ขนาดตัวอักษร

12.เฉียวซื่อขี้อิจฉา

 39 Views

            เหลียนฟางโจวให้แอบรู้สึกเสียใจเล็กน้อย   หลังจากคำนวณยอดเงินเสร็จ  เธอพลันคิดได้ว่าแคว้นนี้ในยุคนี้ยังไม่มีการใช้ตัวเลขอารบิคกันเลย    ครานี้เมื่อเห็นผู้เฒ่าซือเอ่ยปากถามเพราะความอยากรู้เต็มเปี่ยม   เธอจึงยิ้มเจื่อนๆพลางกล่าวว่า  “แท้จริงแล้ว   พวกนี้เป็นสัญลักษณ์ที่ข้าคิดขึ้นมาใช้เอง  ไม่มีอะไรมากกว่านั้นหรอกค่ะ”

                   “โอ…”  ผู้เฒ่าซือครานี้ไม่รู้ว่าจะเชื่อ  หรือไม่เชื่อที่นางพูดดี   ทว่า..เขาอดถามต่อขึ้นมาไม่ได้  “ถึงแม้อย่างนั้น  เจ้าเป็นเพียงเด็กสาวคนหนึ่ง  เจ้าใช้วิธีอะไรถึงคิดคำนวณได้รวดเร็วนัก?”

                   เหลียนฟางโจวจึงแย้มยิ้มพร้อมกล่าวว่า “มันคือการคิดคำนวณในใจ!”

                   ในโลกที่กว้างใหญ่ไพศาลนี้  ทุกสิ่งย่อมเป็นได้  คนบางคนอาจเกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์การคิดคำนวณในใจ  เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้วผู้เฒ่าซือจึงคลี่ยิ้มพร้อมถอนหายใจออกมา  “ข้ามีชีวิตอยู่มาเกือบจะค่อนคนแล้ว  เด็กน้อยเอ๋ย   วันนี้เจ้าทำให้ข้าได้เปิดหูเปิดตายิ่ง   ข้าไม่เคยเห็นใครที่มีสติปัญญาล้ำเลิศขนาดนี้   ประเสริฐนัก!”

                   “โอ ท่านผู้เฒ่า  อย่าได้กล่าวเช่นนั้นเลย   ข้าแทบจะตัวลอยแล้ว   ถึงอย่างไรครานี้ผู้น้อยคงไม่อาจรับคำยกย่องอันเกินจริงได้”  เหลียนฟางโจวรีบพูดถ่อมตัวพลางส่งยิ้มบาง  จากนั้นจึงกล่าวขึ้นว่า “หากตัวเลขที่คำนวณได้ประจักษ์ชัดกันทั้งสองฝ่ายแล้ว   ครานี้พวกเราคงต้องขอตัวกลับก่อน”

                   “ฮ่า ฮ่า คอยเดี๋ยว คอยเดี๋ยว!”  ผู้เฒ่าซือเริ่มคำนวณจำนวนกระเบื้องและคิดเงินใหม่อีกครั้ง  ครั้นแล้วจึงโบกมือเป็นสัญญาณให้คนงานสองคน  ไปขนกระเบื้องมุงหลังคาขึ้นเกวียนตามที่จำนวนที่ตกลงกัน

                   เนื่องจากจำนวนกระเบื้องมีปริมาณมาก  บรรดาคนงานต้องขนกระเบื้องขึ้นเกวียนประมาณ  3-4 เที่ยวจึงเสร็จสิ้น   ค่าซื้อสินค้าคิดแล้วเป็นเงิน  2 ตำลึง  เมื่อชำระเงินเรียบร้อย  เหลียนฟางโจวจึงยกมือคารวะแสดงความขอบคุณบุคคลทางฝั่งเหมืองหินพร้อมรอยยิ้ม

                   ผู้เฒ่าซือกล่าวขึ้นอย่างตรงไปตรงมาว่า “สมควรแล้ว   สมควรแล้ว”  เด็กสาวคนนี้เข้าใจเรื่องการ คิดคำนวณดีนัก

                   สำหรับสองพี่น้องเมื่อกลับมาถึงบ้านแล้ว  ก็จำเป็นที่จะต้องขนของที่ซื้อมาลงจากเกวียน   ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงต้องการความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้านด้วย  แม้เหลียนฟางโจวและเหลียนเซ่อกลับไปตามพี่น้องที่เหลือมาช่วย   พวกเขาก็ไม่ได้นั่งเกวียน  ทว่าใช้วิธีเดินเท้ามาตามทางแทน

                   คราแรกหลี่ต้ามู่ได้เรียกให้สองพี่น้องนั่งบนเกวียนไปด้วยกัน   ทว่าทางเหลียนฟางโจวและเหลียนเซ่อต่างปฏิเสธอย่างแข็งขัน

                   หลี่ต้ามู่รู้สึกเสียใจ   อยากเรียกพวกเขาโดยสารมาด้วย    ทว่าเหลียนฟางโจวได้กล่าวปฏิเสธอย่างนิ่มนวล  “วันนี้ พวกข้าได้รบกวนท่านลุงหลี่มาทั้งวันแล้ว  และเจ้าวัวตัวนี้มันก็มีค่ายิ่งนัก   หากมันเหนื่อยล้ามากไป    จะกลายเป็นว่าพวกเราไปทำทารุณมัน    ท่านลุงอย่าได้เรียกพวกข้าขึ้นเกวียนอีกเลยนะ ”

                   หลี่ต้ามู่ไม่อาจกล่าวคำใดออกมาได้   ได้แต่ถอนหายใจออกมา   ทันใดนั้นเขาก็โพล่งออกมาพลางยิ้ม “เรื่องนี้  เจ้าอย่าเอาแต่พูดเองอยู่ฝ่ายเดียวเลย!  ทว่าข้าจะบอกว่า  ข้าขอร่วมเดินไปกับพวกเจ้าด้วยแล้วกัน!”

                   เมื่อกล่าวเช่นนั้นแล้ว  หลี่ตามู่ได้กระโดดลงมาจากที่นั่งคนขับเกวียน

                   ทั้งเหลียนฟางโจวและเหลียนเจ๋อทั้งคู่ต่างประหม่าที่จะพูดคุยกับหลี่ต้ามู่   คนทั้งสามจึงเพียงเดินไปพร้อมกับเกวียน  และต่างยิ้มแย้มให้กัน

                   เกวียนเทียมวัวเคลื่อนตัวไปอย่างเชื่องช้า   วันนี้มีแต่ภารกิจที่ยุ่งวุ่นวายตั้งแต่เช้าจรดเย็น   เนื่องจากต้องขนของขึ้นเกวียน   เดินทาง   แล้วขนของลงจากเกวียน   ทั้งป้าจาง  หลี่จวน และพี่จ้าวต่างก็ออกมาช่วยขนกระเบื้องลงคนละไม้คนละมือด้วย

                   “พรุ่งนี้น่าจะเป็นวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส  อย่าได้สายกันเล่า!  พรุ่งนี้ข้าและเจ้าน้องชาย สามคนจะช่วยเปลี่ยนกระเบื้องหลังคาใหม่  ทั้งจะเก็บกระเบื้องเก่าออกไปให้ด้วย“

                   เหลียนฟางโจวกล่าวขอบคุณพร้อมรอยยิ้มซาบซึ้งใจ

                   วันต่อมา หลังจากที่พวกเขาหักโหมกับงานมาตลอดวัน    ครานี้หลังคาบ้านได้รับการซ่อมแซมจนเสร็จสมบูรณ์แล้ว

                   “ในแคว้นนี้มีขายเพียงกระดาษปอหนาแปะหน้าต่างเท่านั้น  เอาไว้คอยป้าจางไปจ่ายตลาดตอนสิ้นเดือน   หากสะดวกก็ไปซื้อด้วยกัน   ไปดูว่ามีอย่างอื่นที่จำเป็นต้องซื้อเพิ่มอีกไหม !”หลี่ต้ามู่กล่าว

ตัวเหลียนฟางโจวได้วางแผนไว้ในใจเช่นนั้นอยู่แล้ว   นางจึงยิ้มตอบตกลงด้วยความ  ขอบคุณแล้ว   ขอบคุณอีก

                   เมื่อยืนบนพื้นมองดูหลังคาบ้านที่ใหม่เอี่ยม   นางรู้สึกถึงความสำเร็จอันหอมหวานและรู้สึกถึงก้าวย่างแห่งความมั่นใจผุดขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว    ส่วนเหลียนเซ่อเองก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก   พลางเอ่ยขึ้นว่า “ดีจัง   จากนี้ไปก็ไม่ต้องกลัวฝนตกหนัก!  หรืออากาศในหน้าหนาวอีกแล้ว!”

                   เหลียนฟางโจวกล่าวพร้อมยิ้ม “ใช่  จากนั้นพวกเราค่อยซ่อมแซมหน้าต่างให้ดี   และซื้อวัสดุทำผ้าห่มยัดฝ้ายสำหรับสองเตียง  หากยังมีเศษผ้าเหลืออยู่   ค่อยเอามาทำเป็นเสื้อกันหนาวใส่    เมื่อถึงฤดูหนาวก็ไม่จำเป็นต้องกังวลกันแล้ว   ไม่ต้องกังวลจากนี้จนถึงสิ้นเดือนเก้าเลย !  นับเป็นจังหวะที่ดีนัก!”

                   “อืม” เหลียนเจ๋อพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม “ได้ฟังที่พี่ใหญ่พูดมา!   ทว่า..ผ้าห่มยัดไส้ฝ้ายนี้คืออันใด?”

                   แม้แต่ตัวเหลียนเจ๋อเองยังค่อนข้างงุนงงขณะที่ตั้งคำถาม

                   “อะไรนะ?” เหลียนฟางโจวแทบไม่เชื่อหูตัวเอง  เบิกตากว้างจ้องมองเขาพูดขึ้นว่า “เจ้าพูดว่าอะไรนะ?”

                   “ข้า…”  แม้จะสอบถามเพื่อก่อประโยชน์ให้แก่นาง  ทว่าครานี้พี่ใหญ่ดูท่าทางตกใจเล็กน้อย  ผ่านมาสักครู่เขาก็ไม่อาจเอื้อนเอ่ยออกมาได้

                   เหลียนฟางโจวมัวแต่ขบคิด จึงมองหน้าเขาช้าๆพลางเอ่ยว่า “ขอโทษที  เจ้าพูดอีกครั้งได้หรือไม่?”

                   เหลียนเจ๋อเหลือบตาขึ้นมองนางอย่างแปลกใจ  เลยพูดอ้อมแอ้มว่า “ข้าถามพี่ใหญ่ว่าผ้าห่มยัดไส้ของพี่ใหญ่คืออันใด   ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน..อา!  มันเป็นของที่แพงมากหรือไม่?”

                   ผ้าห่มยัดฝ้าย?  แพงมากหรือไม่?

                   เหลียนฟางโจวอยากร้องให้  ทว่ากลับไม่มีน้ำตาไหลออกมา   “เจ้าไม่เคยได้ยินคำว่าผ้าห่มยัดฝ้ายหรอกรึ?   แล้วเจ้ารู้ไหมว่าฝ้ายคืออะไร?”

                   “ฝ้าย…”  เหลียนเจ๋อสั่นหัวถามกลับไปว่า  “มันคือดอกไม้อะไร ?  สวยมากหรือไม่?  ผลของมันอร่อยไหม?

                   เหลียนฟางโจวนิ่งค้าง  ในยุคนี้  ในราชวงศ์นี้ไม่มีฝ้าย?  เธอเริ่มกวาดตามองเสื้อผ้าตนเอง  เนื้อผ้าล้วนทอมาจากปอ  คล้ายกับว่าปลอกหมอน ผ้าปูเตียงล้วนตัดเย็บด้วยวัสดุประเภทนี้ด้วยเช่นกัน                                                 

                   “เช่นนั้นแล้ว  ในปลอกผ้าห่มที่เราห่มกัน   ไส้ในของมันคืออันใด?” เหลียนฟางโจวรีบเอ่ยถามทันใด

                   เหลียนเจ๋อมองนางด้วยสายตาแปลกๆ   ทว่ายังคงตอบคำถามนาง  “แน่นอนคือนุ่น  กก หลิว และปอหนา ไม่เช่นนั้นพี่ใหญ่คิดว่ามันคืออันใดเล่า?”  พี่ใหญ่ลืมแม้แต่เรื่องธรรมดาสามัญไปแล้วรึ?”

     

                   ในหัวของเหลียนฟางโจวเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก  ไม่ได้ใส่ใจกับความหมายคำพูดที่เขากล่าวออกมาด้วยความสงสัยเลย   ยังรีบถามต่อไปว่า “ภายในผ้าห่มของบ้านอื่นก็ยัดไส้ด้วยสิ่งเหล่านี้รึ?”

                   “แน่นอน!”  เหลียนเจ๋อพยักหน้าอย่างเป็นธรรมชาติพลางกล่าวว่า “ข้าเคยได้ยินมาว่าพวกคนรวยหรือมียศฐาบรรดาศักดิ์   ถึงขนาดยัดไส้ผ้าห่มด้วยผ้าไหม”

                   ดูเหมือนว่ายุคนี้แท้จริงแล้วไม่มีการปลูกฝ้ายเลย   นี่คงเป็นเรื่องจริง….

                   ทันใดนั้นเหลียนฟางโจวพลันรู้สึกอ้างว้างเปล่าเปลี่ยวในหัวใจขึ้นมา   ความรู้สึกถึงสิ่งที่คุ้นเคยถูกพรากไปเพราะกาลเวลา

                   เธออดโพล่งออกมาไม่ได้ว่า “ผ้าห่มเช่นนั้น มันช่วยให้อบอุ่นได้จริงรึ?  ในฤดูหนาวสามารถ…“

                   “อุ๊บส์…พี่ลืมสิ้นแล้วรึ!”  เหลียนเจ๋ออดหัวเราะออกมาไม่ได้พลันกล่าวว่า “พี่ใหญ่ เวลาหลายปีที่ผ่านมา ท่านไปอยู่ไหนมา?”

                   เหลียนฟางโจวมองหน้าเขาอย่างโง่งม   อดหัวเราะออกมาไม่ได้   นางพยักหน้าเข้าใจในที่สุดพลางกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่ใช่อย่างนั้น!  ข้าแค่สับสนไปหน่อย!   ที่ข้าพูดหมายถึงสิ่งเหล่านั้นแหละ!”

                   ‘เฮ้อ..เข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตามสินะ  เธอรำพึงในใจ

                   “พวกเราเหน็ดเหนื่อยกันมากว่าสองวันแล้ว  พรุ่งนี้เราค่อยพักสักวัน  วันมะรืน ข้าและเจ้าค่อยไปเก็บมันเทศด้วยกัน”  เหลียนฟางโจวกล่าวด้วยรอยยิ้ม

                   แม้ว่าเหลียนเจ๋อจะเหนื่อยล้า   ทว่าก็ไม่เต็มใจจะหยุดพักพลางกล่าวว่า “หรือว่า พี่ใหญ่จะพักอยู่ที่บ้านพรุ่งนี้  ข้าจะออกไปเก็บมันเทศให้ก่อน”

                   “ไม่ดีหรอก!”  เหลียนฟางโจวปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง  เอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มว่า “เจ้ายังเยาว์วัย   ด้วยร่างกายเช่นนี้   ไม่อาจหักโหมมากเกินไป  หากบาดเจ็บหรือประสบอุบัติเหตุขึ้นมา   จะล้มป่วยได้   อาจทำให้ร่างกายเจ้าไม่แข็งแรงสมบูรณ์อีกต่อไป !”

                   เหลียนเจ๋อได้ยินนางพูดอย่างจริงจัง   ตัวเขาเองยังไม่กระจ่างเท่าใดนัก   จึงได้แต่พยักหน้าทั้งพยายามครุ่นคิดตามไปด้วย

                   กว่าสองวันที่เหลียนฟางโจวซื้อกระเบื้องมุงหลังคาใหม่   ยุ่งวุ่นวายเรื่องซ่อมแซมหลังคาจนเสร็จ    เมื่อเฉียวว์่อวรู้เข้าให้ รู้สึก ริษยาชิงชังนัก  พร่ำบ่นกับเหลียนลี่ผู้สามีไม่หยุด   “คนแบบไหนกันทำไมถึง ได้คิดสั้นเช่นนี้   ใช้เงินไป 2 ตำลึงเพื่อทำตัวโอ้อวดใหญ่โต  ทำตัวราวกับเป็นคนไม่เคยมีเงินมาก่อน   ฮึ่ม…กล้าไปเอาเงินค่ายกเลิกหมั้น  ไม่กลัวเรื่องเสื่อมเสียชื่อเสียง   นางจะคอยดูหลานสาวคนนี้  ที่ชีวิตนี้หญิงสาวไม่อาจได้แต่งออกไปแน่!”

                   ฝ่ายเหลียนลี่ยืนฟังนางบ่นพึมพำซ้ำไปซ้ำมา  จึงอดจะวิจารณ์เรื่องนี้ไม่ได้   เป็นเรื่องที่น่ากลัดกลุ้มนัก   พวกเขาต่างก่นด่า “ครานี้เงินถูกใช้เพื่อสิ่งเหล่านี้รึ?  เจ้ามันไร้ประโยชน์   แม้แต่เด็กสาวคนหนึ่งก็ไม่อาจจัดการได้   ข้าปวดหัวที่จะปากเปียกปากแฉะกับเจ้านัก!”

                   เฉียวซื่อเข้าใจในสิ่งที่เขากล่าวออกมา  ที่ไม่อาจไปเอาเงิน 10  ตำลึงมาอยู่ในกำมือได้   ให้รู้สึกผิดหวัง  และเจ็บปวดใจ  ทั้งยังหงุดหงิดและกรุ่นโกรธ พลางตะโกนขึ้น “เจ้าจะบอกว่าข้าปัญญาเบารึ!  แล้วท่านสามารถทำได้รึ  เช่นนั้นแล้ว  ทำไมไม่ไปลงมือเองเล่า!”

                   เหลียนลี่ชี้นิ้วเข้าหาตัวเองพลางเอ่ยขึ้น “ให้ข้าไปรึ?  ข้าจะไปได้อย่างไรกัน!  ให้ลุงฉกฉวยเงินไปจากมือหลานสาว  หากมีคนรู้จะเอาไปพูดกันเยี่ยงใด?”

                   เฉียวซื่อไม่เห็นด้วยพลางพูดด้วยเสียงกดต่ำ  “พวกเราจะกลัวสิ่งใด!  หลังประตูที่ปิดอยู่ใครจะรู้ว่ามีเรื่องอันใดเกิดขึ้น?  แค่เด็กเล็กๆไม่กี่คนมันจะกล้าร้องแรกแหกกระเชอออกมารึ?  แม้พวกมันกล้าโวยวาย  จะมีสกุลใดเชื่อเรื่องที่พวกมันพูดกันเล่า!”

                   ความผิดหวังเสียดายของเฉียวซื่อเริ่มมากขึ้นๆพลางพึมพำว่า “หลังจากนั้นเรื่องทุกอย่างก็ไม่มีใครสนใจอีกต่อไป   ท่านมันไร้สามารถ….”

                   นางโมโหโทโสไม่หยุดพลางเอ่ยขึ้น “เงิน 10 ตำลึงเลยนะ!  เพียงพอให้เราใช้จ่ายไปอีกครึ่งปีเลย  แม้อาจะมีคนไม่กี่คนนินทาแล้วอย่างไร?  ไม่สิ  สิ่งที่พวกนั้นซื้อมาไม่น่าจะถูกถึงเพียงนั้น  ข้าต้องไปดูให้เห็นกับตาเสียแล้ว!   ”

 

                  เฉียวซ์่อบุกไปหาเหลียนฟางโจวถึงบ้าน  ท่าทางเฉยเมยพลางกล่าวว่า “แหม  เจ้าช่างเป็นพี่สาวที่เก่งกาจขึ้นเรื่อยๆเลยนะ   แม้แต่บ้านยังหาทางซ่อมแซมจนได้ !”

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top