไพรเหล่านั้นไม่ได้มีพิษร้ายแรง   เพียงแต่เมื่อกินเข้าไปแล้วจะทำให้สัตว์ท้องอืด  ไม่ค่อยอยากอาหาร

          เนื่องจากที่นี่คือยุคโบราณ  นางจึงต้องไปตรวจสอบหาหญ้าเลี้ยงสัตว์ที่นางรู้จักในยุคปัจจุบันของนาง  โชคดีที่หญ้าชนิดนี้สามารถหาพบได้ทั่วไป

 

          “พี่ใหญ่  ข้า ข้าอยากหารือเรื่องหนึ่งกับท่าน “   ทันใดนั้นเหลียนเจ๋อชักเริ่มกลัวที่จะพูดออกมา  วันนี้คงต้องเปิดอกคุยกันสองคน

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top