ขนาดตัวอักษร

4.แขกที่ไม่คาดฝัน

 59 Views
       เหลียนเจ๋อเชิดหน้าพลางพึมพำเสียงต่ำ”พี่สาวข้าพูดชัดเจนเช่นนี้แล้ว เหตุใดเจ้ายังไม่ไปอีก? บิดามารดาเจ้าหวังวันนี้มานานแล้วนี่ ไสหัวไปเดี๋ยวนี้!”
       เหลียนฟางฉิงวิ่งขึ้นมาจับมือพี่สาวนางพลางกล่าวกับหยางหวายชาน”เจ้าคนเลว คนอันธพาล เจ้าไม่มีสิทธิ์มารังแกพี่สาวข้า!”
       เหลียนฟางโจวลูบศีรษะตนเองพลางคิดว่าสาวน้อยเล็กนี้เมื่อก่อน คงต้องเบื่อความโกรธขึ้งของอดีตว่าที่พ่อแม่สามีพี่สาวนางแน่
       “ได้ตามที่เจ้าปราถนา!” หยางหวายชานยิ้มเย็นชา “จากนี้ไป เจ้าและข้าสิ้นสุดสัมพันธ์ต่อกัน!”
        เขากล่าวจบพลางขบกรามแน่น พลันจากไปทันที โดยไม่เหลียวหลังมามอง
        “เอาล่ะ เอาล่ะ กลับไปกินมื้อเย็นกันเถิด” เหลียนฟางโจวถอนใจด้วยความโล่งอก
         “ข้าจะไปจัดชามมา!” เหลียนฉิงส่งเสียงร่าเริง
         “ข้าจะไปจัดเก้าอี้ให้!” เหลียนฟางเช่อกล่าวตามบ้าง
        เด็ก 2 คนนี้ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก!
       จิตใจเหลียนฟางโจวพลันอบอุ่นโดยไม่รู้สาเหตุ เธอยิ้มอย่างอ่อนโยน
       เธอเชื่อว่าด้วยความรอบรู้ด้านการเกษตรสมัยใหม่ อีกทั้งมีพี่น้องที่รักใคร่กลมเกลียวกันเช่นนี้ ในกาลภายหน้า วันคืนของพวกเขาคงมีแต่สดใสขึ้นเรื่อยๆ ความเหนื่อยยากคงจะอยู่เพียงชั่วคราว
      “พี่ใหญ่..ท่านดีขึ้นแล้วใช่หรือไม่?” เหลียนเจ๋อจ้องมองเธอ ความกังวลฉายชัดบนคิ้วที่ขมวดน้อยๆ ช่างไม่เข้ากับวัยเด็กหนุ่มเลย
      “พี่ดูเหมือนยังไม่ดีขึ้นรึ?” เหลียนฟางโจวยิ้มพลางตอบกลับอ่อนโยน “อย่าคิดมากไปเลย”
      ในที่สุดเหลียนเซ่อเริ่มร่าเริงขึ้นพลางกล่าวว่า “ช่างเยี่ยมนักที่พี่สาวข้าดีขึ้น ภายภาคหน้าพี่ใหญ่จะได้เจอคนที่ดีกว่าบุตรชายสกุลหยางเป็นพันเท่าแน่นอน
      “อุ๊บส์..ฮ่าฮ่า” เหลียนฟางโจวระเบิดหัวเราะออกมาเสียงดัง เธอแย้มยิ้มพลางกล่าวว่า “ปล่อยให้เป็นเรื่องของอนาคตเถิด มา…ถึงเวลามื้อเย็นแล้ว”
      “อา” หน้าผากเหลียนฟางเซ่อพลันเรียบขึ้น อารมณ์เขากลับมาแช่มชื่นในที่สุด ทว่า…ทันใดนั้นคิ้วเด็กหนุ่มขมวดเล็กน้อย “การยกเลิกการหมั้นนับว่าเป็นเรื่องด  ทว่า..เหตุใดท่านจึงต้องการเงินพวกเขาเล่า?  ถ้อยคำและท่าทีแสดงออกว่าไม่เห็นด้วย
       เหลียนฟางโจวพลันเอ่ยถาม “ครอบครัวเรามีเงินเก็บเท่าใด?”
       เหลียนเจ๋อชะงัก พลันรู้สึกอับอายทันใด เขาพูดเสียงเบาว่า “น้อยกว่า 800 อีแปะ…”
       “เจ้าไม่เห็นรึ?” เหลียนฟางโจวตบไหล่น้องชายเบาๆพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “พี่ใหญ่รู้ว่าเจ้าเป็นคนซื่อตรง ไม่ชอบโอ้อวด เรื่องนี้…ต้นเหตุเป็นเพราะสกุลเขาทำผิดต่อสกุลเรา ปล่อยให้เขากระอักเลือดมาคำหนึ่งก็นับว่าสมควรแล้ว!” อีกทั้งนี่ก็ใกล้หน้าหนาวแล้ว เราตัองการเงินเพื่อความอยู่รอดตลอดช่วงนั้น..ใช่หรือไม่?”
        เจ้าจะปล่อยให้ฉิงเอ๋อร์และเช่อเอ๋อร์ไม่มีเสื้อผ้าใส่กันหนาวรึ? เจ้าจะปล่อยให้บ้านนี้ไว้โดยไม่ซ่อมแซมรึ? โดยเฉพาะหลังคาและหน้าต่าง อีกทั้งพวกเราทั้งหมดจะอยู่รอดให้พ้นหน้าหนาวนี้ได้อย่างไร?”
        เหลียนเจ๋ออับจนซึ่งคำพูด แม้ว่า…ภายในเขายอมรับว่าวิธีของเหลียนฟางโจวนั้นถูก กระนั้นใจเขาก็ยังคงไม่เห็นด้วย
เหลียนฟางโจวเห็นดังนั้น ทว่า..เธอก็ไม่ได้พูดสิ่งใดออกมาก เธอเพียงคิดในแง่ตนเอง ‘เจ้าหนูนี่! ในอนาคต ฉันจะต้องเปลี่ยนความคิดของนายให้ได้เลย…’
เหล่าพี่น้องกินมื้อเย็นเสร็จแล้ว เก็บล้าง และรีบไปนอน
        บ้านนี้ช่างแคบนัก ในตอนแรกบิดามารดาจะนอนในห้องหนึ่ง เหลียนเจ๋อนอนบนฟูกในห้องใต้หลังคา ส่วนห้องนอนอีกห้องมีสามพี่น้องนอนรวมกัน
ครานี้พ่อแม่ไม่ได้อยู่ที่นี่อีกแล้ว น้องชายคนโตจึงย้ายไปนอนในห้องนั้นแทน
       เหลียนฟางฉิงนอนบนเตียงดียวกับพี่สาว ทันทีที่นางเข้ามาในห้องนอน นางถอดรองเท้าออก คลานขึ้นเตียงยกผ้าคลุมเตียงที่เก่าคร่ำคร่ามีรอยเย็บประชุนเต็มไปหมดขึ้นแล้วมุดตัวเข้าไป นางเรียกเหลียนฟางโจว “พี่ใหญ่ เร็วเข้า รีบมานอนได้แล้ว!”
        แท้จริงแล้ว เหลียนฟางโจวไม่คุ้นชินกับการนอนหลับกับคนอื่น ทว่าเมื่อได้ยินเสียงที่อ่อนหวานและน่ารักของเหลียนฟางฉิง เธอก็ไม่ลังเลอีกต่อไป พลันยิ้มและสัญญาว่าจะรีบมานอน
       ทันใดนั้น เธอหยุดก้าวเท้าเบาๆ “อา!” เธอเริ่มรื้อค้นทุกซอกมุมในห้อง
       เหลียนฟางฉิงกระพริบตาสองสามครั้งด้วยความงุนงง เธอกลิ้งตัวและชะโงกหน้ามองพลางเอ่ยว่า “พี่ใหญ่ พี่กำลังหาอะไรอยู่จ๊ะ?”
       “ข้ากำลังหาใบสัญญาแต่งงาน จำไม่ได้ว่าเก็บไว้ที่ไหน!” เหลียนฟางโจวตอบกลับตรงๆ ไม่มีท่าทีทุกข์โศก
        หากสกุลหยางมาหาพรุ่งนี้และเธอไม่สามารถนำใบสัญญาแต่งงานออกมาสู่สายตาได้ เช่นนั้นแล้วมันคงไม่ดีแน่ใช่ไหม?
       “ใบสัญญาแต่งงาน?” เหลียนฟางฉิงชะงัก นางตบหมอนข้างๆนางและมองอย่างสงสัยพลางเอ่ยถาม “พี่ใหญ่ ไม่ใช่ว่าพี่เย็บใส่ไว้ในหมอนรึ? พี่บอกข้าไม่ให้บอกใคร ข้าก็ไม่บอกแม้แต่พี่รองและพี่สาม!”
         นางจ้องมองเหลียนฟางโจว ที่มีคำพูดบนใบหน้าว่า “น่าชมเชยตัวเองอะไรอย่างนี้ ฉันเป็นเด็กสาวที่มีกึ๋นเหมือนกัน!”
         “ใช่แล้ว ดูซิว่าสมองพี่สาวเจ้าช่างเลอะเลือนอะไรเช่นนี้ ฉิงเอ๋อร์ฉลาดที่สุดเลย!” เหลียนฟางโจวชมเชยอย่างที่น้องสาวตัวเล็กนึกอยากได้ หัวใจนางพองโตด้วยความภาคภูมิใจ
           เหลียนฟางฉิงยืดอกด้วยความภูมิใจพลางหัวเราะกิ๊กเบาๆพร้อมคิ้วที่โค้งขึ้น
          คืนนี้เงียบสงัด
         วันถัดมา เหลียนฟางโจวตื่นแต่เช้าตรู่ เธอลงมือจัดบ้านทั้งภายในและภายนอก ทุกสิ่งทุกอย่างสะอาดเกลี้ยงเกลาและเป็นระเบียบเรียบร้อย เธอเอาฟูกที่นอนออกมาตากแดด
          เหลียนเช่อและเหลียนฉิงเป็นลูกมือขณะที่เหลียนเซ่อมีหน้าที่เตรียมอาหารเช้า
          หลังลงมือจัดบ้านเสร็จแล้ว พี่น้องกลุ่มนี้มองดูบ้านที่สะอาดใหม่เอี่ยมส่องประกายพลางรู้สึกมีความสุขเบิกบานในหัวใจอย่างไม่รู้ตัว
         หลังอาหารเช้า เหลี่ยนเจ๋อกล่าวว่า “พี่ใหญ่ ท่าน ฉิงเอ๋อร์และเช่อเอ๋อร์อยู่บ้านนะ ข้าจะไปเก็บหัวเผือกที่แปลงนา!”
         เหลียนฟางโจวคิดซักครู่พลันกล่าวว่า “วันนี้ เราจะไปจัดการแปลงผักให้เรียบร้อย พรุ่งนี้ข้าจะไปเก็บหัวเผือกกับเจ้า!” ช่างเหมาะเหม็ง ครานี้เธอจะได้รู้สภาพปัญหาที่ดินของครอบครัว
          เหลียนเจ๋อไม่ได้ปฏิเสธและทำตามคำแนะนำของนาง
         หลังทิ้งเด็กสองคนให้เฝ้าบ้าน พี่น้องหญิงชายถือจอบเสียมไปที่สวน
        เหลียนฟางโจงนำเหลียนเจ๋อไปที่ถั่วและแตงกวาที่กำลังตาย พวกเขาถอนพืชทั้งสองออกหมดและกองสุมไว้มุมหนึ่ง
         ครั้นแล้วเธอบอกให้เหลียนเจ๋อไปละลายปุ๋ยคอกในน้ำโดยใช้เสียมเล็กๆ ขณะที่ทั้งสองคลุกปุ๋ยผสมลงไปเพื่อให้ดินโปร่ง เธอกล่าวว่า  “พรุ่งนี้เราจะชุดผักขึ้นมาคัดดูก่อน ที่แปลงนี้ เราสามารถปลูกแครอทและหว่านเมล็ดผักกาดก้านขาวรอบๆ!”
          เหลียนเจ๋อฟังแผนการของนางโดยไม่คัดค้าน สุขใจยิ่งนัก เขาผงกหัวพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ข้าจะเชื่อฟังพี่ใหญ่ ไม่ว่าพี่ใหญ่บอกให้เราทำสิ่งใด เราจะทำให้!”
          สองพี่น้องต่างยิ้มให้กัน
          ทั้งสองยุ่งจนกระทั่งบ่าย จึงอ่อนล้าและเหนื่อยหอบ
           เหลียนฟางจบงานเพราะเหตุนี้ บางทีครานี้อาจเป็นเพราะเธอไม่ได้ทำงานมานาน ขณะที่เหลียนเจ๋อที่เหนื่อยล้า เนื่องเพราะเขายังเด็กอยู่!
          เหลียนฟางโจงมองดูเขาพลันรู้สึกเจ็บปวดในใจ เช่นนี้เธอจึงพูดขึ้นว่า “นี่ก็บ่ายมากแล้ว เรากลับบ้านกันเถิด ไปกินข้าวกลางวันกัน และพักสักหน่อยเถิด งานพวกนี้คงจะไม่เสร็จสิ้นในหนึ่งชั่วยามหรอก”
          ใจจริงแล้วเหลียนเจ๋อยังไม่อยากกลับ ทว่าเขาเห็นสีหน้าไม่ยินยอมของนาง เขารู้ว่าหากเขาไม่กลับ นางก็จะไม่กลับด้วย เช่นนั้นเขาพยักหน้าตกลง “ก็ได้”  สองพี่น้องจึงเดินกลับไปด้วยกลับ
          คืนที่แล้วกินโจ๊กมันเทศ เช้านี้ก็ยังเป็นโจ๊กมันเทศอีก เหลียนฟางโจวรู้สึกไม่อยากอาหาร
          คิ้วเธอขมวดน้อยๆ ครั้นเมื่อเธอต้องการถามว่าเมล็ดพันธุ์พืชที่เก็บไว้ที่บ้านมีเท่าใดเนื่องจากเพิ่งเก็บเกี่ยวผลผลิตไปไม่นาน พลันเธอได้ยินเสียงประตูดังเอี๊ยดขณะที่มีคนผลักเปิดออก
         พี่น้องทั้งหมดสะดุ้ง!
          เหลียนฟางโจวอ้าปากถามแขกที่มาเยือน ว่าเหตุใดนางจึงมา แต่ก่อนที่เธอจะกล่าวสิ่งใด พลันเห็นร่างใส่เสื้อผ้าสีน้ำตาลวิ่งหายเข้าไปในห้องนอนในพริบตาดังลมวูบหนึ่ง
         เหลียนฟางโจวชะงักค้าง
         “ป้า ท่านจะทำอะไร?!” สิ่งแรกที่ทำให้สติเธอกลับมาคือเสียงเหลียนฟางฉิง
         ภรรยาของผู้เป็นพี่ชายบิดาหรือ? พิจารณาจากพฤติกรรม นี่คงเป็นญาติที่ไร้ยางอายเป็นแน่!
           เหลียนเจ๋อกระโจนตามป้าเข้าไปในห้องนอน เหลียนฟางโจงได้ยินเขาพูดว่า “ป้า ท่านจะทำสิ่งใด?!”
          “พี่ใหญ่” เหลียนฟางฉิงพูดกลับเหลียนฟางโจวเบาๆ “ป้าคงมาเอาสัญญาแต่งงานอีกครั้งเป็นแน่!”
           อีกครั้ง….
          เหลียนฟางโจวพลันยิ้มเย็นจางๆและบอกน้องทั้งสองอย่างเบาๆว่า “เจ้าสองคนกินไปเงียบๆนะ” ครั้นแล้วเธอเข้าไปในห้องที่ป้าเธอเข้าไป
            เหลียนฟางฉิงอยากตามเข้าไปยิ่งนัก ทว่า..เหลียงเช่อยึดนางไว้ “ฟังที่พี่ใหญ่พูดสิ ห้ามไปนะ”
          เหลียนฟางฉิงไม่สามารถทำอันใดได้ พลางยู่หน้าไม่สบอารมณ์ ทว่ายังคงนั่งลงอย่างเชื่อฟัง
          ในห้องนอน เหลียนฟางโจวจ้องมองป้าเธอที่แว๊ดเสียงขู่อย่างเอาเรื่อง “สัญญาแต่งงานล่ะ อยู่ที่ไหน?!”

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top