ขนาดตัวอักษร

10.คอยมารดาข้ามาทวงถามเอง

 66 Views

                  “ถูกต้อง!”  ดวงตาของเฉียวซื่อสว่างวาบเหมือนกับอารมณ์นาง   นางครางออกมาอย่างมีชัย   “คล้ายกับว่าเจ้าแอบเอาข้าวเปลือกไปขายลับๆ  แล้วตั้งใจแสร้งทำตัวน่าสงสาร    จากนั้นก็มาบ้านเราเพื่อฉ้อโกง!   ฮึ่ม…พวกเจ้าพี่น้องช่างคิดคำนวณมาได้ดีนัก   ด้านหนึ่ง…ก็เก็บข้าวเปลือกไว้เพื่อหารายได้เข้ากระเป๋า   อีกด้านหนึ่ง…ก็มาเรียกร้องเอาข้าวเปลือกเพิ่มอีก  ช่างไร้ศีลธรรมจริงๆ”

                   “แม้บิดามารดาเจ้าไม่อยู่แล้ว    ในฐานะมนุษย์เจ้าควรมีมโนสำนึกบ้าง   อย่าได้ใช้เล่ห์กระเท่ห์ให้มันมากนัก!” เหลียนลี่ยังคงพูดต่อไป “อันที่จริงแล้วพวกเจ้าเป็นหลานชายและหลานสาว   เราไม่ควรปล่อยพวกเจ้าลอยนวล    ทั้งต่อต้านการช่วยเหลือดูแลของเรา สามครั้งห้าครั้ง   พวกเจ้าก็ยังไม่เคยโดนลงโทษเลย   ทว่า..พวกเจ้ายังใช้เล่ห์กลโกงและวาจาข่มขู่พวกเรา   มาเรียกร้องเพิ่มอย่างยโสโอหัง!     ถึงกับขอข้าวเปลือกหนึ่งพันกระสอบ   ช่างระรานกันเกินไปแล้ว!”

                   “ท่าน ท่าน….” เหลียนเจ๋อโกรธจนพูดไม่ออก   หอบหายใจไม่เป็นจังหวะ เขาตกตะลึง   และเต็มไปด้วยความผิดหวัง

                   เขาไม่คาดคิดเลยว่าลุงและป้าที่มีสายเลือดเดียวกันจะมีวาจาและการกระทำที่ร้ายกาจเช่นนี้   ความสัมพันธ์ของตระกูลอะไรกันเล่า  สายเลือดเดียวกันอะไรกันเล่า   ในสายตาของพวกเขาสิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีค่าเลยแม้แต่เงินอีแปะเดียว!

                   ณ เวลานี้  ความโศกเศร้าสะเทือนใจมันมหาศาลกว่าความโกรธของเด็กหนุ่มนัก

                   เหลียนฟางโจวดึงแขนเสื้อเหลียนเซ่อเบาๆ   พลางตบไหล่เขาเพื่อปลอบประโลมและดูคล้ายว่าไม่อารมณ์เสียแม้แต่น้อย     เธอไม่มีท่าทางฉุนเฉียวแม้แต่นิดเดียว   พลางถามขึ้นนิ่งๆว่า “สรุปว่าลุงและป้าตัดสินใจไม่ยอมรับเรื่องจะคืนข้าวเปลือกให้เราแล้วใช่หรือไม่?”

                   “ฝันไปเถอะ!”  เฉียวซื่อแค่นเสียงตอบ

                   เหลียนลี่มีชั้นเชิงกว่าภรรยาผู้มีปัญญาทึบอย่างเห็นได้ชัด   เขากล่าวตอบทันควัน “คืนอันใด?  เราไม่เป็นหนี้อะไรพวกเจ้าเสียหน่อย?   แล้วเราจะคืนอันใดได้อย่างไร?”

                   “ถูกต้อง!” เฉียวว์่อรีบสำทับทันที

                   “ฮ่าฮ่า”  เหลียนฟางโจวหัวเราะเบาๆพลางกล่าว “ถึงอย่างไร  ท่านแม่ข้าได้บอกข้าให้มา  เข่นนั้นข้าถึงได้มา   ถ้อยคำต่างๆที่มารดาบอกให้ข้าพูดข้าก็ได้กล่าวออกไปหมดแล้ว   ทว่าลุงและป้าไม่เต็มใจยอมรับ    เช่นนั้นแล้ว…คงไม่มีสิ่งใดที่ข้าสามารถทำได้อีก  โอว…ใช่แล้ว  ท่านแม่ข้าบอกข้าอีกด้วยว่า   หากพวกท่านไม่ยอมคืนของมาให้แล้ว   นางจะมาทวงถามพวกท่านด้วยตัวนางเอง!    ครานี้เราสองพี่น้องคงต้องขอตัวก่อน!”

                   เหลียนลี่และเฉียวซื่อสายตาพลันว่างเปล่าไปชั่วขณะหนึ่ง    ทั้งสองไม่รู้ว่าจะกล่าวคำใดออกมาดี     เด็กสาวคนนี้มีวาจาที่ครบกริบ   ทิ่มแทงจนไม่เหลือชิ้นดี    เมื่อใคร่ครวญถึงการแสดงออกและสถานการณ์ที่ขับเคี่ยวกัน   ไม่คาดคิดว่านางจะยุติเรื่องเอาดื้อๆเช่นนี้?

                   ถ้อยคำถอดใจที่เหลียนฟางโจวกล่าวออกมาแจ่มแจ้งนั้น    ทำให้เหลียนลี่มีความรู้สึกคล้ายกับไม่ใช่เรื่องจริงอย่างประหลาด

                   “พวกเจ้าจะกลับไป  แบบนั้นนี่นะ?”  เหลียนลี่อดถามออกมาไม่ได้

                   เหลียนฟางโจวส่งยิ้มบางพลางกล่าว “ข้าจะไม่กลับไปแบบนั้น    ข้าเชื่อคำพูดของท่านแม่    พวกท่านจะคืนข้าวเปลือกให้เราอย่างแน่นอน!”

                   “เฮอะ!”  เหลียนลี่ยิ้มเยาะให้สวรรค์     จ้องเขม็งตามหลังขณะที่สองพี่น้องเดินออกไป

                   “ท่านพี่  นี่…ทำไมข้ารู้สึกว่ามีอะไรแปลกๆ!”  เฉียวซื่อพูดเสียงตะกุกตะกัก    นางรู้สึกสงสัยขึ้นมาตะหงิดๆด้วย

                   “เจ้าคิดเช่นนั้นรึ?”  เหลียนลี่หันหน้ามามองนางพลางเอ่ยถาม  “แล้วที่เจ้าพูดมาว่าแปลกๆ  มันเป็นอย่างไรเล่า?”

                    เฉียวซื่อหยุดคิดสักครู่  พลันกล่าว  “ท่านขอข้าให้พูด  ทว่าข้าไม่อาจกล่าวออกมาได้ว่าข้ารู้สึกว่ามันแปลกอย่างไร!   ท่านไม่เคยเห็นคราที่แม่เฒ่าแซ่หยางมายกเลิกการหมั้นหมาย   เจ้าเด็กแสบนั่นมันไม่มีเหตุผลเอาซะเลย    พอมาครานี้ วันนี้ นางก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง!”

                   “ฮึ่ม!”  เหลียนลี่แค่นเสียงพลางกล่าวช้าๆ  “นางไม่ได้พูดหรอกรึว่ามารดาที่ตายเป็นผีแล้วของนางจะมาหาเรา ? เช่นนั้นแล้ว  เรามาคอยดูกันต่อไปดีกว่า!”

                   เฉียวซื่อเริ่มหวาดกลัวขึ้นมาพลางรีบกล่าวละล่ำละลักว่า “ทะ ทะ ทะ ท่านพี่  ท่านกล่าวอะไรเหลงไหลเช่นนี้    ในเมื่อทุกอย่างก็ออกราบรื่นดี    เหตุใดนางจะมาพบเรา!  เราไม่ได้ทำร้ายนางซักหน่อย!”

                   “เจ้าช่างขี้กลัวอะไรอย่างนี้!”  เหลียนลี่มองหน้านางนิ่งๆพลางเอ่ยออกมา   “ข้าไม่เชื่อหรอก!”

                   ใจของเฉียวซ์่อตกไปที่ตาตุ่ม  รอยยิ้มนางแข็งค้าง  ทว่าก็ไม่ได้กล่าวอันใดออกมา

                   “พี่ใหญ่”  เมื่อออกมาจากบ้านเหลียนลี่  เหลียนเจ๋อให้หัวเสียนักขณะที่เขาเดินตามหลังเหลียนฟางโจว    เขาเอ่ยเสียงขึ้น “ข้าไม่เคยคิดเลยว่าลุงกับป้าจะทำกับเราเยี่ยงนี้!  ตอนที่ท่านพ่อและท่านแม่ยังมีชีวิตอยู่   เขามาที่บ้านเราบ่อยๆ เพื่อมาเอานั่นเอานี่ไปเฉยๆ   พวกเขากล่าวคำเหล่านั้นออกมาได้อย่างไร  พวกเขาเป็นลุงและป้าของเราแท้ๆรึไม่?”

                   เหลียนฟางโจวหัวเราะเล็กน้อยพลางกล่าว “เจ้ายังไม่เห็นอีกรึ? ต่อไปนี้  ไม่จำเป็นต้องอารมณ์เสียเพราะพวกเขาอีกแล้ว   เพราะมันช่างไร้สาระนิ่งนัก!”

                   “ข้าไม่ได้…”  ตัวเหลียนเจ๋อเองก็ไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกเขาออกมาอย่างใรในชั่วขณะนี้อีกด้วย   เขาได้แต่เปิดปากและหุบปากลงไปใหม่พลางก้มหัวลง

                   “พี่ใหญ่  ท่านแม่เราไม่ได้มาเข้าฝันพี่จริงๆใช่ไหม?”  เหลียนเจ๋ออดถามออกมาไม่ได้  เขาถอนใจ “ถึงแม้เป็นเรื่องจริง แล้วอย่างไร ?   ข้าได้บอกไปตั้งแต่ต้นแล้ว  ว่าลุงและป้าไม่มีทางคืนข้าวเปลือกให้แก่เราหรอก!   ทว่าพี่ใหญ่ไปไม่ต้องวิตกไป   เราจะไม่อดตายแน่   เราแค่อยู่รอดให้ผ่านช่วงหน้าหนาวนี้ก็พอ   คอยจนถึงฤดูเก็บเกี่ยวปีหน้า   ข้าจะคอยเฝ้ามองอย่างเข้มงวดไม่ปล่อยให้พวกเขาช่วยเราอีก”

                   “ครานี้เป็นเวลาใด  ยังเหลืออีกหนึ่งปีกว่าจะถึงฤดูเก็บเกี่ยว!”  เหลียนฟางโจวกรอกตาไปมา   ทว่าเมื่อมองใบหน้าเศร้าหมองของน้องชาย  หัวใจพลันอ่อนยวบ  นางกล่าวเสียงนุ่มว่า “เอาล่ะ ครานี้ เจ้าก็ทำใจให้สบายเถิด  ข้าวเปลือกหนึ่งพันกระสอบนี้  เราจะได้กลับคืนแน่นอน! ทว่าก่อนหน้านั้น  เจ้าจำเป็นต้องตั้งใจฟังแผนการของข้าก่อน!”

                   เหลียนเจ๋อมองหน้านางอย่างุนงง  เหลียนฟางโจวหัวเราะเบาๆ   นางนึกแผนการดีๆออกแล้ว

                   เช้าตรู่วันที่สอง  หลี่ต้ามู่ได้จัดเตรียมเกวียนเทียมวัวแล้วไปเรียกเหลียนเซ่อ   เขาต้องการร่วมเดินทางไปเหมืองหินกับเด็กหนุ่มเพื่อไปซื้อกระเบื้องและอิฐ

                   เหลียนฟางโจวประสงค์จะไปกับทั้งสองด้วย   ช่วงนี้ชื่อเสียงของเธอย่ำแย่   เธอควรใช้โอกาสนี้ไปเปิดหูเปิดตาเสียหน่อย   การไปชมเยี่ยมชมวิวทิวทัศน์ของขุนเขา   ลักษณะภูมิประเทศ พื้นที่เพาะปลูกและสภาพของพืชผลการเกษตรถือเป็นความคิดที่ดี

                   หลี่ต้ามู่คิดสักครู่  พลันพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม

                   เหลียนฟางฉิงเห็นเช่นนี้ก็รบเร้าขอไปด้วยเพื่อไปเที่ยวเล่นบ้าง   ทว่า  เหลียนฟางโจวไม่อนุญาติ   เธอบอกเหลียนเช่อและนางให้อยู่เฝ้าบ้าน   เหลียนฟางฉิงทำง้ำท่าทางขัดใจชัดเจน

                   เหลียนฟางโจวเห็นใบหน้าที่เศร้าสร้อยน่าสงสารแทบจะทนมองไม่ได้   ดังนั้นนางจึงก้มตัวลงและดึงน้องน้อยเข้ามาใกล้ๆพลางกระซิบว่า “เชื่อฟังและอยู่บ้านกับพี่สามนะ  รอจนพวกพี่กลับมาตอนเย็นก่อน แล้วพี่จะทอดไข่ให้พวกเจ้ากิน  ดีไหมเอ่ย?”

                   สีหน้าของเลียนฟางฉิงพลันสดใสขึ้นทันใด พลางแลบลิ้นเลียลิ้มฝีปากด้วยความอยากกิน โดยไม่รู้ตัว   สักครู่นางสั่นหัวพลางกล่าวว่า “ไม่ได้   ไข่ต้องเก็บเอาไว้ขาย  เช่นนั้นแล้วเราถึงจะซื้ออาหารได้”

                   หัวใจเหลียนฟางโจวพลันเหมือนมีหนามทิ่มแทงทั้งรู้สึกเศร้าสลด   นางกล่าวอย่างอ่อนโยน “เงินที่ไว้ซื้ออาหาร  พี่สาวจะหาเอง  ไม่จำเป็นต้องขายไข่ไก่  จากนี้ไปไข่ไก่ของเรามีไว้ให้เจ้าและเหลียนเช่อกินเท่านั้น”

                   “จริงๆรึ?!”   เหลียนฟางฉิงโพล่งออกมาด้วยความดีใจ   รีบพยักหน้ารัวๆ  นางกล่าวด้วยว่า “พี่ใหญ่และพี่รองก็กินด้วยนะ”

                    “ได้จ้ะ  เราจะกินด้วยกัน”  เหลียนฟางโจวยิ้ม

                   เหลียนฟางโจวและเหลียนเซ่อนั่งบนเกวียนที่หลี่ต้ามู่ขับพาทั้งสามไปที่เหมืองหินช้าๆ

                   ทันทีที่พ้นหมู่บ้านต้าฟาง  เหลียนฟางโจวได้สังเกตทัศนียภาพสองข้างทาง   เธอเห็นว่าทั้งสองฟากถนนเป็นเนินเขาสลับซับซ้อน   หรือไม่ก็ที่ราบที่โผล่กลางเนินเขา  มีต้นไม้เขียวชอุ่มปกคลุม  นางมองคร่าวๆและเห็นว่าส่วนใหญ่เป็นต้นสนเฉว  สนซ้ง สนชง  ต้นเฟิง(เมเปิ้ล) ต้นจาง(การบูร)

                   มีเนินที่ราบมากมาย  หลายๆที่ได้รับการฟื้นฟูจากความแห้งแล้งด้วยการปลูกพืชผลตามฤดูกาล   พื้นดินแห้งแตกระแหงและมองเห็นเป็นสีเหลือง   สีเหลืองที่เห็นนั่นคือต้นอ่อนของมันเทศ และเผือก  และที่เห็นเป็นชิ้นๆ ซี่ๆจำนวนหนึ่ง  คือชั้นตากเต้าหู้ที่มีสภาพแตกหัก

                   บริเวณที่มีแหล่งน้ำ ถูกขุดเป็นร่องยาวให้เชื่อมทะลุสู่ทุ่งนา  เวลานี้ใครได้มีโอกาสไป  จะเห็นภาพท้องทุ่งทั้งหมดเต็มไปด้วยตอข้าว  ที่ตอนนี้ทั้งแห้งและเหลืองไปทั้งสิ้น

 

                   เหลียนฟางโจวไม่จำเป็นต้องไปซักถามผู้ใด    เธอย่อมเข้าใจได้ด้วยตนเอง

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top