ขนาดตัวอักษร

8.ความสัมพันธ์ของสองครอบครัว

 43 Views

                  สองสามีภรรยาหนุ่มสาวมองหน้ากันและกัน, รู้แล้วว่าทั้งสองคงไม่สามารถซ่อนตะกร้าไข่หรือโป้ปดท่านแม่ได้  หลี่ซานเหอยอมบอกนางตรงๆ

                   เขายังไม่ทันได้กล่าวจบ  ป้าจางก็มีโทสะแล้วพลางกล่าวขึ้นว่า “เหม่ยซี่…เจ้ากำลังทำอันใดอยู่!”  เหล่าสี่พี่น้องช่างน่าเวทนายิ่งนัก  ข้ายอมรับว่าไม่สามารถช่วยพวกเขาให้พ้นความลำบากได้ทั้งหมด  เราไม่สามารถช่วยพวกเขาได้ทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องหนึ่ง  เหตุใดยังคงอยากได้ของๆพวกเขากัน?  ไข่ไก่เหล่านี้  พวกเจ้าไม่รู้หรือว่ามันช่วยชีวิตพวกเขาได้มากมายนัก  ช่างน่าเวทนานัก เจ้าสมควรพิจารณาตัวเองได้แล้ว!  โอ..รีบนำไปคืนสี่พี่น้องโดยเร็ว!”

                   จ้าวซื่อไม่เต็มใจนัก  ใบหน้าบึ้งตึงขึ้นหลายส่วน “ท่านแม่…ท่านพูดอันใดออกมา! ข้าทำสิ่งใดผิดต่อท่านจึงพูดกับข้าเช่นนี้!  ครอบครัวเราช่วยพวกเขามากมายนักและข้าเพียงแค่รับไข่กลายเป็นเรื่องร้ายแรงใช่หรือไม่?  และไม่ใช่ว่าข้าเป็นผู้ไปขอมา  เป็นตัวเหลียงฟางโจวเองให้ไข่มาเป็นของกำนัล  ข้าได้บอกนางแล้วว่าไม่จำเป็น  แล้วนางยังยัดเยียดของใส่ในมือข้า  กลายเป็นว่าเป็นความผิดข้าทั้งหมดได้อย่างไร เป็นความผิดของข้าโดยสมบูรณ์เช่นนั้นหรือ  ข้าไม่เข้าใจว่าเหตุใดพวกท่านถึงช่วยเหลือพวกเขามากมายขนาดนั้น  ครอบครัวเราไม่ใช่ตระกูลขุนนางร่ำรวย  ไม่ควรให้การช่วยเหลือเช่นนี้  ถึงอย่างไรข้าคงจะไม่นำส่งคืนหรอกค่ะ  และเรื่องนี้ข้าจะไม่จัดการหรือเข้าไปเป็นธุระให้แน่นอน  ใครที่ใจรักจะนำส่งคืนก็ให้ผู้นั้นทำเองเถิด  จริงๆแล้วท่านเห็นข้าเป็นตัวอะไรไม่ใช่คนใช่ไหม  ข้าทำสิ่งนี้เพื่ออันใดรึ?  ข้าทำเพื่อครอบครัว  ข้ากล่าวแล้วว่าข้าไม่ได้อยากรับไข่เหล่านี้เพื่อแอบไว้กินเองลับหลัง”

                  จ้าวซื่อรู้สึกเสียใจนัก  ดวงตาแดงก่ำ  วางตะกร้าบนพื้นอย่างแรง  พลันวิ่งเข้าไปในบ้าน

                   เหลียนซานเก่อเห็นว่ามารดาโกรธจนใบหน้าเปลี่ยนสี  พลันเขารีบกล่าว “ท่านแม่…ความคิดนางยังเยาว์  ท่านไม่จำเป็นต้องลดตัวลงไปโต้เถียงกับนาง!  ท่านไม่ควรโมโหไป  โปรดอย่าได้โกรธเลย  สักครู่ข้าจะพานางไปขอโทษท่าน!  ไข่พวกนี้…ให้อาจวนนำไปคืนพวกพี่น้องสกุลเหลียนเถิด

                   “เฮ้อ…” ป้าจางถอนใจออกมาอีกครั้งพลางกล่าว “แม่ไม่ได้โกรธเมียเจ้าหรอก  สิ่งที่นางพูดก็นับว่าไม่ผิด  เป็นเพียงครอบครัวเราที่ผิด!  ภายหลังเจ้าควรอธิบายให้นางฟังจะดีกว่า  แค่เพียงให้นางเข้าใจสถานการณ์ก็พอ  ซานเก่อ..อา  เมื่อปีที่พ่อเจ้าช่วยเขายกท่อนซุงและเกิดขาหัก  ต้องพักเกือบปีและไม่สามารถยืนได้ ทำได้เพียงคลานบนพื้น อีกทั้งไม่สามารถทำงานได้  ลุงและป้าสกุลเหลียนได้ช่วยพวกเราไว้มากเท่าใด?  เวลานั้นพวกเรายากจนนัก  ไม่มีเงินไปซื้อยาให้พ่อเจ้า  ข้าไปบ้านป้าเหลียนเพื่อขอยืมเงิน  ข้าได้ทราบภายหลังว่าป้าเหลียนได้ขายสินเดิมของนางเพื่อแลกเป็นเงิน  ไม่เช่นนั้นขาพ่อเจ้าคงพิการไปแล้ว!  เจ้าคงยังมิลืมใช่หรือไม่?”

                   “ท่านแม่!” เหลียนซานเก่อกล่าว “ข้าจะลืมได้อย่างไร  ท่านและท่านพ่อสอนสั่งและบอกอาจวนและข้า  ข้าไม่มีทางลืมแน่!  ป้าเหลียนและลุงเหลียนเป็นคนดียิ่งนัก  ครานี้ครอบครัวพวกท่านประสบความเดือดร้อน  มันถูกต้องแล้วที่เราควรช่วยเหลือพวกเขา!”

                   “หากเจ้าสามารถคิดได้เช่นนี้แล้วนับว่าถูกต้องนัก”  ป้าจางเบาใจขึ้น  “การเป็นมนุษย์ต้องดำรงชีวิตอย่างมีมโนธรรม    ฟ้าดินกำลังมองเราอยู่!  มีคำโบราณกล่าวว่า น้ำแม้เพียงหยดเดียวจะคืนกลับมาเป็นน้ำพุพร่างพราย (หมายถึงแม้ได้รับการช่วยเหลือเล็กน้อยจากผู้อื่น เราควรตอบแทนความปรารถนาดีด้วยทั้งหมดที่เราสามารถทำได้เมื่อผู้นั้นถึงคราวจำเป็น)  แท้จริงแล้วพวกเราไม่สามารถช่วยสี่พี่น้องได้มากมาย  ทว่า…ทำได้แต่เพียงช่วยเหลือเล็กน้อยเท่านั้น!  เช่นนี้แล้ว…ยังคงรับของพวกเขาอีกรึ  ใจเราจะไม่รู้สึกย่ำแย่ได้อย่างไร? พ่อแม่เจ้ายังมีหน้าไปพบใครได้อีกรึ?”

                   “ท่านแม่..ท่านกล่าวถูกต้องแล้ว!  ข้าเข้าใจแล้ว  ข้าไม่มีปัญหาอันใด  ปัญหาหลักคือเหม่ยซี่ที่ไม่รู้เรื่องราวในอดีตของครอบครัวนี้  ทันทีที่ข้าบอกนาง  เมื่อนางรับทราบ  ก็น่าจะหมดปัญหา”  หลี่ซานเกล่าวโน้มน้าวป้าจางอีกครั้ง  สักครู่กล่าวขึ้นว่า “ข้าจะบอกอาจวนให้คืนไข่กลับไปสกุลเหลียน!”

                   “ข้าไปเองโดยตรงจะดีกว่า”  ป้าจางถอนใจ  “หากอาจวนไป  เกรงว่านางอาจไม่ยอมรับกลับ  ข้าจำเป็นต้องคุยกับนาง  ในภายหน้าอย่าได้เกิดเรื่องเช่นนี้อีกนะ!”

                   ป้าจางกล่าวขึ้น พลันหิ้วตะกร้าไข่เจ้าปัญหากับบ้านสกุลเหลียน

                   เมื่อนางมาถึงบ้านสกุลเหลียน  เวลานั้นสี่พี่น้องกำลังกินอาหารมื้อเย็นกันอยู่

                   เมื่อเห็นโจ๊กครึ่งหม้อที่มีข้าวกับมันเทศไม่มาก  ป้าจางอดรู้สึกสลดใจไม่ได้

                   เมื่อพี่น้องทั้งสี่เห็นป้าจาง  พวกเขารีบมายืนต้อนรับ  เหลียนฟางโจวร้องเรียกเสียงร่าเริง “ป้าจาง”  พลันเมื่อเห็นตะกร้าไข่  เธอจึงเข้าใจว่ามีเรื่องอันใด..

                   “ฟางโจว!” เธอยังไม่ได้เปิดปากพูด  เมื่อเห็นใบหน้าป้าจางมืดครึ้มลงพลางกล่าวว่า “ นี่หมายความเช่นใด สาวน้อย?  เจ้ากำลังดูถูกป้าและลุงเจ้าใช่หรือไม่?  ครอบครัวทั้งสองของพวกเราเริ่มห่างเหินตั้งแต่เมื่อใด? หากเจ้ายังเห็นข้าเป็นป้าเจ้า เช่นนั้น..จงนำไข่นี่ไปเก็บเถอะ  ในภายภาคหน้า  หากเจ้าต้องการความช่วยเหลือ แค่พูดออกมาก็พอ  ข้าไม่อนุญาตให้ส่งของใดๆมาให้อีกต่อไป!  ไม่เช่นนั้นแล้ว ข้าจะรับไข่นี่ไว้ และในภายหน้าเจ้าคงไม่มีความจำเป็นก้าวเท้าผ่านประตูและเข้ามาในบ้านข้าแล้ว!”

                   ..ชั่วขณะหนึ่งเหลียนฟางโจวไม่สามารถกล่าวคำใดออกมา  สักครู่..เธอจึงยิ้มปูเลี่ยนๆ  เพียงเสียงเดียงที่เหมาะกับสถานการณ์เช่นนี้ “ป้า…ข้า…”

                   “พูดมา!  ไข่พวกนี้ เจ้าจะรับหรือไม่รับ!” ป้าจางจ้องเธอเขม็ง

                   ริมฝีปากเหลียนฟางโจวรู้สึกชา  ไม่สามารถหาคำใดมาเอื้อนเอ่ยได้  หัวใจหนักอึ้ง อึดอัดหายใจไม่ออกด้วยความตื่นตระหนก

                   เธอจะพูดสิ่งใดได้

                   “รับค่ะ!   ข้าจะรับค่ะ!” เหลียนฟางโจวรีบพยักหน้า  “ท่านป้า…ท่านและท่านลุงหลี่ช่างเป็นคนดียิ่งนัก  ในภายหน้าข้าจะตอบแทนพวกท่านกลับอย่างแน่นอน!”

                   “ดีแล้วล่ะ!”  สีหน้าป้าจางพลันคลายลง  ค่อยๆวางตระกร้าลงอย่างระมัดระวังพลางแย้มยิ้ม “เรื่องอนาคต  ก็ให้เป็นเรื่องของอนาคต  หากมีวันใดที่เจ้าเกิดมีวาสนาร่ำรวยขึ้นมา  เช่นนั้น…ข้าไม่รังเกียจที่เจ้าจะตอบแทนเราแน่!  ฮ่า…ฮ่า  เอาล่ะ  ทิ้งไข่พวกนี่ไว้กินกันเองเถิด  พวกเจ้าพี่น้องยังอยู่ในวัยเติบโต  ควรเอาไว้กินเองจะดีกว่า! หากมีอาหารไม่พอ  ก็มาบอกป้าคนนี้  ป้าจะช่วยเจ้าคิดหาทางเอง!”

                   แน่นอนโดยธรรมดาเหลียนฟางโจวจะไม่โยนปัญหาใหญ่ไปให้คนอื่น  ทว่า…เธอยังไม่ต้องการบอกปัดความเมตตาของป้าจาง   เช่นนั้น ..เธอจึงพยักหน้าพลางยิ้ม “หากยากลำบากนัก  ข้าจะไปหาท่านป้าค่ะ”

                   “เอาล่ะ..ดีมาก! อา..ข้าขอบอกเจ้า  นี่คือครั้งสุดท้ายที่ข้าจะกล่าวเช่นนี้  หากเจ้าทำตัวเป็นคนอื่นคนไกลอีกครั้ง  ป้าจะโกรธเจ้าจริงๆ!”  พลันที่นางได้รับคำตอบรับจากเหลียนฟางโจว   ป้าจางจึงจากไปอย่างพอใจ

                   “ป้าจางและครอบครัวท่านเป็นคนดียิ่งนัก!”  เหลียนเซ่อพูดขึ้น

                   “ใช่” เหลียนฟางโจวถอนหายใจเบาๆ  ดวงตาดูเหมือนเข้มขึ้นเล็กน้อยพลางกล่าวช้าๆว่า “แม้นว่า  ป้าจางและครอบครัวเป็นเพียงเพื่อนบ้าน  ทว่า…พวกเขาปฏิบัติต่อเราดียิ่งนัก  บางคนซึ่งมีสายเลือดเดียวกัน  ทว่า…แทบจะคอยรีบเหยียบเราให้ย่อยยับไม่ได้!  อาเจ๋อ  บอกข้ามาว่ากับคนเหล่านี้ซึ่งมีมโนสำนึกที่ถูกสุนัขกัดแทะ  พวกเราควรสุภาพด้วยหรือไม่?”

                   ทันทีที่เหลียนเจ๋อได้ยินคำกล่าวนี้  พลันรู้สึกว่าจะมีบางอย่างเกิดขึ้น  เขาหรี่ตาลง “พี่ใหญ่…ท่านคิดจะทำการอันใด?”

                   เหลียนฟางโจวยกยิ้มเย็นชา “อีกไม่นานเจ้าจะได้รู้!  เอาล่ะ…มากินมื้อเย็นกันก่อนเถิด”

                   หลังมื้ออาหารเย็นและเก็บล้างเรียบร้อยแล้ว  เหลียนฟางโจวพลันบอกและสั่งเหลียนฟางฉิงและเหลียนเช่อให้อยู่เฝ้าบ้านอย่างเชื่อฟัง   เธอเรียกเหลียนเจ๋อ “พวกเราทั้งสองจะไปบ้านลุงกับป้าเรา!”

                   “ไปบ้านพวกเขา?  ไปทำอันใด?” เหลียนเจ๋อจ้องมาด้วยสายตาว่างเปล่า

                   เหลียนฟางโจวยิ้ม “แน่นอนไปเอาสิ่งที่ดั้งเดิมเป็นของพวกเรากลับมาไงเล่า  หรือ ควรส่งเงินให้พวกเขาเป็นของขวัญรึ?”

                   “ที่พี่ใหญ่จะกล่าว….”

                   “ก็พวกข้าวเปลือกกว่าหลายพันกระสอบที่ถูกปลิ้นปล้อนเอาไปไงเล่า!”  เหลียนฟางโจวแค่นเสียง  “เราปล่อยให้พวกเขาอยู่อย่างสำราญบานใจมาได้อย่างไร?”

                   ดวงตาเหลียนเจ๋อเข้มขึ้นพลางกล่าวเสียงเบา “พี่ใหญ่ ปล่อยเอาไว้อย่างนั้นเถิด!  ลุงและป้าคงจะไม่คืนให้พวกเราหรอก!”

                   ณ เวลาที่ทุ่งนาเกือบ8ไร่ที่มีข้าวสุกอร่าม  ลุงและป้ารีบมาเก็บเกี่ยวไป  ส่วนตัวพวกเด็กๆเองคิดว่าพวกเขาใจดีเข้ามาช่วยเหลือ  ใครจะรู้ว่าหลังเก็บเกี่ยวเสร็จ  พวกเขาเพียงแบ่งข้าวที่เก็บเกี่ยวให้3,4กระสอบเท่านั้น  และเอาส่วนที่เหลือเป็นพันกระสอบเข้ากระเป๋าตัวเองไป

                   ทันทีที่เหลียนเจ๋อคิดถึงเรื่องนี้  เขารู้สึกทั้งเสียใจและสำนึกผิด  ป้าและลุงช่างเป็นคนเห็นแก่ตัวอะไรอย่างนี้  ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้  เหตุใดเขาจะคิดว่าคนทั้งสองเป็นคนใจดีมีเมตตาเล่า!

                   ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยถาม  ทว่า…ทันทีเปิดปากรื้อฟื้น  ป้าจะตะโกนไล่เขาทันใด

                   อย่างไรก็ดี  เหลียนฟางโจวได้คิดวางแผนในใจครบถ้วนไว้แล้ว  กล่าวเสียงเรียบเบาๆว่า “ถึงอย่างไรพวกเขาอาจจะไม่มีทางเลือกที่จะไม่คืนให้เรา! ไปกันเถิด  เมื่อถึงเวลา  เจ้าอย่าได้พูดสิ่งใด  ข้าจะเป็นคนคุยเอง!”

                   ‘เจ้าพวกคนไร้น้ำใจ  จะไม่ยอมให้ข้าเรียกร้องรึ’

 

                   เมื่อเห็นเหลียนฟางโจวยืนยันจะไปให้ได้  และเหลียนเจ๋อเองไม่อาจโน้มน้าวนางได้  เขาเกรงว่านางจะเสียเปรียบและพ่ายแพ้  เขาจึงตัดสินใจไปพร้อมกับนาง

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top