ขนาดตัวอักษร

6.เงิน 10 ตำลึงนับว่าไม่มาก

 39 Views

                   เหลียนฟางโจวรู้สึกสำนึกบุญคุณป้าจางพลางกล่าวขอบคุณนาง   ครั้นแล้วเธอหันไปหาหลิวซื่อและกล่าวว่า “ป้า  ครานี้ที่นี่คงไม่มีอันใดให้ท่านทำอีกแล้ว  เช่นนั้น..โปรดกลับไปเถิด! อา..และขอขอบคุณท่านที่ช่วยเป็นพยานให้ ขอบคุณท่านจริงๆ!”

                        หลิวซื่อทั้งโกรธและแค้นใจ   นางอยากพุ่งตัวไปชิงเงินจากถุงเงินเหลียนฟางโจวนัก   ทว่านางรู้ว่าในสถานการณ์เช่นนี้นางคงก่อประโยชน์อันใด   นางทำได้แต่ครางออกมาอย่างขมชื่นใจและได้เพียงเหน็บแนมว่า  “เจ้าคงดูแลตนเองได้เก่งมากขึ้นแล้วนี่”

                        ป้าจางยืนขึ้นและถอนใจกับตนเองพลางถาม  “ครานี้เรื่องการแต่งงานนี้ก็ยกเลิกเสร็จสิ้น  แล้วเจ้าจะทำสิ่งใดต่อไปในอนาคตล่ะ?”

                        เหลียนฟางโจวคลี่ยิ้มบางๆสบตานางพลางพูดเนิบๆว่า  “ป้าจาง  ท่านกล่าวไว้ครั้งก่อนว่าชีวิตต้องเดินต่อไป  ไม่ว่าวันคืนข้างหน้าจะเป็นเช่นไร!  ข้า..จะตั้งใจดูแลน้องๆข้า  สักวันหนึ่งพวกเราคงจะลืมตาอ้าปากได้”

                        ป้าจางพยักหน้ารู้สึกพอใจ  นางยิ้มพลางกล่าว “ข้าเห็นว่าเจ้าคิดใคร่ครวญรอบคอบแล้ว  ช่างดีนัก  ถูกต้องที่สุด!   อย่าไปสนใจสิ่งที่ป้าเจ้าพูดเลย  เจ้าเป็นเด็กสาวที่ดีคนหนึ่ง  ในภายภาคหน้า  เจ้าจะได้แต่งให้คนที่ดีอย่างแน่นอน   ข้าคงต้องกลับละนะ   หากเจ้าต้องการความช่วยเหลืออันใด   ก็อย่าได้รั้งรอเลย  แค่มาที่บ้านข้าและเอ่ยปากบอกมา   เข้าใจหรือไม่เล่า?”

                        “ขอบคุณ ป้าจาง! ข้าเกรงว่าในภายภาคหน้า  ข้าจะสร้างความลำบากให้ท่านมากแล้ว”  เหลียนฟางโจวกล่าวอย่างสัตย์ซื่อ

                        “เราเป็นเพื่อนบ้านที่สนิทกัน   ไม่สร้างความลำบากอันใดเลย   พอเห็นเจ้ากล่าวเช่นนี้  ข้าก็เบาใจแล้ว!”  ป้าจางหัวเราะอย่างจริงใจแล้วจากไป

                        หลังจากส่งป้าจางแล้ว  เหลียนฟางโจวถอนหายใจอย่างโล่งอก  เธอยิ้มให้เหลียนเจ๋อพลางกล่าว “ในที่สุด  เรื่องนี้ก็จบซะที   มา..เรากลับเข้าบ้านเถิด   มีอันใดรึ   ทำไมเจ้ามองข้าอย่างนั้นเล่า?”

                        พลันพบว่าเลียนเจ๋อจ้องตาเธอเขม็ง   เหลียนฟางโจวรู้สึกสงสัย

                        “ไม่ ไม่มีอันใด!” เหลียนเจ๋อตอบกลับอย่างรวดเร็ว    แม้ปากเขากล่าวสิ่งหนึ่ง  ทว่าสีหน้าที่แสดงออกไม่ได้เป็นดั่งคำกล่าว

                        เหลียนฟางโจวถอนใจ  “เราเป็นครอบครัวเดียวกัน  หากมีสิ่งใดที่เจ้าอยากพูด  ก็จงกล่าวออกมาเถิด !  ยังมีสิ่งใดที่เจ้ายังแอบเก็บไว้ไม่บอกพี่เจ้าอีกเล่า?”   เอาล่ะ..หากเขาไม่ยอมกล่าวออกมา  เธอคงเดาใจเขาได้คร่าวๆ

                        เหลียนเจ๋อรู้สึกว่าสิ่งที่นางกล่าวมีเหตุผล   เช่นนั้นแล้วเขาจ้องนางพลางกล่าว “ข้าแค่รู้สึกว่าพี่ใหญ่เปลี่ยนไป กลายเป็น….”

                        “คนละคนกับเมื่อก่อนรึ?”  เหลียนฟางโจวช่วยจบประโยคให้เขา

                        เหลียนเจ๋อพยักหน้า

                        ใบหน้าเหลียนฟางโจวพลันมึดครึ้มเธอหัวเราะอย่างขมขื่น  “อาเจ๋อ  มีวลีกล่าวไว้ว่าไม่ควรเอาปัจจุบันไปเทียบกับอดีต  คำพูดนี้เหมาะสมกับเราครานี้ยิ่งนัก   วันนี้และเมื่อวานไม่ใช่สิ่งเดียวกัน  เราเป็นลูกกำพร้า  พี่สาวเจ้าใคร่ครวญดูแล้ว   ทางเดียวของเรามีเพียงต้องเข้มแข็งขึ้นและมีอำนาจมากขึ้น    ไม่เช่นนั้นทุกๆคนจะรังแกเรา  แม้เราจะไม่ระรานใครก็ยังเป็นเหตุให้โดนนินทาและหัวเราะเยาะ   คนดีๆเช่นป้าจางหาได้ยาก!  พี่ใหญ่ไม่กลัวการต่อสู้และการกลายเป็นผู้หญิงปากร้าย   อีกทั้งจะไม่ยอมให้ใครมารังแกพวกเราอีกด้วย!   เจ้าเข้าใจหรือไม่เล่า?”

                        “พี่ใหญ่…ข้าเสียใจ!”   เหลียนเจ๋อได้ยินคำอธิบายนั้นให้รู้สึกผิดและสะเทือนใจ

                        เหลียนฟางโจวตบไหล่เขาซ้ำๆ  “เสียใจเรื่องอันใด  เราเป็นพี่น้องกัน  ไม่จำเป็นต้องรู้สึกเช่นนี้เลย  เราต้องดำเนินชีวิตต่อไปอย่างมีความสุข   เป็นทางเดียวที่พ่อแม่เราในสวรรค์จะได้นอนตายตาหลับ   เจ้าไม่คิดเช่นนั้นรึ?”

                        “ตกลง พี่ใหญ่!” เหลียนเจ๋อเห็นดีด้วยพลางรู้สึกละอายใจยิ่งนัก!  เขารำพึงในใจ      ’ให้ตายเถอะ  ข้าจะคิดมากวุ่นวายเพื่อการใด!’

                        “พี่ใหญ่  จากนี้ไปข้าจะทำงานหนักเพื่อให้ครอบครัวเรามีชีวิตที่สุขสบาย!”  เหลียนเจ๋อสัญญา

                        “ยอดเยี่ยมนัก  พี่ใหญ่เชื่อใจเจ้า!”  เหลียนฟางโจวส่งยิ้มบางๆ   ดีแล้วที่เขาตัดสินใจที่จะสู้เสียที

                        สำหรับมื้อกลางวัน  สี่พี่น้องกินหัวมันเทศ  แล้วในช่วงบ่าย  เหลียนฟางโจวและเหลียนเจ๋อยุ่งกับการงานในสวน

                        พวกเขาใส่ปุ๋ยต้นพริกไทยในตอนเช้าและพรวนดินบางแห่ง    หลังจากจัดการสิ่งต่างๆในสวนให้เข้ารูปเข้ารอยแล้ว   ก็เหลืองานให้ทำอีกเพียงเล็กน้อย

                        ทันทีที่พวกเขามาถึงสวน  สองพี่น้องเห็นลูกเจี๊ยบเล็กๆขนาดข้อมือฝูงหนึ่งเดินเพ่นพ่านอย่างมีความสุขข้ามแปลงสวนเพื่อคุ้ยเขี่ยหาอาหาร

                        เหลียนฟางโจวอดขมวดคิ้วไม่ได้  เธอขอบคุณที่พวกเธอยังไม่ได้หว่านเมล็ดพืชไปก่อน   หากมีพืชผัก หรือเมล็ดที่เพิ่งแทงยอดอ่อนอยู่ที่นั่น   เช่นนั้นแล้วงานที่ลงแรงไปทั้งหมดคงย่อยยับกันครานี้

                        “เป็นลูกเจี๊ยบของป้านี่”  เหลียนเจ๋อขมวดคิ้วพลางกล่าว  สีหน้ารำคาญใจเล็กน้อย

                        เหลียนฟางโจวมองไปรอบๆ “รั้วสวนเรามันแย่จริงๆ  ไม่แข็งแรงพอเลย  อีกสักสองสามวันเราขึ้นเขาไปหาไม้ไผ่และกิ่งไม้มาซ่อมรั้วกันเถิด    ครานี้เราปล่อยไปก่อนเนื่องจากเรายังไม่ได้ลงมือปลูกสิ่งใด”

                        เหลียนเจ๋อพยักหน้า “หากเราซ่อมรั้วแล้วและเจ้าพวกลูกเจี๊ยบนี้ยังเข้ามาได้อีก  เช่นนั้นแล้ว…ป้าคงจงใจเอาพวกมันมาปล่อยเป็นแน่    หากอยากรู้สาเหตุ  เราลองไปถามแกที่บ้านเถิด!  แต่ว่าพี่ใหญ่ไม่ได้กล่าวหรอกรึว่าสองวันนี้เราต้องลงมือหว่านเมล็ด?”     แล้วที่ให้ข้าพาฉิงเอ๋อและเช่อเอ๋อขึ้นเขาเพื่อไปรวบรวมกิ่งไม้ครานี้เล่า?”

                        เวลานี้ เหลียนฟางโจวบังเกิดความคิดใหม่   เธอหัวเราะเบาๆพลางกล่าว “มิจำเป็นที่ต้องรีบร้อนหว่านเมล็ด  เราคอยได้”

                        เหลียนเจ๋อชะงักงัน   เขาไม่รู้ว่าพี่ใหญ่ในใจกำลังวางแผนทำสิ่งใดอยู่

                        เมื่อเห็นว่างานหลายอย่างใกล้จะเสร็จแล้ว   เหลียนฟางโจวจึงวางมือกลับบ้านไปก่อน

                        แม้ว่าภายในบ้านพวกเขาแทบจะไม่มีอะไรนอกจากผนังสี่ด้าน   ทว่าก็ยังดูสะอาดสะอ้านน่ามอง  แล้วเช้านี้มียังสิ่งใดที่ต้องเร่งสะสางให้เสร็จอีกเล่า

                        ทั้งเหลียนฟางฉิงและเหลียนเช่อต่างอยู่เฝ้าบ้าน  พวกเขาไม่ได้ออกไปวิ่งเล่น   เมื่อเห็นพี่ใหญ่กลับมาทำความสะอาดบ้าน   พวกเขาทำตัวเหมือนเงาคอยติดตามให้ความช่วยเหลืออยู่ข้างหลัง

                        เหลียนฟางโจวทั้งสะเทือนใจและเศร้าใจ   เธอไม่อาจทำลายความตั้งใจดีของเด็กๆได้   เช่นนั้น..เธอยิ้มและปล่อยให้พวกเขาทำ   บางคราว..เธอยอมให้น้องๆช่วยและส่งบางงานมาให้เธอ  สองพี่น้องตอบตกลงเสียงดังฟังชัด   พวกเขาดีใจยิ่งนัก

                        หลังจากเธอทำความสะอาดเรียบร้อย  เหลียนฟางโจวต้มน้ำอีกหม้อ  ขณะที่เธอนั่งคอยดูฟืนไฟในเตา  เธอได้คำนวณวางแผนใช้เงิน10เหลียงเงินอย่างเงียบๆ

                        หลังคาและหน้าต่างจำเป็นต้องได้รับการซ่อมแซมก่อนเพื่อน   ทันทีที่ฤดูหนาวมาถึง  เมื่อนั้นทั้งลมและฝนที่พยายามเข้ามาผ่านรอยแตก   พวกมันจะทำอะไรได้เล่า?   บ้านเรือนนี้ไม่ได้ทำให้คนในบ้านป่วยได้อีกแล้ว

                        และยังมีเสื้อใส่กันหนาว  ผ้าห่มและสิ่งอื่นๆอีกซึ่งจำเป็นต้องหาซื้อมา  ก็ด้วยเหตุผลเดียวกัน   คือป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ!

                        หากยังมีเงินเหลืออีกหลังจากนั้น  เธอต้องคิดวิธีซื้ออาหารมาให้พออิ่มท้อง ‘ อา..ฉันเกือบลืมไปซะแล้ว!’

                        เธอยังต้องถามเรื่องเมล็ดพันธุ์พืชอีก

                        คืนที่แล้วเธอได้ถามคำถามเหลียนฟางฉิงมากมาย  และครานี้เธอยังไม่เข้าใจสถานการณ์ในครอบครัวอย่างถูกต้องเพียงพอ

                        นาข้าวเกือบแปดไร่ต้องการเมล็ดข้าวเปลือก  ทว่า…เธอยังไม่รู้เลยว่าต้องใช้เงินซื้อจำนวนเท่าใด    และยังมีเครื่องมือทำนาอีก  เธอยังต้องการซื้ออาหารให้พวกเป็ดไก่อีกด้วย

                        เหลียนฟางโจวถอนหายใจ  เงิน10เหลียงดูเหมือนไม่น้อยแต่ก็ไม่มากด้วย!

                        หากเธอรู้ล่วงหน้าแต่เนิ่นๆ   เธอคงต้องการสัก 20 ตำลึง   ทว่า…เธอไม่แน่ใจว่าพวกนั้นจะยอมให้หรือเปล่า  ไอ้หยา  มีสิ่งใดที่ต้องคำนึงถึงก่อน…ยามนี้นะ!

                        เธออดหัวเราะขำตนเองไม่ได้

                        เมื่อเธอเตรียมทำอาหารมื้อเย็น  เธอเห็นข้าวแทบจะติดก้นไหแล้วและเห็นของที่กองสุมอยู่ตรงมุมห้องใต้หลังคา   มีเพียงข้าวห่อเล็กที่น่าเวทนา4ห่อเท่านั้น   เหลียนฟางโจวอดรู้สึกแย่เล็กน้อยไม่ได้

                        มีอาหารเหลือเล็กน้อยเพียงเท่านี้   แม้แต่ให้พวกเขาทำโจ๊กมันเทศ   เธอเกรงว่าจะมีไม่พอให้ครอบครัวพี่น้องสี่คนกินไปจนถึงปีใหม่นี้เลย   และยิ่งไม่ต้องพูดถึงช่วงเก็บเกี่ยวปีหน้าด้วย

                        เหลียนฟางโจวยิ้มอย่างขมขื่น

                        หลังมื้อเย็น  เหลียนฟางโจวบอกเหลียนเซ่อให้ต้มน้ำอาบ2ถัง   เธอเตรียมตัวไปเยี่ยมบ้านป้าชางด้วยตัวเอง

                        แม้ว่าครอบครัวยากจน   พวกเขายังคงต้องดูเรียบร้อยสะอาดสะอ้าน  สำหรับทุกๆคนในบ้านที่เริ่มคล้ายแมวจรจัด   ด้วยมีร่างกายที่เต็มไปด้วยกลิ่นเหงื่อ…เธอจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้น!

                        ทันทีที่เหลียนฟางฉิงได้ยินว่าพี่สาวจะออกไปข้างนอก   นางกระโดดจับมือพี่สาวโห่ร้องดีใจขอไปด้วยคน

                        เหลียนฟางโจวคิดว่าเอาไปด้วยอีกคนจะได้มั่นใจขึ้น   เช่นนั้นเธอจึงพยักหน้าตกลงพลางยิ้มขณะที่จับมือเหลียนฟางฉิง

                        บุคคลที่เปิดประตูต้อนรับพวกนางเกล้าผมเป็นทรงก้อนซาลาเปา

                        เป็นผู้หญิงที่ผิวคล้ำ เตี้ยและยังสาวอยู่สวมเสื้อผ้าลายตารางสีน้ำตาล

                        จิตใจเหลียนฟางโจวว่างเปล่าไปชั่วขณะ  ทว่า..เธอยังคงคิดว่าจะทักทายอย่างไรดี   เหลียนฟางฉิงพลันยิ้มเรียกด้วยเสียงใสอย่างประจบว่า  “พี่จ้าว!”

                        พลันเหลียนฟางโจวเข้าใจว่านี่คงเป็นลูกสะไภ้ป้าจาง!  เธอยิ้มเรียกออกมาว่า “พี่จ้าว!”

                        จ้าวซื่อเมื่อเห็นรอยยิ้มสดใสของเหลียนฟางโจวแล้ว  อยากจะตะโกน   ทว่าต่อหน้าเหลียนฟางโจว   นางทำได้แค่แสดงความสุภาพพอเป็นพิธี   นางพยักหน้าเล็กน้อยพลางยิ้มไปไม่ถึงดวงตา  นางกล่าว “ฟางโจวไม่ได้มาหาอาจวนรึ?”

                        เหลียนฟางโจวอดรู้สึกสงสัยในใจไม่ได้   เธอไปทำให้ฮูหยินจ้าวขุ่นเคืองตอนไหน  ทว่า..นี่คงไม่ใช่เวลาที่จะมาคิดเรื่องนี้    ดังนั้นเธอยิ้มอย่างสุภาพ “ไม่ใช่  ข้ามาพบป้าจาง   ทว่าไม่รู้ว่าป้าจางอยู่หรือไม่…”

                        “นั่นเหลียนฟางโจวรึ ?  รีบเข้ามาข้างใน เร็วๆเข้า!”  ป้าจางได้ยินเสียงจากนอกบ้านพลันยิ้มขณะที่นางเดินออกมาต้อนรับแขก

                        เหลียนฟางฉิงพลันปล่อยมือพี่สาว ร้องเรียกป้าจางและวิ่งเข้าไปหานางอย่างดีใจ  ป้าจางหัวเราะเอ็นดูขณะตอบและกอดอก

 

                        เหลียนฟางโจวมัวแต่รีบกล่าวตอบพลางมุ่งหน้าไปยังทิศทางนั้น  ทว่า..เธอได้ยินจ้าวซื่อกระซิบข้างหลังเสียงเรียบ “ข้าไม่รู้ว่าพวกเขามาเพื่อการใดอีก…  ช่างขวัญกล้ามารบกวนคนอื่นเสียจริง…”

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top