ขนาดตัวอักษร

3.สิ้นเยื่อขาดใย

 59 Views

      “แล้วพี่เล่า?  พี่ควรทำสิ่งใดเล่า?”  เหลียนฟางโจวอดไม่ได้ที่จะถามออกมา

       พลันเหลียนเจ๋อตัวแข็งค้าง พร้อมเหลียนเช่อ และเหลียนฟางฉิง

      เหลียนฟางโจงรู้สึกอับอาย เธอช่างเอาเปรียบผู้อื่นเสมอ….

เหลียนฟางโจวคนนี้ช่างไร้เหตุผลเกินไป  เพราะการหมั้นหมายที่ไม่มีใครต้องการนั้น  ทำให้นางจมจ่อมอยูกับความสงสารตัวเองจนกระทั่งกลับกลายเป็นเช่นนี้

      “เอาอย่างนี้ดีหรือไม่  พี่จะไปเก็บผักเอง!  ฉิงเอ๋อร์  เจ้าไปกับพี่นะ ดีหรือไม่?”  เหลียนฟางโจวรู้สึกอึดอัดกับสายตาสามคู่ที่จ้องมา

      “ดี ดี ข้าจะไปกับพี่สาวเอง!”  เหลียนฟางฉิงตกลงอย่างแข็งขัน  ดวงตางดงามเจือรอยขบขันจนเคิ้วเธอเลิกขึ้น

       เหลียนเช่อรีบกล่าวอย่างเร็ว “พี่ชาย..ช้าจะไปดูแม่ไก่ให้เดี๋ยวนี้เลย”

       เหลียนเจ๋ออยังคงตกใจอยู่บ้าง พลางกล่าวตอบว่า “ดะ..ได้สิ”  เด็กหนุ่มสายตางุนงงขณะมองดูสองดรุณีพี่น้องฉวยตะกร้าออกไป

      “พี่ชาย พี่ไม่รู้สึกรึว่าพี่สาวของเราไม่เหมือนเดิม?”  เหลียนเช่อยื่นหน้าไปหาพี่ชายตนเอง

      “อืม”  เหลียนเจ๋ออพยักหน้า  เขาลูบศีรษะและแย้มยิ้มพลันถามว่า “แล้วเจ้าไม่คิดหรือว่าพี่สาวเราตอนนี้ช่างยอดเยี่ยม?”

      เหลียนเช่อคิดสักครู่ พลางพยักหน้า “ยอดเยี่ยมจริงด้วย”

      “ช่างดีจริง!”  เหลียนเจ๋อหัวเราะ

       แปลงผักสกุลเหลียนอยู่ไม่ไกลจากกำแพงบ้านทางตะวันออก  มีผักอยู่ 6 หรือ 7 แถว  ดูไม่น่ามองเท่าใดนัก

เป็นช่วงปลายเดือนเก้า  เป็นช่วงของปีที่ผักขาดแคลนอย่างที่สุด

       เมื่อถึงฤดูนี้  ผืนดินแทบจะหาผลิตผลที่พอจะเก็บเกี่ยวไม่ได้  ถั่ว พริกไทยและแตงกวาล้วนโรยรา  เถาและลำต้นทั้งหมดล้วนแห้งและเหลืองแทบไม่เห็นสีเขียว   มีใบเหลือน้อยและผลเหี่ยวลีบ  ไม่มีอะไรให้เก็บกินได้เลยจริงๆ

       ใต้ต้นผักทั้งหมดนั้น  มีแถวสีแดงที่แทบมองไม่เห็นส่วนหนึ่ง  มันคือมันเทศ  ที่มีใบเขียวไม่สมบูรณ์ 

        สิ่งนี้ยังความเศร้าใจมาสู่จั่วเหมยผู้ซึ่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านการเกษตรยิ่งนัก

        ถึงอย่างนั้น  เหลียนฟางฉิงดูนิ่งมากและเอ่ยว่า “พี่สาว  เราจะขุดมันเทศกันนะ!  เช้านี้พี่รองพูดว่าคืนนี้จะทำโจ๊กมันเทศให้เรากิน!”

ทั้งสวนนั้นมีเพียงสิ่งนี้ที่พอกินดี  เหลียนฟางโจวถอนหายใจพลางพยักหน้า “ดีจ้ะ!”

         มันเทศเหล่านี้มีหัวเล็กจริงๆ  แค่มองแวบเดียว  เหลียนฟางโจงสามารถทำนายผลผลิตของการเพาะปลูกได้เลยจากมันเทศทั้งกองนี้  ไม่เหมือนกับวิธีการสมัยใหม่ที่ใช้การปักชำลำต้นหรือราก

        เกษตรกรรมแนวนี้ไม่เพียงสิ้นเปลืองเมล็ดพันธุ์แล้วยังให้ผลผลิตต่ำอีกด้วย  ทว่าในเวลาเดียวกัน  เธอไม่รู้ว่าคนอื่นๆจะรู้วิธีการตอนกิ่ง หรือ ปักชำหรือไม่…

เธอครุ่นคิดในใจขณะขุด

         สองดรุณีพี่น้องเก็บเกี่ยวหัวมันเทศได้ได้ 5 ถึง 6 หัว  เหลียนฟางโจวเก็บถั่วเหี่ยวๆได้หยิบมือหนึ่งและพริกอีกเล็กน้อย  จากนั้นจึงพากันกลับ

เถาถั่วแห้งตายและรอถอนออกเท่านั้น  ส่วนพริก หากได้พรวนดินรอบๆและใส่ปุ๋ยแล้ว พวกมันอาจฟื้นตัวได้  กลับมาเขียวและออกดอกออกผลได้อีกครั้ง

        เธอวางแผนจะกลับมาที่นี่ในวันพรุ่งนี้เพื่อจัดการให้เข้าที่เข้าทางสักหน่อย

        อย่างที่ป้าชางกล่าว  ถึงอยู่ในร่างนี้  เธอก็ยังคงต้องดำเนินชีวิตต่อไป 

        ไม่จริงเช่นนั้นหรือ  ครานี้เธออยู่ในโลกยุคอดีตนี้แล้ว  เธอทำได้เพียงตั้งตารอคอยวันคืนข้างหน้าเท่านั้น

        ในตอนขากลับ เหลียนฟางโจวถามเหลียนฟางฉิงเกี่ยวกับสภาพผืนดินโดยคร่าวๆ

        เหลียนฟางฉิงยังเล็กนัก  คำตอบบางส่วนก็ชัดเจนและบางส่วนก็ไม่กระจ่าง  เหลียนฟางโจวจึงถอดใจเลิกถาม   ค่อยๆเอากลับไปถามเหลียนเจ๋อน่าจะดีกว่า  เด็กคนนั้นเพิ่งเริ่มโตเป็นผู้ใหญ่และควรต้องรู้อะไรมากกว่า

       “เหลียนฟางโจว ฉิงเอ๋อร์ พวกเจ้ากลับมาแล้ว! แม่บอกข้าให้ส่งถั่วมาให้2ตะกร้าและฟักเขียวลูกหนึ่งด้วย  ข้ามอบให้เหลียนเจ๋อแล้ว!”

ทั้งสองมาถึงทางเข้าลานบ้านแล้วและเห็นหญิงสาวใบหน้ากลมอายุรุ่นราวคราวเดียวออกมาจากบ้าน

       เหลียนฟางโจวยิ้มให้ขณะขอบคุณนางขณะที่เหลียนฟางฉิงร้องออกมาพร้อมกับหัวเราะเสียงใส “พี่จวน!”

       เหลียนฟางโจวพลันเข้าใจว่าหญิงสาวนางนี้คงจะเป็นลูกสาวของป้าชาง ชื่อหลี่จวน

       “ท่านป้าช่างเอื้อเฟื้อยิ่งนัก!”. เหลียนฟางโจวแย้มยิ้ม

       “อย่าได้กล่าวเช่นนั้นเลย  ครอบครัวเราทั้งสองสนิทสนมกันอยู่แล้ว ข้าขอตัวกลับก่อนนะ!”  หลี่จวนยิ้มขณะเดินจากไป

       “อา..ค่อยๆเดินนะ!” เหลียนฟางโจวยิ้มแย้มขณะเฝ้ามองนางเดินออกไปจากนั้นเธอกับน้องสาวจึงเข้าไปในบ้าน

       โจ๊กใกล้จะปรุงเสร็จแล้วและส่งกลิ่นจางๆออกมาจากกระทะเหล็กสีดำ  แม้จะมีฝาไม้ปิดไว้ก็ยังรู้สึกถึงกลิ่น  เหลียนฟางโจวเริ่มหิวขึ้นมานิดหนึ่งแล้ว

       พี่น้องเธอล้างมันเทศจนสะอาด หั่นเป็นชิ้นๆและใส่ลงในกระทะ

       จากนั้นเหลียนเจ๋อไปผ่าฟืนเพิ่ม  ส่วนเหลียนเช่อคอยดูไฟในเตา  เหลียนฟางฉิงล่อแม่ไก่2ตัวซึ่งคุ้ยเขี่ยหากินอยู่รอบๆลานบ้าน  ให้กลับเข้าเล้าไป

เหลียนฟางโจวมองไปรอบๆ จับไม้กวาดและเริ่มทำความสะอาดห้อง

       “เจ้ามาเพื่ออันใด? บ้านนี้ไม่ต้อนรับเจ้า ออกไปเดี๋ยวนี้!”

        ทันใดนั้นเสียงเหลียนเจ๋อดังออกมาจากในลานบ้าน  น้ำเสียงเย็นชาและไม่เป็นมิตร

        เหลียนฟางโจวตัวแข็งค้างขณะที่เธอได้ยินเหลียนฟางฉิงตะโกนอย่างเด็กเอาแต่ใจว่า “ห้ามเจ้ามารังแกพี่สาวข้าอีก!”

       จั่วเหมยรีบโยนไม้กวาดทิ้งไปข้างๆและเดินออกไปถามว่า “อาเซ่อ  ฉิงเอ๋อ ใครมาหรือ?”

      “พี่ใหญ่!”  เหลียนเจ๋อเริ่มตื่นตระหนก  เขาอยากยับยั้งนางไม่ให้เจอผู้มาเยือนยิ่งนัก  ทว่า..เขาไม่มีแรงพอ

++++++++++++++++++++++++++++

       “พี่ใหญ่!”  เหลียนเจ๋อเริ่มตื่นตระหนก  เขาอยากยับยั้งนางไม่ให้เจอผู้มาเยือนยิ่งนัก  ทว่า..เขาไม่มีแรงพอ

ขณะที่เธอเดินมาถึง  ชายหนุ่มในชุดเสื้อคลุมสีเขียวใบไผ่ค่อนข้างเก่าคนหนึ่งตะโกนเรียกชื่อเธอพลางมองด้วยความประหลาดใจปนดีใจ

        “เจ้าจะทำอะไร! ไม่ได้ยินที่ข้าบอกให้เจ้าออกไปรึ?”  เหลียนเจ๋อพะวักพะวงยิ่ง  เขาวิ่งไปขวางชายหนุ่มขณะจ้องตอบด้วยสายตาเย็นชา

         “อา เจ๋อ!”  คิ้วของเหลียนฟางโจวขมวดเล็กน้อย  เธอไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

         “พี่ใหญ่  เหตุใดท่านยังอยากเจอเขา?   สกุลหยางไม่มีใครดีเลยซักคน  เหตุใดท่านยังอยากเจอเขาอีก?  ท่านลืมสิ่งที่ท่านเพิ่งพูดไปวันนี้แล้วหรือ?”  เหลียนเจ๋อกังวลปนหงุดหงิดใจ  ความโกรธแค้นพุ่งขึ้นสูงสุด

         “ฟางโจวไม่ต้องวิตกไป  เรื่องยกเลิกการหมั้นหมายเป็นความคิดของบิดามารดาข้า  ข้าไม่เคยเห็นด้วยเลย  ข้าเพิ่งกลับจากช่วยธุระที่งานแข่งม้าและได้รับรู้เรื่องราวเข้า  ข้าตั้งใจมาเพื่อบอกเจ้าโดยเฉพาะ  ข้าจะแต่งกับเจ้าแน่นอน!”

          ชายหนุ่มกล่าวจริงจังพลางจ้องมองเหลียนฟางโจว

          เหลียนฟางโจวชะงัก  นี่คงเป็นคู่หมั้นที่งดงามปานเทพเซียน  หยางหวายชานใช่หรือไม่?  รูปลักษณ์เขาช่างเจริญตาทีเดียว  ด้วยผิวที่คล้ำกว่าคนทั่วไป และใบหน้าที่ค่อนข้างหล่อเหลา  เขาดูเป็นคนจิตใจดีและดูนิ่งๆ

          และเขาปฏิบัติต่อเธอไม่เลวนัก  ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเหลียนฟางโจวคนก่อนจึงไม่ยอมปล่อยการหมั้นหมายหลุดมือไป

           ช่างน่าสงสารที่เธอไม่ใช่เหลียนฟางโจวคนก่อน  อีกทั้งการแต่งงานนี้คงไม่มีทางเกิดขึ้นอีกแล้ว

          “ไม่จำเป็น!” เหลียนฟางโจวกล่าวเรียบๆด้วยใบหน้าจริงจังว่า “เรื่องการแต่งงานได้ถูกตกลงโดยฝ่ายบิดามารดา  บิดามารดาท่านได้จับคู่ท่านกับผู้อื่นแล้ว..ท่านควรเชื่อฟังความประสงค์ของพวกเขาจะดีกว่า!”

           “ฟางโจว…ข้า…”

          “ให้ข้าพูดจบก่อน!”   เหลียนฟางโจวกล่าวต่อเบาๆ “ครานี้บิดามารดาข้าได้จากไปแล้ว  ก่อนพี่น้องข้าเติบใหญ่  ข้าจะไม่แต่งให้ใครแน่นอน  อีกทั้งเนื่องจากบิดามารดาท่านไม่ชมชอบข้า  ข้าจึงไม่ต้องการแต่งเข้าบ้านท่านและเผชิญกับการดูหมิ่นเหยียดหยามทั้งวันทั้งคืน  เช่นนั้น..เป็นการดีที่เราลืมการหมั้นหมายนี้ซะ  อย่างไรก็ดี  นับว่าดีที่ท่านมาวันนี้!  ข้าจะขอบอกท่านเรื่องนี้  การสิ้นสุดการหมั้นเกิดจากครอบครัวท่านเป็นฝ่ายเริ่มต้น  ดังนั้น…ถ้าท่านต้องการสัญญาแต่งงาน  โปรดนำเงิน10 ตำลึงมาแลกเปลี่ยน  ข้าหวังว่าข้อเสนอข้าคงจะไม่เหลือบ่ากว่าแรงนัก”

         หยางหวายชานสับสนและตกตะลึงยิ่งนัก  เขามองดูเหลียนฟางโจวราวกับนางเป็นคนแปลกหน้า

         เหลียนเจ๋อเองก็อึ้งไปด้วย  ดูเหมือนว่าเขาอยากขยับริมฝีปากเพื่อกล่าวบางสิ่ง  ทว่า…กลับพูดไม่ออก   น้องชายคนโตกระเถิบไปยืนชิดเหลียนฟางโจวมากขึ้น พลางพยุงพี่สาวเขาอย่างเงียบๆ

        “ฮ่า..ฮ่า”  ใบหน้าหยางหวายชานซีดเผือดพลางกล่าวอย่างชิงชัง “10 ตำลึงรึ? แค่นั้นรึ?  เหตุใดเจ้าไม่เรียกร้องให้มากกว่านี้ล่ะ  เช่นนั้น…ในใจเจ้า  เห็นว่าการหมั้นของเรามีค่าเพียงเงินเท่านี้รึ?”

         เหลียนฟางโจวจ้องมองเขาพลางพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “จริงๆแล้วข้าเอวก็อยากได้เงินมากกว่านี้!  เพียงกลัวว่าบิดามารดาท่านจะพูดว่าข้าเป็นสิงโตดุร้ายแสนตะกละตระกราม  อีกทั้งข้าเองไม่อยากให้เกิดการบาดหมางกันไปมากกว่านี้   มันไม่คุ้มค่าหรอก!”

“เจ้า!”  หยางหวายชานโกรธจนพูดไม่ออก  ใจเขาเจ็บปวดรวดร้าวด้วยความผิดหวัง

ชายหนุ่มแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง   เขาจ้องมองนางด้วยความหวัง พลางกล่าวว่า “ฟางโจว  นี่คงไม่ใช่สิ่งที่เจ้าคิดจริงๆใช่หรือไม่?  นี่คงเป็นถ้อยคำที่กล่าวออกมาเพราะเจ้าโกรธใช่หรือไม่?  หรือเป็นเพราะว่าเจ้าถูกบังคับ?  อย่าได้กังวลไปเลย  ข้าจะกลับมา  เรื่องของข้าข้าจะเป็นคนตัดสินใจเอง  ข้าจะไปเจรจากับบิดามารดาข้า!”

เหลียนฟางโจวถอนหายใจในใจ  เธอส่ายหัวพลางสบสายตาเขา  เธอกล่าว “ท่านอย่าได้พยายามเลย  พยายามหาความเห็นใจซึ่งมันไม่มีที่นั่น!  ข้าสาบานได้ว่าทุกถ้อยคำล้วนกล่าวออกมาจากใจ  เช่นนั้น…คงไม่มีคำพูดอื่นอีก  ล่วงเลยเวลามาก็มากแล้ว  เช่นนั้นเล้ว…ท่านควรรีบกลับไปได้แล้ว  อีกประการหนึ่ง  การที่ชายหนุ่มมาอยู่ในบ้านเวลานี้  มันเป็นสิ่งไม่สมควร!  จงเชื่อฟังบิดามารดาท่านและจงมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ดี  อ้อ..อย่าลืมนำเงินมาแลกกับสัญญาแต่งงานด้วยเล่า!.

 

แขนทั้งสองข้างของหยางหวายชานตกลงข้างตัว แล้วเริ่มสั่นอย่างควบคุมไม่ได้  จิตใจของเขาเศร้าโศกอย่างสุดซึ้งและโกรธเกรี้ยวอย่างที่สุด  ชั่วขณะหนึ่ง ที่เขาไม่สามารถกล่าวสิ่งใดออกมาได้เลย

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top